เรื่องเด่นประจำเดือน : ย้อนความหลัง โรงหนังเก่า ‘ลิโด - สกาลา’
    Search
  
08
เรื่องเด่นประจำเดือน : ย้อนความหลัง โรงหนังเก่า ‘ลิโด - สกาลา’
 
 

เรื่องเด่นประจำเดือน : ชรีวจี  ภาพ : อนุชา ศรีกรการ / โรงภาพยนตร์เครือ APEX
All magazine กุมภาพันธ์ 2560


ย้อนความหลัง โรงหนังเก่า ‘ลิโด - สกาลา’

ย้อนความหลัง โรงหนังเก่า ‘ลิโด - สกาลา’

     โลกหมุนไว หรือใจเราหมุนช้า... หลายครั้งเราจึงยังโหยหาเรื่องราวในอดีตกาล
    ที่ชั้น 3 ของลิโด โรงภาพยนตร์เก่าย่านสยามสแควร์ ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2511 กลิ่นบรรยากาศในวันเก่ายังคงสะกิดเราให้คิดถึงวันเริ่มแรกของ ลิโด และ สกาลา ใน เครือ APEX วันนี้ทีมงานผู้ดูแล นำโดย พวงทอง ศิริวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี อาสามาเป็นตัวกลาง ผู้เชื่อมระหว่างอดีตและปัจจุบัน ให้เรารู้ว่าแม้การเปลี่ยนแปลงกำลังโจมตีทุกทิศทาง ทว่า พวกเขาจะไม่มีวันยอมแพ้ แต่พร้อมสู้ต่อไป

