นัดพบนักเขียน : ‘ปะการัง’ ที่วันนี้ยังมีฝัน
    Search
  
22
นัดพบนักเขียน : ‘ปะการัง’ ที่วันนี้ยังมีฝัน

นัดพบนักเขียน : รินคำ  ภาพ : พิภพ คุณชล
All magazine กุมภาพันธ์ 2560


‘ปะการัง’ ที่วันนี้ยังมีฝัน

ณรงค์ฤทธิ์ ยงจินดารัตน์

‘ปะการัง’
ที่วันนี้ยังมีฝัน

     หากย้อนเวลากลับไปราวยี่สิบปีที่แล้ว สมัยที่วัยรุ่นไทยยังไม่รู้จักโซเชียลเน็ตเวิร์ค โลกการอ่านของเด็ก ๆ ยังคงเป็นหนังสือและนิตยสาร ยุคนั้นเป็นยุคที่บทกวีและกลอนเปล่าเฟื่องฟู หนึ่งในนักเขียนที่โด่งดังมีชื่อ ‘ปะการัง’ ซึ่งเป็นนามปากกาของ ‘ณรงค์ฤทธิ์ ยงจินดารัตน์’ รวมอยู่ด้วย แม้ ‘ปะการัง’ จะห่างหายจากแวดวงวรรณกรรมไปนานกว่าสิบปีด้วยภารกิจส่วนตัว หากเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ‘ปะการัง’ ได้กลับมาจรดปลายปากกาโลดแล่นในสวนอักษรอีกครั้ง... ‘ออล แม็กกาซีน’ จึงขอนัดพบ ‘ปะการัง’ มาพูดคุยกันในวันนี้

คุณเขียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยใช่ไหม

ปะการัง : ผมเป็นคนชอบเขียนหนังสือตั้งแต่เด็กแล้ว ไปดูหนังกลับมา ก็มาวาดการ์ตูนช่องเอง เพราะไม่พอใจตอนจบของหนังเรื่องนั้น เลยเอามาเปลี่ยนเรื่องตามใจตัวเอง พอโตขึ้นก็เขียนเริ่มเขียนเรื่องสั้นและกลอน เขียนส่งไปตามนิตยสารต่าง ๆ เช่น ชัยพฤกษ์, ชัยพฤกษ์การ์ตูน’ พอได้ลงก็ดีใจ เพราะได้เงินรางวัลด้วย ตอนเรียนชั้น ม.ศ. 2 ก็ส่งบทกวีไปประกวดที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของภูเก็ต ได้รางวัลที่ 2 ถือเป็นกำลังใจสำหรับเด็กคนหนึ่ง จากนั้นก็เขียนมาตลอด พอจบ ม.ศ. 4 – 5 ผมเอ็นทรานซ์ไม่ติด จึงตัดสินใจเรียนต่อที่คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ยิ่งเขียนหนังสือหนักขึ้น เขียนแทบทุกวัน เขียนส่งไปนิตยสาร Super Sonic ของคุณทิวา สาระจูฑะ ซึ่งเป็นนิตยสารดนตรีในสมัยนั้น เขียนถึงนักดนตรีที่ชื่นชอบอย่างจอห์น เลนนอน, บิลลี่ โจเอล ฯลฯ พอเขียนบ่อยก็เริ่มขยายแนว มาเขียนเรื่องการเมือง เขียนวิจารณ์หนังสือลงมติชน เรียกว่าเขียนทุกแนว แล้วก็เขียนอย่างมุ่งมั่นด้วย

