เรื่องจากปก : ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ รัดเกล้า อามระดิษ
    Search
  
10
เรื่องจากปก : ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ รัดเกล้า อามระดิษ
 
 

เรื่องจากปก : รินคำ
รัดเกล้า magazine มีนาคม 2560

 ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ รัดเกล้า อามระดิษ

รัดเกล้า อามระดิษ

ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ
รัดเกล้า อามระดิษ

    เพราะเดือนมีนาคมมีวันสำคัญวันหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก นั่นก็คือ ‘วันสตรีสากล’ วันแห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกันระหว่างบุรุษและสตรี ‘ออล แม็กกาซีน’ ฉบับนี้ จึงคิดถึง ‘ผู้หญิงเก่ง’ ในสังคมไทย ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และจดจำของคนทั้งประเทศ ชื่อของ ‘รัดเกล้า อามระดิษ’ หรือ ‘ต๊งเหน่ง’ จึงผุดพรายขึ้นมาในความคิด ด้วยความสามารถหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักร้องเสียงคุณภาพ นักพากย์ นักแสดงมากฝีมือทั้งจากภาพยนตร์ ละครเวที และละครโทรทัศน์ โดยเฉพาะจากบทบาทของ ‘ย่าแย้ม’ แห่งละคร ‘สุดแค้นแสนรัก’ ที่ถึงแม้ละครจะลาจอไปเกือบสองปี แต่ก็ยังมีการกล่าวขานถึงเสมอ อยากรู้เรื่องราวและความคิดของผู้หญิงคุณภาพคนนี้มากขึ้นแล้วใช่ไหม ...มาทำความรู้จักเธอกัน

กว่าจะมีผลงานเป็นที่ยอมรับในวันนี้ หลายคนคงไม่ทราบว่าคุณเรียนด้านการแสดงมาโดยตรง
รัดเกล้า :  ดิฉันเรียนวิชาศิลปการละคร เป็นวิชาโทที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการเรียนที่ค่อนข้างกว้าง ต้องเรียนทั้งประวัติศาสตร์การละคร วรรณกรรมการละครในยุคต่าง ๆ ไปจนถึงเน้นเรื่องละครเวที สมัยเรียนดิฉันทำหน้าที่เป็น stage manager ได้ทำงานด้านโปรดักชั่น ด้านแอ๊คติ้ง ด้านการเคลื่อนไหว และด้านการใช้เสียงบทเวทีด้วย ทุกอย่างจึงมุ่งเน้นไปที่ศาสตร์ต่าง ๆ ของละครเวที ดิฉันมีโอกาสแสดงละครของภาควิชาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 จากนั้นก็เล่นละครเวทีมาเรื่อย ๆ ซึ่งแน่นอนว่า ต้องใช้เวลาซ้อมเป็นเดือน ๆ เพื่อทำการแสดงเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นเองที่ผ่านมา ดิฉันทำงานในวงการบันเทิงมานานมาก แต่บทบาทหน้าที่ที่ตัวเองรับผิดชอบ อาจจะไม่เห็นในวงกว้างมากเท่าไหร่นัก (ยิ้ม)

นอกจากเรื่องการแสดงแล้ว คุณก็ฝึกและทำงานด้านการใช้เสียงมาตั้งแต่สมัยเรียนด้วย
รัดเกล้า : เมื่อตัดสินใจเลือกเรียนศาสตร์ที่เป็นวิชาปฏิบัติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้มีโอกาสปฏิบัติจริง นับเป็นโชคดีของดิฉันที่ได้ผ่านการคัดเลือกเข้าไปเล่นละครของคณะ มีโอกาสเป็นนักร้องของวงดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Band) ตั้งแต่เรียนปี 1 จนถึงปี 4 ดิฉันต้องแบ่งเวลาทั้งเรียนหนังสือ ทั้งซ้อมละคร ทั้งไปร้องเพลงของ CU Band รวมถึงเริ่มต้นทำงานอาชีพ หมายถึงการไปทำงานแล้วได้ค่าตอบแทนกลับมา นั่นก็คือไปร้องประสานเสียง ร้องคอรัส ร้องไกด์ อ่านสปอตวิทยุ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นการสะสมประสบการณ์ของตัวเองตลอดเวลาที่ผ่านมาค่ะ