ย้อนวัย
      19 พฤษภาคม 2553 หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงหนังสยาม พื้นที่แห่งนั้นได้กลายมาเป็น SIAM SQUARE ONE (SQ 1) ในวันที่สถานการณ์ของประเทศสงบลงแล้ว มีหนึ่งตำนานได้ปิดตัวลง ตำนานที่ชื่อ โรงภาพยนตร์สยาม ซึ่งก่อกำเนิดโดยคุณพิสิฐ ตันสัจจา ผู้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการบริหารโรงละคร - โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่นำเข้าระบบการฉายภาพยนตร์ในแบบต่าง ๆ อาทิ ระบบสามมิติ, 70 มม., ซีเนรามา (เลนส์เดียว และฉายพร้อมกันสามเลนส์) จนกระทั่งกอบชัย ซอโสตถิกุล เจ้าของบริษัท เซาท์อีสท์เอเชียก่อสร้าง จำกัดเห็นความสามารถ จึงเชิญมาร่วมลงทุนด้วยบนพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
      “เดิมพื้นที่บริเวณนั้นไม่ใช่ย่านเศรษฐกิจแบบในปัจจุบัน แต่เป็นที่ย่านคนพักอาศัย เงียบมาก ยังไม่มีร้านค้า ณ ขณะที่สร้างจึงต้องให้คนผูกปิ่นโตกับรถเมล์ ซึ่งก็มีแค่สายเดียวมาส่งอาหารให้กับพนักงาน เพราะแถวนั้นไม่มีร้านอะไรเลย หากจะให้ออกไปซื้อกันเองที่ตลาดสามย่านก็ไกล กลับมาก็คงไม่ทันเวลาเข้างาน” ไฟถนนยุคนั้นก็ยังไม่มี เรียกได้ว่าหากเป็นภาพยนตร์รอบค่ำ โรงภาพยนตร์จะเตรียมการเป็นอย่างดี อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ตั้งแต่ดูแลรับ - ส่งจากพื้นที่จอดรถจนถึงเข้าไปนั่งในโรงเลยทีเดียว
      และแล้ววันเปิดทำการของโรงภาพยนตร์สยามก็มาถึง ในวันที่ 15 ธันวาคม 2509 “แต่เดิมเคยคิดจะใช้ชื่อเป็น ‘จุฬา’ แต่ยังไม่เหมาะสม เพราะเป็นชื่อของพระมหากษัตริย์ จึงเปลี่ยนเป็น ‘สยาม’ เพื่อสื่อสารตรง ๆ เลยว่า SIAM ประเทศไทย โดยมีราคาค่าตั๋วเริ่มต้นที่ 10 บาท สูงสุด 30 บาท มี 800 ที่นั่ง เป็นที่นิยมมากเพราะความเป็นกันเอง เอาใจใส่ของพนักงาน จนคนเริ่มมาที่นี่เยอะขึ้น เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นยอดฮิตของยุคนั้น”
      ในปี 2511 จึงเปิดโรงภาพยนตร์ซึ่งตั้งชื่อให้พ้องกับไนท์คลับชื่อดังในกรุงปารีส นาม ลิโด เพื่อรองรับคนดูที่เพิ่มขึ้น เป็นจำนวนถึง 1,000 ที่นั่ง และปี 2512 ก็ตามมาอีกโรงสุดท้าย คือ สกาลา ที่แปลว่าบันได ในภาษาอิตาลีให้สอดคล้องกับการตกแต่งที่หรูหรา อลังการกว่าโรงหนังทั่วไปในยุคนั้น โดยใช้ระบบการดูแลทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แตกต่างเพียงการตกแต่ง
      “เราตกแต่งสยามแบบโมเดิร์น เป็นโรงหนังแรกที่มีบันไดเลื่อน ทุกคนจะต้องมาดูกัน จากทั่วประเทศไทยเลยนะ เพราะโรงหนังเมืองไทยปกติ คุณจะต้องขึ้นบันได เจอที่พักบันได เดินขึ้นลงกันหลายชั้น ซึ่งจะคล้ายกับโรงละครที่ต้องมีหลายชั้น ให้ทุกชั้นสามารถมองเห็นได้ทั่ว แต่พอเปลี่ยนเป็นฉายหนังจอใหญ่จอเดียว จึงทำเป็นโถงใหญ่หนึ่งห้อง ดังนั้นคนก็สามารถขึ้นบันไดตรงมาที่นี่ได้เลย บันไดเลื่อนเลยกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ เป็นจุดดึงดูดคน ส่วนลิโด จะเป็นบันไดข้าง มีแบบเหมือนไวกิ้ง เป็นไม้ยื่นออกมาข้างหน้า ที่ใช้ช่างจากฟิลิปปินส์มาดูแล สกาลาก็เดินขึ้นบันได มีโคมไฟแชนเดอเลียใหญ่ที่นำเข้าจากอิตาลี มีรูปปั้นตกแต่งมากกว่าโรงก่อน ๆ”
      จากคำบอกเล่า ภาพผู้คนแต่งตัวสวยนัดหมายกันมาชมภาพยนต์ฉายวาบขึ้นมาในหัว เมื่อหนังเลิกก็จูงมือกันไปรับประทานอาหาร เพราะด้านล่างของโรงภาพยนตร์แต่ละแห่งมีห้องอาหารไว้บริหาร สยามมีห้องอาหาร Siam Cafeteria ที่มีทั้งอาหารจีนกับฝรั่ง ลิโดก็มีห้องอาหารลิโด ขายอาหารฝรั่ง มีสเต๊ก สกาลาก็มีห้องอาหารสกาลา ที่ปัจจุบันก็ยังขึ้นชื่อเรื่องเป็ดปักกิ่งแสนอร่อย
      ในเดือนตุลาคม ปี 2513 ทั้ง 3 โรงภาพยนตร์ได้รับคำชมว่าเป็นโรงภาพยนตร์ที่ ‘โก้ที่สุดในเมืองไทย’ ทางผู้บริหารจึงจัดพิมพ์ ‘สูจิบัตร’ ข่าวภาพยนตร์ขึ้น เรียก ‘ตุลาบันเทิง’ ออกเป็นรายเดือน แจกฟรีให้กับผู้ที่มาชมภาพยนตร์ รวบรวมนักเขียนดังจากทั่วฟ้าเมืองไทย อาทิ ประมูล อุณหธูป, วิลาศ มณีวัต, สุจิตต์ วงษ์เทศ, ประจวบ ทองอุไร เป็นต้น ซึ่งคำเรียกขานว่า ‘สยามสแควร์’ ก็มาจากคอลัมน์ชื่อ ‘สยามสแควร์’ ของพอใจ ชัยเวฬุ นักเขียนคอลัมน์ซุบซิบบันเทิงชื่อดังในยุคนั้น
      แม้โรงมหรสพทั้งสามจะผ่านมาหลายเหตุการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง จนวันนี้ไม่มีโรงหนังสยามให้เราเห็นแล้ว เหลือแค่เพียงลิโดและสกาลา แต่พวกเขาจะยังอยู่คู่จตุรัสแห่งความสุขที่ชื่อ ‘สยามสแควร์’ อยู่เสมอ “คนไทยเนี่ย ไม่เคยกลัวอะไรเลย เวลามีเหตุการณ์อะไรก็วูบไปวาบมา หลบหายไปบ้าง แล้วก็โผล่มาใหม่ คนยังกลับมาดูเยอะเหมือนเดิม เป็นแบบนี้ตลอด เวลามีเรื่องก็หายไป แต่พอไม่มีอะไรคนก็กลับมาเยอะเหมือนเดิม”
     และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พนักงานในโรงภาพยนตร์ทุกคนยังคงทุ่มเททำงานอยู่เสมอ “เราอยู่ในที่สาธารณะ ก็ต้องป้องกัน ดูแลให้ครอบคลุมทุกสถานการณ์ ที่นี่เป็นเหมือนบ้านเรา ทุกวันจะต้องดูแลให้เรียบร้อย สะอาด เมื่อก่อนเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังต้องเป็นอย่างนั้น”