เหตุผลที่ใช้นามปากกาว่า ‘ปะการัง’ คืออะไร

ปะการัง : สมัยก่อนมีหลายนามปากกาครับ นามปากกาไหนได้ลงตีพิมพ์น้อยก็ตัดออก (หัวเราะ) แต่นามปากกา ‘ปะการัง’ ได้ลงตีพิมพ์มากกว่านามปากกาอื่น เลยใช้มาโดยตลอด ส่วนที่มาก็ไม่มีอะไรมากมาย ผมเป็นคนภูเก็ต อยากได้นามปากกาที่เกี่ยวกับทะเล ผมคิดว่าชื่อ ‘ปะการัง’ ก็เหมาะกับตัวเองดี เพราะเกี่ยวกับทะเลและชื่อนี้ถูกโฉลกได้ลงตีพิมพ์เยอะมาก (ยิ้ม)

นอกจากเป็นนักเขียนแล้ว คุณยังเป็นคนทำหนังสือด้วย

ปะการัง : จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อผมเขียนส่งไปที่นิตยสารแพรว ผมเขียนส่งไปทุกวัน เรียกว่าส่งไป 10 ชิ้นต้องมีสักชิ้นที่เขาเลือกลง จนคนอ่านเริ่มคุ้นชื่อ ‘ปะการัง’ คุณสุภาวดี โกมารทัต บก. นิตยสารแพรวในสมัยนั้น จึงเรียกไปสัมภาษณ์ลงในนิตยสาร พอได้พูดคุยกัน คุณสุภาวดีเลยชวนมาทำหนังสือ ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ แต่ที่ทำได้เพราะรามคำแหงไม่ต้องเข้าเรียนก็ได้ เลยสนุกกับงานจนเกือบเรียนไม่จบ (หัวเราะ) ตอนนั้นเขียนเยอะมากครับ ตอนเริ่มเข้าทำงาน อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกับการมีหนังสือเล่มแรกในชีวิตชื่อ ‘สุดฝั่งที่ขอบฟ้า’ เป็นหนังสือรวมกลอนเปล่า จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า

ตอนอยู่ที่แพรวคุณต้องทำอะไรบ้าง

ปะการัง : แพรวยุคเริ่มต้นมีกองบรรณาธิการแค่ 4 คน ต้องช่วยกันทำทุกอย่าง เป็นโอกาสดีให้ผมได้ฝึกทำทุกอย่างที่อยากทำ ได้เขียนคอลัมน์ดนตรี หนังสือ ได้ออกสัมภาษณ์ผู้คน เขียนสารคดีบ้าง ทำอยู่ประมาณ 2 - 3 ปี รู้สึกว่าเหนื่อยมาก เพราะต้องทำทั้งแพรวใหญ่และแพรวสุดสัปดาห์ เดือนละ 4 เล่ม เลยตัดสินใจลาออก พอดีช่วงนั้นมีงานแต่งเพลงเข้ามาด้วย

ทราบว่าคุณแต่งเพลงดัง ๆ เยอะมาก
ปะการัง : ตั้งแต่ก่อนเข้าทำงานนิตยสาร ผมแต่งเพลงส่งไปให้พี่แต๋ม - ชรัส เฟื่องอารมย์ จำนวน 10 เพลง โดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ผมฟังเขาให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ รู้สึกว่าเขาเป็นคนดีมีน้ำใจ (ยิ้ม) จำได้ว่า เป็นช่วงปีใหม่พอดี พี่แต๋มก็ส่งการ์ดอวยพรตอบกลับมา พร้อมข้อความว่า ได้ส่งเพลงของผมไปที่บริษัท EMI (ค่ายเพลงชื่อดังในสมัยนั้น) แล้ว ให้ผมติดต่อไปที่บริษัท ช่วงนั้น EMI กำลังจะออกเทปให้สุชาติ ชวางกูร เขาเลยขอซื้อเพลงไว้ทั้งหมด ในชุดแรกของสุชาติ ก็มีเพลงของผม เช่น ‘ฝากรักมากับเสียงเพลง’, ‘คืนนี้มีเพียงดาว’... จากนั้น พี่เต๋อ – เรวัต พุทธินันทน์ ก็โทรมาชวนไปแต่งเพลงให้แกรมมี่ ผมแต่งคำร้องเพลง ‘ความรักสีดำ’ เพลง ‘ทำไม’ ให้นันทิดา แก้วบัวสาย ในชุด ‘นันทิดา 27’ แล้วก็แต่งคำร้องเพลง ‘ไดอารี่สีแดง’ ให้แหวน - ฐิติมา สุตสุนทร รวมทั้งไปแต่งเพลงให้ค่ายอื่น ๆ อย่างรถไฟดนตรี นิธิทัศน์ด้วย เรียกว่าค่ายไหนชวนมา ผมไปหมด (หัวเราะขำ)