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานที่ดีของคุณด้วยใช่ไหม
รัดเกล้า : นอกจากประสบการณ์ที่ได้รับแล้ว ดิฉันถือว่าเป็นวิชาด้วยค่ะ ทุกอย่างคือสิ่งที่เรียน แม้จะไม่ใช่วิชาเอก เป็นเพียงแค่วิชาโท แต่ก็เป็นสิ่งที่เรียนมาโดยตรง ดิฉันเรียนวิชาเอกคือวรรณคดีอังกฤษ เป็นการเรียนภาษาอังกฤษที่เน้นด้านวรรณคดีค่ะ (ยิ้ม) ดิฉันเล่นละครเวทีมาโดยตลอด บอกตัวเองเสมอ ๆ ว่า ทุกอย่างที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทักษะ จำเป็นต้องมีการฝึกฝน หลังจากที่ดิฉันได้เป็นนักร้องเต็มตัวแล้ว ดิฉันไม่ต้องการทิ้งทักษะด้านการแสดง บอกกับตัวเองว่าในหนึ่งปีต้องรับงานแสดง ไม่ว่าจะเป็นบทเล็ก บทน้อย หรือบทอะไร ขอเพียงให้ได้เล่น ไม่เกี่ยงว่าจะมีค่าตัวหรือไม่ อย่างที่กลับไปเล่นให้คณะคือไม่มีค่าตัวแน่นอน แต่ดิฉันก็คิดว่ามันเป็นโอกาสอันดีที่เราจะกลับเข้าไปอยู่ในทางที่เรียนมา บางครั้งการทำงานข้างนอก อาจทำให้โลกเรากว้างขึ้น ได้พบเจอสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น มีความท้าทายมากขึ้น ต้องทำงานให้ได้ตามโจทย์ที่ผู้กำกับและทีมงานต้องการ แต่การกลับไปเล่นละครให้คณะ ทำให้ได้กลับไปสู่พื้นที่ของตัวเอง เป็นการย้ำพื้นฐานให้แน่น เมื่อพื้นฐานแน่น จะกลับไปทำงานกับใครก็ได้ งานก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย (ยิ้ม)

จากการเล่นละครเวทีและร้องเพลงในมหาวิทยาลัย คุณก้าวสู่วงการบันเทิงได้อย่างไร
รัดเกล้า :  หลังเรียนจบ ดิฉันยังกลับไปเล่นละครเวทีให้กับภาควิชาอยู่ พอดี พี่โจ้ - ดารกา วงศ์ศิริ เป็นรุ่นพี่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เขาเปิดบริษัท แดส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ทำละครเวที มีพี่ต้อ – มารุต สาโรวาท เป็นผู้กำกับ เขาก็เลยชวนไปเล่นละครเวทีที่เป็นอาชีพ คือเล่นแล้วได้ค่าตอบแทนจริง ๆ (ยิ้ม) แม้ว่ารายได้ต่อรอบจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ดิฉันก็มีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ดิฉันรัก เรื่องนั้นได้เล่นเป็นตัวประกอบ ยังไม่ได้เป็นตัวหลักค่ะ หลังจากนั้น พี่โจ้ ดารกา ทำละครโทรทัศน์ด้วย เลยชวนให้ไปเล่น แต่ไม่ได้บ่อยมาก เนื่องจากดิฉันยังมีงานร้องเพลงอยู่ค่อนข้างมาก ช่วงนั้นมีผู้จัดละครโทรทัศน์ค่ายอื่น ๆ ติดต่อมาเหมือนกัน แต่ดิฉันก็ยังห่วงงานร้องเพลงที่รับผิดชอบอยู่ บางครั้งมีบทที่ดีมากส่งมาให้เล่น แต่พอไปถามเจ้านายคือคุณสุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์ – ผู้ก่อตั้งค่ายเบเกอรี่มิวสิก) นายก็ห่วงเรื่องภาพลักษณ์การเป็นนักร้องที่อาจจะขัดกับบทบาทการแสดง บางเรื่องก็เลยไม่ได้รับเล่นค่ะ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของจังหวะเวลาด้วยค่ะ แต่ที่ผ่านมา ดิฉันเล่นมาหมดแล้ว ทั้งภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ รวมไปถึงละครซีรีส์ต่าง ๆ ค่ะ (ยิ้ม)

