นัดพบนักเขียน : เปิดเผยตัวตนใต้โลกภาษาของ ‘วีรพร นิติประภา’
    Search
  
15
นัดพบนักเขียน : เปิดเผยตัวตนใต้โลกภาษาของ ‘วีรพร นิติประภา’
 
 

นัดพบนักเขียน : ภิญญ์สินี ภาพ :อนุชา ศรีกรการ
All magazine มีนาคม 2560



เปิดเผยตัวตนใต้โลกภาษาของ ‘วีรพร นิติประภา’

เปิดเผยตัวตนใต้โลกภาษาของ
‘วีรพร นิติประภา’

     นักเขียนหญิงคนนี้สามารถคว้ารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2558 ด้วยผลงานนวนิยายเรื่องแรก ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ ซึ่งเป็นที่โจษจันในเรื่องสำนวนโวหารไม่เหมือนใคร จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ บ้างชื่นชมว่าเต็มไปด้วยสุนทรียภาพ บ้างส่งเสียงบ่นว่าเธอใช้คำฟุ่มเฟือยจนอ่านยาก นัดพบนักเขียนฉบับนี้ นำคุณผู้อ่านทำความรู้จักกับ ‘วีรพร นิติประภา’ นักเขียนผู้มีสไตล์เฉพาะตัวกับผลงานเรื่องที่ 2 ของเธอ ‘พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ’ ที่ยิ่งร้าวรานยิ่งลึกซึ้งและเต็มไปด้วยคำถาม โดยไม่ทิ้งภาษาอันเป็นเอกลักษณ์

ก้าวแรกบนถนนนักเขียนเกิดขึ้นได้อย่างไร

วีรพร : เหมือนคนทั่วไป เมื่อคุณเป็นนักอ่านในวัยน้อย ๆ คุณก็อยากเป็นนักเขียน ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้รายได้ของนักเขียน (หัวเราะ) ในยุคของดิฉันยังไม่มีสื่อบันเทิงมากนัก การอ่านนิยายเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง เมื่อเราอ่านเยอะก็เป็นความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน จึงเริ่มส่งเรื่องสั้นเรื่องแรกตีพิมพ์ลงนิตยสารเมื่ออายุ 18 ปี จากนั้นก็ไปทำอย่างอื่น ไปเรียนหนังสือ จนกลับมาเขียนอีกครั้งเมื่ออายุ 22 ปี เขียนเรื่องสั้นส่ง ดิฉันไม่รู้ว่าเขาประกวดกัน พอส่งไปก็ได้รางวัล และได้เขียนเรื่องสั้นต่ออีกประมาณ 7 เรื่อง แล้วจึงเลิกเพราะไปทำงานโฆษณา ช่วงเวลานั้นดิฉันไม่คิดว่าตัวเองเขียนหนังสือดี ถ้าเราอ่านหนังสือเยอะ อ่านหนังสือแตก คุณจะรู้ว่างานคุณอยู่ตรงไหน ซึ่งดิฉันพบว่าตัวเองยังเขียนไม่ดี เขียนแบน ๆ อย่างคนไม่รู้จักชีวิต ถึงแม้จะชนะเลิศ มีคนชม แต่เรารู้ตัวเอง ประกอบกับหน้าที่การงาน หน้าที่ครอบครัว ทำให้เราหยุดการเขียนหนังสือไปโดยปริยาย

กลับมาเขียนอีกครั้งในวัย 48 ปี ซึ่งชีวิตได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาระดับหนึ่ง
มีผลต่อการเขียนงานหรือมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่

วีรพร : รู้สึกว่าชอบเรื่องที่เขียน พบว่าตัวเองเลิกแบนแล้ว บางครั้งจะไม่รู้จนกว่าจะเขียนเสร็จ ว่าเรากลมหรือแบน พอเขียนไปได้สัก 3 บท รู้สึกว่าวีรพรเธอเริ่มมีความกลมนะ หลังจากนั้นคือทำไปให้เสร็จแล้วกัน

อะไรที่ทำให้เกิด ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ นวนิยายเรื่องแรกหลังจากยุติงานเขียนไปนานถึง 20 ปี

วีรพร : ตอนที่ดิฉันเริ่มคิดจะกลับมาเขียนงาน มีการเผชิญหน้าทางการเมืองเกิดขึ้น และมีการสลายการชุมนุมในปี พ.ศ.2553 สภาพบ้านเมืองขณะนั้นมีการแช่งชักหักกระดูก แต่ที่ตัดเชือกที่สุดคือมีคนดีใจกับการตายของคนที่คุณไม่รู้จัก ซึ่งบางคนเป็นคนธรรมะธรรมโม เกิดอะไรขึ้นกับความเป็นคนของเรา ประเทศไทยในยุคที่ดิฉันเติบโต ผู้คนนุ่มนวลต่อกัน น่ารักต่อกัน ดิฉันไม่ได้สนใจความขัดแย้ง โลกนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่เราไม่ยินดีที่มีคนตาย ไม่อยากให้มีการตายเกิดขึ้น ดิฉันพบว่าเราถูกผลักดันให้ไปเกินขีดความเป็นเรา จึงเขียนนิยายรักเรื่องหนึ่งที่พูดถึงการถูกผลักจนสูญเสียตัวตนไป แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเมือง ถ้าเข้าใจว่าความรักทำให้สูญเสียตัวตนได้ ก็เข้าใจได้ว่า เราสามารถสูญเสียตัวตนจากเรื่องอื่นได้ง่าย ๆ เช่นกัน