คุณโด่งดังมากในการเขียน ‘กลอนเปล่า’ ทำไมวัยรุ่นสมัยนั้นถึงชอบอ่านหนังสือแนวนี้

ปะการัง : ผมทำหนังสือแนวกลอนเปล่ามาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ตอนนั้นก็มีคนโจมตีนะ เพราะกลอนเปล่าไม่มีฉันทลักษณ์ ใช้ภาษาสมัยใหม่ที่ง่าย ๆ ตรง ๆ ถ้าถามถึงคุณค่าทางวรรณกรรมแบบนั้น มันไม่ค่อยมีหรอก แต่เด็กเขาชอบ ตรงใจเขา เพราะอ่านแล้วเข้าใจง่าย ผมถือว่าตรงนี้เป็นการปูพื้นฐานการอ่านของเด็กสมัยนั้นด้วยนะ เขาเริ่มอ่านจากกลอนเปล่า พอโตขึ้น เขาก็อ่านหนังสือประเภทอื่นที่หนักขึ้นตามวัย... เขายังเด็กจะให้เริ่มต้นอ่านหนังสือยาก ๆ ทีเดียวก็คงไม่ใช่ แต่สำหรับเด็กบางคนที่เขามีความสามารถและทักษะในการอ่านหนังสือหนัก ๆ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

คุณทำสำนักพิมพ์และนิตยสารด้วยใช่ไหม

ปะการัง : ผมทำสำนักพิมพ์ของตัวเองชื่อ ‘วตาสำนักพิมพ์’ ช่วงนั้นทำพ็อกเก็ตบุ๊คแนวหวาน ๆ เยอะมาก จนอิ่มตัว และรู้สึกว่าอยากทำนิตยสาร เลยทำนิตยสารวัยรุ่นชื่อ Boom Magazine ทำอยู่ประมาณ 20 กว่าเล่ม แต่สุดท้ายก็ปิดตัวไปเพราะไม่มีโฆษณาเข้า จริง ๆ ก็มีบ้าง แต่น้อย ส่วนยอดขายก็ใช้ได้ประมาณ 70 – 80 เปอร์เซ็นต์เลยนะ แต่ก็ไปไม่ไหวอยู่ดี เพราะเราทำหนังสือเน้นสวยงาม ใช้กระดาษปอนด์ ต้นทุนก็เลยสูง ผมตัดสินใจปิดตัวก่อนที่จะเจ็บหนักไปกว่านี้