ถ้าถามถึงความรักในงาน คุณรักงานไหนมากกว่ากันระหว่างเป็นนักแสดงกับนักร้อง
รัดเกล้า : เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยมาก แล้วก็จะบอกเสมอว่าห้ามถาม (หัวเราะ) เพราะเลือกไม่ได้จริง ๆ ณ วันนี้ ถ้ามีคนมาบอกให้ดิฉันเป็นนักแสดงอย่างเดียว โดยไม่ต้องร้องเพลง ก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ หรือจะให้ร้องเพลงอย่างเดียวโดยไม่แสดงเลย ก็ไม่ได้เหมือนกัน โดยส่วนตัวดิฉันคิดว่าทั้งสองสิ่งเป็นศาสตร์เดียวกัน คือ ศาสตร์การถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ ทั้งความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ หรือแม้กระทั่งความดีความชั่ว โดยถ่ายทอดออกไปผ่านเรื่องราว ผ่านตัวละคร ผ่านบทเพลง ซึ่งผู้ที่ใส่เรื่องราวเหล่านั้น ก็คือนักแต่งเพลง ผู้ประพันธ์นวนิยาย ผู้เขียนบทละครโทรทัศน์ หรือผู้เขียนบทละครเวที ส่วนดิฉันคือผู้ถ่ายทอดเรื่องราวนั้น ๆ ออกไปด้วยการแสดงหรือร้องเพลงค่ะ (ยิ้ม)
รัดเกล้า อามระดิษ
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เสียงประกาศบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสที่หลายคนคุ้นเคยคือเสียงของคุณนี่เอง

รัดเกล้า :  งานชิ้นนี้นานหลายปีแล้วค่ะ (ยิ้ม) ที่ได้รับการติดต่อให้ทำงานนี้ อาจเป็นเพราะดิฉันทำงานด้านการใช้เสียงทั้งอ่านสปอตโฆษณา บันทึกเสียงโฆษณามาตั้งแต่ตอนเรียนปี 2 ชื่อของดิฉันก็จะอยู่ในรายชื่อของคนที่อ่านสปอตโฆษณา ตอนได้รับการติดต่อให้ทำงานบันทึกเสียงประกาศนี้ ดิฉันมองเป็นงานชิ้นหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ แล้วดิฉันจะทำได้หรือไม่ ทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน ตอบโจทย์ลูกค้าหรือเปล่าเท่านั้นเองค่ะ

ตอนรับบทเป็นย่าแย้ม คิดไหมว่าจะเป็นที่จดจำของผู้ชมได้มากขนาดนี้
รัดเกล้า :  ไม่ได้คิดเลยค่ะ ดิฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องผลของงานเท่าไหร่ เป็นคนที่ทำงานเพราะมีความสุข เวลาเลือกตัดสินใจรับงาน ดิฉันคิดเพียงเท่านี้เอง ส่วนผลของงานเป็นสิ่งที่เราไม่มีวันที่จะคาดเดาได้ เพราะขึ้นอยู่กับคนอื่นล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ คนตัดต่อ ผู้ชม หรือแม้แต่ช่องว่าจะพิจารณาออกอากาศตอนไหน ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เรากำหนดไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดและจบแค่นั้น งานของดิฉันจบตั้งแต่ปิดกล้องวันสุดท้าย หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร เรากำหนดผลลัพธ์ไม่ได้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องการแสดงอย่างเดียวนะคะ การร้องเพลงก็เหมือนกัน เราไม่มีวันจะทราบเลยว่า เทปชุดนี้ของเราจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างไร จะขายได้เท่าไหร่ เรามีหน้าที่ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดค่ะ