เปิดเผยตัวตนใต้โลกภาษาของ ‘วีรพร นิติประภา’ สำนวนภาษาที่ใช้ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก เป็นการออกแบบตั้งแต่ต้นหรือไม่ว่าเราจะใช้ภาษาลักษณะนี้ในการเล่าเรื่อง
วีรพร : ดิฉันเขียนหนังสือด้วยภาษาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ส่วนตัวมีความเห็นว่านักเขียนควรมีภาษาของตัวเอง อย่างไรก็ตาม สังคมไทยได้ผ่านช่วงเวลาของงานเขียนเพื่อชีวิต ซึ่งไม่ใช้ภาษาฟุ่มเฟือย ต้องเรียบง่ายเพราะมันคือชาวบ้าน หมดจากยุคเพื่อชีวิต ก็เข้าสู่ยุคมูราคามิ ซึ่งใช้ภาษาที่เกือบจะเป็นภาษาพูด ทำให้คนรุ่นใหม่อาจจะไม่ชิน ดิฉันก็ทราบว่าจะเป็นเรื่องยากที่เราจะนำเสนองานที่ใช้ภาษาเยอะ ๆ แต่มันคือการเสี่ยง เราอาจจะชนะเกมนี้ก็ได้ ดิฉันเป็นคนประเภทต้องไปให้สุดทาง เรามาเขียนงานในวัย 48 ปีแล้ว เราเสียเวลา เราไม่ควรประนีประนอม ดิฉันจึงต้องมีภาษาของตัวเอง

อะไรที่หล่อหลอมให้เกิดภาษาในแบบของวีรพร
วีรพร : ดิฉันโตในยุคของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง สุวรรณี สุคนธา ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งใช้ภาษาสวยมาก มันคือความชอบส่วนตัว คนไม่ชอบก็มี แต่ดิฉันชอบ ภาษาช่างงดงาม แล้วอ่านรู้เรื่อง และยิ่งกว่ารู้เรื่อง คือ ‘รู้สึก’ ภาษาที่เรียบเกินไปมันไม่ให้ความรู้สึก

คุณคิดว่าภาษาสวย ๆ คำประดิดประดอย สามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีกว่าอย่างนั้นหรือ

วีรพร : ภาษาสวย ๆ มันสื่อความรู้สึกถึงคนได้มากกว่าภาษาธรรมดา ยกตัวอย่างเช่น รายงานข่าว เราได้รับการรายงานเหมือนกันแต่เรารู้สึกไม่เท่ากัน ภาษาในนิยายมันไม่ได้ให้ผลทางข้อมูลเพียงเท่านั้น มันมีหลายมิติ การที่เราสูญเสียตัวละครตัวหนึ่ง สูญเสียชารียา สูญเสียปราณ คนอ่านสามารถรู้สึกถึงความสูญเสียผ่านทางภาษา

แต่งานเรื่องที่ 2 พุทธศักราชอัสดงฯ เหมือนคุณจะลดทอนภาษาลงมา
วีรพร :  ไส้เดือนตาบอดฯ ภาษาจะเยอะกว่า เพราะดิฉันกำลังพูดเรื่องมายาคติ พูดเรื่องการประดับประดา คนที่ได้ในสิ่งที่ไม่อยากได้ เป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น ทุกอย่างจึงอยู่ในระดับเหนือจริงหมด ภาษาจึงต้องมาก มีหลายชั้นในประโยค สำหรับพุทธศักราชอัสดงฯ ด้วยตัวละครที่มากขึ้น เส้นเรื่องที่ซับซ้อนกว่า จึงต้องทำให้ภาษาน้อยลง ไม่มีการใช้กลวิธี Double meaning แล้ว จริง ๆ เรื่องพุทธศักราชอัสดงฯ เป็นพล็อตแรกที่ดิฉันเคยคิดว่าถ้าจะเขียนหนังสือ ฉันจะเขียนเรื่องครอบครัวแบบนี้ แต่ว่ายังหากลวิธีเขียนไม่ได้ ไม่รู้จะเล่า 4 – 5 เหตุการณ์พร้อมกันได้ยังไง จึงตัดสินใจเขียนไส้เดือนตาบอดฯ ก่อน ซึ่งเป็นพล็อตเชิงเดี่ยว มีตัวละครแค่ 5 - 6 ตัว

เปิดเผยตัวตนใต้โลกภาษาของ ‘วีรพร นิติประภา’ชื่อหนังสือของคุณทั้งยาวและมีการซ้ำคำ ดูจะขัดแย้งกับอาชีพ Copy Writer
ที่คุณเคยทำมาก่อน ซึ่งต้องการคำสั้น กระชับ โดนใจ