นี่เป็นเหตุผลที่คุณเดินทางไปเรียนต่อและใช้ชีวิตที่ต่างประเทศด้วยหรือเปล่า
ปะการัง : อาจจะมาถึงจุดที่เรียกว่าพอแล้ว ผมเขียนมาเยอะ ลองมาทุกรูปแบบ หนังสือก็เขียน นิตยสารก็ทำ เพลงก็แต่ง แม้แต่บทละครโทรทัศน์ก็เคยเขียน (ยิ้ม) พอรู้สึกอิ่มตัวก็เลยหยุด คิดว่าจะไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ตอนแรกแค่อยากไปเรียนภาษาอังกฤษ แล้วถ้าสอบเรียนต่อปริญญาโทได้ค่อยว่ากัน ช่วงแรก ๆ ก็ยังเขียนงานส่งกลับมานะ มีงานรวมเล่มหลายเล่มเหมือนกัน เช่น ‘กำลังใจสู่เส้นชัยแห่งชีวิต’ เป็นหนังสือแนวถ้อยคำให้กำลังใจ แล้วก็เขียนนวนิยายเรื่อง ‘เพลิงสีขาว’ ด้วย ตอนเรียนปริญญาโท ผมเรียนด้าน e-Commerce พอเรียนจบก็ได้งานทำที่โน่น เลยอยู่ยาวมาถึง 16 ปี พอได้งานทำ ผมหยุดเขียนหนังสือไปเลย เพราะผมทำงานกับฝรั่งต้องปรับตัวหลายอย่าง เรียนรู้ตลอดเวลา ต้องสู้เขาได้ ผมทำงานบริษัทไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วงจังหวะหนึ่ง ก็ลาออกมาเปิดบริษัทกับเพื่อน ปรากฏว่าช่วงนั้นเกิดเหตุ 911 เครื่องบินชนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจที่อเมริกาค่อนข้างแย่ แต่ก็พอถูไถไปได้

กลับมาเริ่มต้นเขียนหนังสืออีกครั้งได้อย่างไร

ปะการัง : ช่วงนั้น เมืองไทยเริ่มใช้อินเตอร์เน็ตเยอะขึ้น มีเว็บไซต์เกิดขึ้นมากมาย ผมไปเจอเว็บ BlogGang.com เลยได้คุยกับ ‘โดม วุฒิชัย’ เขาชวนให้เขียนจดหมายโต้ตอบผ่านบล็อก กลายเป็นหนังสือ ‘นกทุกตัวมีฟ้าให้บิน’ แล้วก็ไปเขียนคอลัมน์ ‘ล้อมโลกด้วยรัก’ ให้นิตยสารขวัญเรือน พอเริ่มสนุกก็กลับมาเขียนจริงจังอีกครั้ง แต่ผมเขียนส่งมาจากที่โน่นนะ คิดว่าจะอยู่ไปเรื่อย ๆ ...จนกระทั่งคุณพ่อไม่ค่อยสบาย ท่านอยากให้กลับมาเมืองไทย ผมเลยเคลียร์งานทุกอย่างเพื่อกลับมาอยู่กับคุณพ่อในช่วงสุดท้ายของชีวิตท่าน ตั้งแต่นั้น ผมก็ไม่ได้กลับไปสหรัฐอเมริกาอีกเลย ในใจก็ยังคิดถึง เพราะผมมีเพื่อนฝูงที่โน่นค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่ผมใช้ชีวิตที่อเมริกานานมาก จึงนำเรื่องราวต่าง ๆ มาเขียนในขวัญเรือนและรวมเล่มได้ 7 – 8 เล่มแล้วครับ

หลังกลับมาจากต่างประเทศ คิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและรูปแบบการเขียนไปมากน้อยแค่ไหน

ปะการัง : คงเปลี่ยนในแง่ของความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เรื่องการใช้ภาษาก็เปลี่ยนบ้าง แต่ภาษาสวย ๆ หวาน ๆ แบบ ‘ปะการัง’ ยังมีอยู่ (ยิ้ม) งานเขียนระยะหลังเป็นเรื่องการใช้ชีวิตและให้กำลังใจ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เขียนแต่เรื่องความรัก ความเหงา อาจเป็นเพราะผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผ่านโลกมามาก รู้จักผู้คน ได้อ่านหนังสือที่แตกต่าง ไปเจออะไรต่อมิอะไรมา มีความคิดความอ่านที่ตกผลึกและลงตัวมากขึ้น แต่พอมาเล่ายังคงใช้ภาษาแบบ ‘ปะการัง’ อยู่ และผมยังมีกลวิธีในการเล่ามากขึ้นด้วย บางเรื่องเขียนเป็นเรื่องสั้น บางเรื่องก็มีคำคม มีบทกวีอะไรแทรกบ้าง เพื่อไม่ให้คนอ่านเบื่อ