เคยคิดไหมว่าทำไมบทบาทของ ‘ย่าแย้ม’ จึงได้รับการยอมรับมากกว่าบทบาทของพระเอกหรือนางเอก
รัดเกล้า :  ส่วนตัวคิดว่า เรื่องที่นำมาถ่ายทอดเป็นสิ่งที่ถูกใจผู้ชมค่ะ เขาไม่เกี่ยงหรอกว่าเป็นนางเอกหรือไม่ใช่นางเอก อายุน้อยหรืออายุเยอะ ถ้าถูกใจก็เป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับได้ อีกอย่าง สังคมปัจจุบันก็อยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น คนไทยผ่านอะไรมาเยอะมาก เขาอาจจะเลือกสิ่งที่ตรงใจ โดนใจ หรือถูกใจ หลายครั้งที่เรารับประทานอาหารอร่อย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องจัดจานให้สวยงาม แต่สำหรับตัวเองคิดว่า ถ้ามีทางเลือกให้คนที่หน้าตาโสภานิดหนึ่งมาแสดงให้ดู แล้วก็เป็นสิ่งที่โดนใจด้วย ก็จะดีมากค่ะ (หัวเราะ)

คุณเคยโดนตั้งคำถามจากคนรอบข้างถึงอาชีพ ‘เต้นกิน รำกิน’ แต่ในที่สุด คุณก็ได้พิสูจน์ด้วยการยืนหยัดทำอาชีพนี้มากว่า 20 ปี ทำไมจึงคิดเช่นนั้น
รัดเกล้า :  ดิฉันว่า ถ้าเรายึดมั่นทำในสิ่งที่รักและพอจะเลี้ยงชีพได้ ก็น่าจะพอแล้ว (ยิ้ม) เรื่องนี้ใช้ได้กับทุกอาชีพเลยนะคะ เพราะถ้าคุณไปคาดหวังว่าฉันจะทำในสิ่งที่รักและกอบโกยเงินได้อย่างมหาศาล มันก็อาจทำได้ไม่ง่ายนักและเป้าประสงค์จะเบี่ยงเบนไปได้ สำหรับตัวดิฉันเอง ของานที่รักมาก่อน ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ถ้าเลี้ยงชีพได้พอ คือจบ มีอีกหลายอาชีพที่เหนื่อยมากกว่าดิฉันอีกหลายสิบเท่า อย่างข้าราชการครู แพทย์ พยาบาลที่อยู่ในโรงพยาบาลรัฐบาล ค่าตอบแทนของท่านเหล่านี้ไม่เยอะเลย แล้วท่านก็ไม่ได้รวย แต่ทุกท่านยังคงทำงานที่รับผิดชอบอยู่ ดิฉันคิดว่าที่ท่านยังทำงานกันอยู่ น่าจะเป็นเพราะ หนึ่ง ตอบโจทย์ในแง่ของการได้ทำในสิ่งที่รัก สอง สิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตของคนคนนั้นมีคุณค่า และเขามีโอกาสได้ทำบุญตลอดเวลา ไม่ว่าอาชีพอะไรก็ตาม ดิฉันคิดว่า ถ้าคุณรักมันจริง คุณอยู่ได้แน่นอนค่ะ

ทำไมถึงคิดว่า ‘ความรัก’ เป็นสิ่งผลักดันงานที่ทำอยู่ให้ออกมาดี
รัดเกล้า :  เมื่อเรารักงานที่ทำอยู่ เราก็จะมีความใส่ใจ มีอิทธิบาท 4 ทั้งฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อย่างแน่นอน ถ้าเรารักงาน เราก็จะมีใจที่อยากจะทำ ทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก ทำให้มันดี และเมื่อมันค่อนข้างดีแล้ว ก็จะมีคนมองเห็น เช่น ถ้าคุณขายปาท่องโก๋ คุณต้องทำให้อร่อยสุดฝีมือ ลูกค้าที่ซื้อไปก็จะกลับมาซื้ออีก เชื่อเถอะว่าคุณเลี้ยงตัวได้แน่นอน อย่าทำงานแบบสักแต่ทำ ๆ ไป ถ้าสิ่งที่คุณทำ มันล้มเหลวหรือเลิกไป นั่นแสดงว่าความรักในสิ่งที่คุณทำ มันไม่มากพอค่ะ (ยิ้ม)