วีรพร :  ข้อหนึ่งมันเริ่มจากความกวนของดิฉัน ข้อสอง ดิฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าขนาดสั้นยาวมันสำคัญจริงไหม และดิฉันได้คำตอบว่ามันไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือความน่าสนใจ คุณมีโอกาสกับคนอ่านแค่ 3 วินาทีที่เขาจะมอง และหยิบเรื่องที่สนใจ เปิดอ่านหน้าแรก ดังนั้นมันจะเป็นอะไรที่ธรรมดาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ดิฉันให้ความสำคัญว่าชื่อเรื่องอย่างน้อยต้องให้ภาพรวมของเรื่องทั้งหมด ในเชิงรูปธรรมและนามธรรม

หนังสือเล่มที่ 2 ก็ยังคงเป็นโศกนาฏกรรม หรือโศกนาฏกรรมคือลายเซ็นของวีรพร

วีรพร : เรื่องที่ 3 ไม่เศร้าแล้วค่ะ ไม่มีคนตายแล้ว

ในพุทธศักราชอัสดงฯ พูดถึงเรื่องความหวัง ความฝัน และยังมีโครงเรื่องย่อยอีกมาก
อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อถึงในหนังสือเล่มนี้

วีรพร : ดิฉันอาจจะมองไม่เหมือนคนอื่น ความหวังเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราอย่ามานั่งพูดกันเลยว่าจงมีความหวัง เราเกิดมาพร้อมความหวัง ทุกครั้งที่เราล้ม เราก็ลุก ดิฉันจึงพูดถึงครอบครัวหนึ่งที่ล้มลุกคลุกคลานตลอด มนุษย์เป็นเช่นนั้น หนังสือเล่มนี้จึงพูดถึงเรื่องการแสวงหาพื้นที่ของคน พื้นที่ทางความรู้สึก พื้นที่ทางครอบครัว ในขณะเดียวกันก็คู่ขนานกับเรื่องการเมือง การแสวงหาอำนาจ และยังพูดถึงความรักต้องห้าม เช่น ความรักชู้สาวในครอบครัว จริงอยู่ดิฉันไม่ได้บอกว่ามันเป็นสิ่งดีงาม แต่สำหรับดิฉันมองว่าความรักชาติกับการสร้างจารีตประเพณีนั้นคล้ายกัน จะดูว่าเข้มข้นก็เข้มข้น จะบอกว่าไม่ก็ไม่ พี่กับน้องรักกันไม่ได้เพราะจะให้กำเนิดลูกที่พิการ แต่ในยุคสมัยที่มีการคุมกำเนิด คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้ และนั่นคือความรักนะ คุณไม่ได้ชอบพอความรักหรอกหรือ หรือสิทธิในการเลือกรักใครสักคนต้องตกไปเพราะเขาเป็นคนในครอบครัวเช่นเดียวกับการรักชาติ บอกว่าคนคนนี้ขายชาติ ในขณะเดียวกันคุณก็มองได้ว่ามันแค่เส้นประบนแผนที่ ไม่ได้มีอะไรมาก ดิฉันไม่ได้สนับสนุน แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องตั้งคำถามที่น่ากลัวที่สุด คำถามที่แรงที่สุด เพื่อให้เกิดการฉุกคิด

อยากแนะนำอะไรให้กับนักอยากเขียนที่ฝันจะก้าวสู่ถนนอักษรเส้นนี้
วีรพร : เมื่อคนคนหนึ่งเริ่มตอนอายุ 48 ได้ คุณสามารถเริ่มตอน 17 - 18 ได้ ตราบใดที่คุณมีเรื่องที่อยากจะเล่า ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่อะไรมากมาย แต่วิธีการเล่าเรื่อง เล่าด้วยน้ำเสียงของคุณ ด้วยมุมมองของคุณ เล่าให้รู้เรื่อง ถ้าคุณคิดว่าต้องฟันฝ่าชีวิตให้ถึงวัยเท่าป้าคนนี้ก่อนถึงจะลงมือเขียน แล้วถ้าคุณอยู่ไม่ถึงล่ะ ดิฉันแค่โชคดีที่อยู่ถึง เพราะฉะนั้นอย่ารอ อยากจะเขียนก็เขียน ได้หรือไม่ได้ ดีหรือไม่ดี ค่อยว่ากันอีกที อ่านให้เยอะ ภาษาคือเครื่องมือที่ต้องใช้ คุณควรจะมีเครื่องมือที่ดีและใช้ให้สอดคล้องกับเรื่องที่จะเล่า
    ‘วีรพร นิติประภา’ ขบถตัวแม่แห่งวงวรรณกรรมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นขอเพียงมั่นคงและมั่นใจในตัวเอง ที่เหลือก็แค่ ‘ลุย’ ไปตามเส้นทางฝันด้วยใจเต็มร้อย
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);