มีแฟนหนังสือรุ่นเก่าตามมาอ่านหนังสือมากน้อยแค่ไหน
ปะการัง : ก็มีเยอะอยู่ครับ (ยิ้ม) นักอ่านรุ่นเก่าบางคนที่ตามเจอ ก็ยังตามมาอ่านกันอยู่ แต่ก็น่าดีใจว่า มีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาอ่านงานของผมด้วย โดยไม่ได้รู้จักผมมาก่อนเลย เยอะเหมือนกัน เขาอ่านเพราะตัวหนังสือจริง ๆ เด็กบางคนจะเริ่มอ่านเพราะสะดุดใจจากชื่อหนังสือ เช่น ‘เราทุกคนมีวันฝนตก’ หรือ ‘เมื่อกางปีกแล้ว... ก็ต้องบิน’ การตั้งชื่อมีส่วนทำให้เขาสนใจและตามมาอ่านงานของผมมากขึ้น เมื่ออ่านแล้วก็ชอบ เลยบอกต่อ ๆ กันไป

เท่าที่สังเกต คุณใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คในการสื่อสารกับคนอ่านด้วย

ปะการัง : ผมมองว่านักเขียนสามารถใช้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่สำหรับปล่อยงานทดลองได้ คุณจะสามารถสังเกตได้ทันทีว่าคนอ่านชอบหรือไม่ชอบงานแนวไหน จากกดไลค์ จากแชร์ ผมเรียนรู้ได้จากสิ่งเหล่านี้ ผมไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กไปวัน ๆ แต่ผมนำฟีดแบ็คที่ได้รับมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปรับปรุงงานเขียนของตัวเอง การสื่อสารทางเฟซบุ๊กก็ยังสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายคือคนเขียนกับคนอ่านด้วย ทำให้เราสามารถเรียนรู้กันและกันได้ครับ

ในฐานะคนเขียนหนังสือแนวให้กำลังใจ คุณคิดว่าที่คนนิยมอ่านหนังสือแนวนี้มากขึ้น
เพราะคนไทยมีปัญหาชีวิตมากขึ้นหรือเปล่า

ปะการัง : ย้อนกลับไปสมัยที่ผมเริ่มกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง ผมมองว่าสังคมไทยมีความแตกแยกเรื่องต่าง ๆ เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สังคม หรือเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยมีความเครียด ไม่มีความรักให้แก่กัน ไม่มองเพื่อนมนุษย์ด้วยสายตาที่เข้าใจ ซึ่งถ้าคนในสังคมยังเป็นเช่นนี้ จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ผมเลยอยากเขียนเรื่องที่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ มีความหวังและกำลังใจ พยายามถ่ายทอดมุมมองและสิ่งเหล่านี้ออกมา เพื่อให้คนอ่านได้คิดและมองโลกในมุมใหม่ที่ไม่ใช่มีแต่ปัญหาครับ