รัดเกล้า อามระดิษ

ทำงานมายาวนานกว่า 20 ปี คุณยึดหลักอะไรในการทำงาน
รัดเกล้า :  ดิฉันเป็นคนจริงจังในการทำงานมากค่ะ ยกให้งานเป็นอันดับหนึ่งของชีวิต สิ่งสำคัญเสมอคือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง ดิฉันคิดว่าคนเราต้องรู้หน้าที่ตัวเอง ทำงานอะไรก็ต้องรู้ให้แจ้งในงานนั้น ๆ ดิฉันชอบคนที่รู้หน้าที่ของตัวเองมากที่สุด แล้วก็ไม่ชอบคนที่ไม่รู้ในงานของตัวเองเช่นกัน จะรับไม่ได้กับคนไม่สามารถทำสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพได้ สิ่งสำคัญที่สุดของการทำงานคือความรับผิดชอบและความรู้หน้าที่ของตัวเอง

คุณยึดหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ด้วยใช่ไหม

รัดเกล้า :  ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติให้พวกเราเห็นตลอดมาคือ ‘ธรรมะ’ พระองค์ยึดธรรมะมาตลอดพระชนม์ชีพ ในทุกศาสนา คำว่า ‘ธรรมะ’ หมายถึงความรักความเมตตาให้ผู้อื่น ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่เบียดบังผู้อื่น อย่างที่เราเห็นในข่าวพระราชสำนักทางโทรทัศน์ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทุกที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะทุรกันดารหรือห่างไกลสักเพียงไหน พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด ทรงทำแบบนั้นซ้ำ ๆ ทรงมีความเพียรมาก ๆ และทรงมีใจรักที่จะพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนคนไทยจริง ๆ พระองค์ไม่เคยหยุดทำ ทรงทำตลอด เพราะพระองค์ทรงรักคนไทยจริง ๆ ค่ะ

วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากล คุณมองศักยภาพของผู้หญิงในปัจจุบันเป็นอย่างไร

รัดเกล้า :  ผู้หญิงมีความสามารถมานานแล้วนะคะ ธรรมชาติของผู้หญิงยิ่งใหญ่มาก โดยเฉพาะการตั้งครรภ์เพื่อให้กำเนิดบุตรที่ยาวนานถึง 9 เดือน ดิฉันมองว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่และอันตรายมาก ซึ่งธรรมชาติก็เลือกให้ผู้หญิงทำ แต่ที่ผ่านมา ผู้หญิง ‘รู้อยู่’ คืออยู่เป็น ผู้หญิงบางคนอยู่เบื้องหลังหรือเป็นกำลังสำคัญในงานสำคัญหลาย ๆ อย่าง ผู้หญิงหลายคน ‘รู้ที่’ ของตัวเองว่าฉันอยู่ตรงนี้ดีกว่า ไม่เคยออกนอกหน้ามาบอกว่า ความสำเร็จนี้มาจากฝีมือฉัน ผู้หญิง ‘อยู่เป็น’ มากกว่านั้นค่ะ (ยิ้ม) แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การยอมรับในผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จมีมากขึ้น และแนวโน้มของการมีคู่ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป ผู้หญิงเป็นโสดเยอะขึ้น ผู้หญิงในยุคนี้จึงมีความแข็งแกร่ง สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง สู้ชีวิตมากขึ้น และเมื่อไม่ต้องใช้เวลาไปดูแลสามีและลูก ก็ทำให้มุ่งไปกับการทำงานจนประสบความสำเร็จ แต่ขณะเดียวกัน ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่สามารถดูแลสามีและบุตรได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บริหารระดับสูง สิ่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงมีศักยภาพมานานแล้วค่ะ (ยิ้ม)