มีคนอ่านเขียนมาเล่าถึงปัญหาชีวิตให้ฟังบ้างไหม
ปะการัง : มีครับ ส่วนมากจะส่งมาทางกล่องข้อความในเฟซบุ๊กหรืออีเมล มีทั้งปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว ผมก็ช่วยฟังและพูดคุยกับเขาให้ผ่อนคลายจากปัญหาต่าง ๆ ลง มีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง เขียนมาเล่าให้ฟังว่า เธอเป็นโรค PTSD ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ที่หมอหาสาเหตุไม่ได้ เธอต้องพึ่งยาตลอด ซึ่งก็ไม่ช่วยอะไรมาก แต่เธอพบว่าหนังสือของผมช่วยให้เธอมีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไปได้ ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน เธอจึงมีหนังสือของผมติดมืออยู่เสมอ โดยพับหน้าหนังสือที่มีประโยคกินใจ และเปิดอ่านทุกครั้งที่เธอรู้สึกแย่ เธอเปรียบหนังสือของผมเป็นยารักษาโรคที่อ่านแล้วมีความสุขขึ้น ล่าสุด เธอก็ได้มาในงานเปิดตัวหนังสือของผม พร้อมกับเปิดเผยตัว ทำให้ทุกคนได้รู้ว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สำหรับผม ไม่มีความสุขใดยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว เมื่อรู้ว่าหนังสือเรามีประโยชน์ต่อผู้อ่านจริง  ผมไม่สามารถเขียนหนังสือแบบผ่าน ๆ ได้อีกต่อไป ผมต้องตั้งใจเขียน เพราะบางคนเขารออ่านอยู่ เมื่อเขาได้อ่านอะไรบางอย่างจากเรา ปัญหาเรื่องทุกข์ใจของเขาอาจเบาบางลงได้ ผมเลยรู้สึกดีกับตัวเองที่สามารถพัฒนาเขียนงานแนวใหม่ที่ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้มากขึ้น ทุกคืนผมจึงพยายามอัพถ้อยคำกำลังใจขึ้นเฟซบุ๊กด้วย แม้จะเหนื่อย แต่ก็มีความสุขที่ได้ทำครับ (ยิ้มปลื้ม)

มีคำแนะนำสำหรับ ‘นักอยากเขียน’ อย่างไรบ้าง
ปะการัง : ถ้าอยากเป็นนักเขียน ก็ต้องลงมือเขียน ถ้าคุณฝัน ก็ต้องลงมือทำ แต่ก่อนจะเขียน คุณต้องเป็นนักอ่านก่อน อ่านให้เยอะ ใครบอกว่าวรรณกรรมเล่มไหนดี ลองหามาอ่าน เมื่ออ่านวรรณกรรมไทยแล้ว ก็ลองหาวรรณกรรมต่างประเทศมาอ่านด้วย คุณจะได้ทั้งมุมมองความคิดที่แตกต่างกันออกไป จากนั้นก็ลงมือเขียน จะเขียนเรื่องอะไรก็ได้ ทดลองเขียนขึ้นเฟซบุ๊กหรือสื่อออนไลน์อื่น ๆ ดู เราจะสังเกตเห็นเองว่าคนอ่าน เขาชอบสิ่งที่เราเขียนหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าคุณอยากรวมเล่มทำหนังสือ ผมมองว่าระบบบรรณาธิการยังคงสำคัญ บรรณาธิการจะช่วยดูเรื่องข้อผิดพลาด ข้อบกพร่องต่าง ๆ ได้ดีกว่าตัวเราดูเอง แล้วเราพยายามปรับแก้ตามคำแนะนำเท่าที่จะทำได้ นักเขียนที่ดีต้องมีความมั่นใจในตัวเองส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็อย่าให้มากเกินไปจนกลายเป็นอีโก้ คุณต้องมีความถ่อมตนอีกส่วนหนึ่งไว้ฟังความคิดของคนอื่นด้วยครับ (ยิ้ม)
      ก่อนจากกันในวันนั้น ‘ปะการัง’ ฝากขอบคุณแฟนนักอ่านทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ที่ตามอ่านกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งอ่านจากหนังสือและอ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจที่ชื่อว่า ‘ปะการัง – นักเขียน’ (https://www.facebook.com/pakarangWriter) ล่าสุด ‘ปะการัง’ เพิ่งออกผลงานเล่มใหม่ใช้ชื่อว่า ‘เข้มแข็งแค่ไหน ก็ต้องร้องไห้เป็น’ ภายในเล่มบรรจุคำคมให้กำลังใจสั้น ๆ พร้อมภาพประกอบสวยงาม พกพาไปอ่านที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ดังที่หลายคนบอกว่า หนังสือของ ‘ปะการัง’ อ่านจบเร็ว ...แต่ใช้ได้ตลอดชีวิต

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);