รัดเกล้า อามระดิษ
ความเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้สวยแบบนางเอก สร้างอุปสรรคในการทำงานในวงการบันเทิงบ้างไหม

รัดเกล้า :  ดิฉันไม่ได้คิดในแง่นั้นสักเท่าไหร่ ดิฉันคิดแค่ว่าถ้ามีบทที่ชอบและได้ทำงานที่เป็นตัวละครนั้น ๆ มันก็จบแล้ว ไม่สำคัญเลยว่าบทที่ได้รับจะเป็นบทตัวที่ 5 ที่ 6 หรือตัวประกอบ สิ่งสำคัญคือตัวเรามากกว่าว่าชอบบทบาทนั้นไหม ดิฉันอาจจะเห็นแก่ตัวที่มองแต่จากมุมตัวเอง ไม่ได้มองว่าอยากเป็นนางเอกหรืออะไร แบบนั้นไม่ใช่ดิฉันค่ะ เพราะดิฉันเลือกทำงานเพราะรักในงานของตัวเองมากกว่าสิ่งอื่น (ยิ้ม)

คิดว่าตัวเองเดินมาจนถึงจุดแห่งความสำเร็จแล้วหรือยัง
รัดเกล้า :  มนุษย์แต่ละคนมีคำจำกัดความ คำนิยาม หรือมาตรฐานของคำว่าประสบความสำเร็จแตกต่างกัน บางคนบอกว่า ชีวิตจะประสบความสำเร็จเมื่อมีเงินสิบล้าน บางคนก็บอกว่า แค่มีบ้านอยู่โดยไม่เป็นหนี้ มีข้าวกิน มีงานทำ ได้แบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ก็คือชีวิตประสบความสำเร็จแล้ว แต่สำหรับดิฉัน แค่ได้ทำงานที่รัก สามารถเลี้ยงชีพและแบ่งปันให้ผู้อื่นเมื่อมีโอกาส ก็เป็นความสุขและความสำเร็จของชีวิตแล้วเช่นกัน ในเรื่องความสำเร็จ ตัวเราเองนี่แหละที่จะเป็นคนบอก ไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอกหรือยอมรับ อย่าเอาความสุข ความสำเร็จของตัวเองไปผูกกับคนอื่น เราต้องกำหนดสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยตัวเองค่ะ

คุณมีความฝันที่ยังไม่ได้ทำอีกไหม

รัดเกล้า :  ดิฉันเป็นคนคิดสั้น (หัวเราะขำ) เป็นคนที่อยู่กับปัจจุบันมากกว่าค่ะ ไม่ชอบวางแผนอะไร มีหลายคนถามเหมือนกันว่าอยากทำธุรกิจอะไรบ้างไหม ก็ได้แต่ตอบไปว่าเป็นคนคิดสั้น ทุกวันนี้ ดิฉันมองแค่ว่า หน้าที่ของตัวเองคืออะไร บางวันยังแบ่งเวลาไม่ได้ บางวันยังนอนไม่พออยู่เลย เลยไม่ได้คิดไกลอะไรขนาดนั้นค่ะ แต่จริง ๆ มนุษย์ก็ควรจะต้องคิดนะคะ เพื่อเป็นแผนรองรับ แต่ทำไมดิฉันไม่คิดก็ไม่รู้ (หัวเราะ) คิดแต่ว่า ถ้ายังมีแรงอยู่และยังมีผู้ว่าจ้าง ก็ยังยินดีที่จะทำงานต่อไป แต่ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าไม่มีคนจ้าง ดิฉันก็ต้องขยับขยายต่อไป แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คิดจริง ๆ ค่ะ

     ไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมผู้หญิงเก่งคนนี้ จึงได้รับการยอมรับกับทุกงานที่เธอรับผิดชอบ เพราะเธอเริ่มต้นทำในสิ่งที่รัก แถมยังมีความตั้งใจและเพียรพยายามทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นให้ดีและเชี่ยวชาญที่สุด ทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับเธอในวันนี้ เป็นเพราะเธอ ‘ทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำ’ จริง ๆ
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);