พวงทอง ศิริวรรณยอมรับการเปลี่ยนแปลง
    สิ่งที่ทำให้ลิโด สกาลา ในเครือ APEX ยังคงเป็นที่รัก ที่ชื่นชอบ ไม่เพียงแค่ความผูกพันหรือความจริงใจเท่านั้น แต่พวกเขามีนโยบายที่ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้บริโภคของตนได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ถูกเอาเปรียบ “แม้แต่การเลือกฉายภาพยนตร์ ในสมัยก่อน ทีมงานมีการศึกษาอย่างจริงจังว่าบริษัทไหนมีภาพยนตร์ที่ดี เราจะเซ็นสัญญาล่วงหน้า เพื่อสร้างความหลากหลายให้แต่ละโรง เราไม่อยากให้ทุกโรงฉายเหมือนกันไปหมด” แต่เมื่อโลกเริ่มเปลี่ยนแปลง ธุรกิจโรงหนังเริ่มมีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดมากขึ้น APEX เองที่เหลืออยู่เพียงสองโรงสุดท้าย ก็ปรับตัวพร้อมรับสถานการณ์ คือ
      1. การซื้อภาพยนตร์ จากที่เคยนำเข้าหนังใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ดูแลจัดการเรื่องการเซ็นเซอร์ การตัดต่อด้วยตนเองก็ต้องเปลี่ยนมือไป เพราะเจอหนังที่แพงขึ้นเพราะจากการแข่งขันกันเองของคู่แข่ง “เครือ APEX จึงวางมือเรื่องการซื้อหนังจากเมืองนอก เปลี่ยนมาเป็นการซื้อหนังจากตัวแทนในเมืองไทย และเลือกเรื่องที่ไม่เสี่ยง”
      2. บรรยากาศและการฉายภาพยนตร์ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของถนนพระราม 1 ในยุคดิจิตอลยิ่งทำให้ APEX ตื่นตัว “เรามี Comfort seats ให้ผู้ชมนั่งสบายขึ้น ระบบเสียงก็เปลี่ยนใหม่เป็น DOLBY DIGITAL ก่อนที่อื่น ล่าสุดมีติดตั้งระบบโอโซน ให้อากาศสดชื่น เพิ่มอรรถรส เพิ่มความสุขในการชมภาพยนตร์ของเราให้ทันวัยรุ่นยุคใหม่” ขณะเดียวกัน ที่นี่ก็ไม่ทิ้งบรรยากาศการบริการที่มีความผูกพัน ความใกล้ชิดเก่า ๆ ระหว่างพนักงานและผู้ชมภาพยนตร์
      3. การบริหารพื้นที่ เนื่องจากการเช่าพื้นที่จากจุฬาฯ ของลิโดและสกาลารวมพื้นที่ของทั้งอาคารเข้าไปด้วย พวกเขาจึงช่วยเหลือคนที่อยากจะมาค้าขายด้วยตั้งแต่ในยุคนั้น “เราเป็นผู้นำในการทำร้านค้าเล็ก ๆ นะ สมัยก่อนมีเด็กที่ทำโรงงานของตัวเอง เขาไม่มีที่ขายก็มาปรึกษา เราเห็นว่าข้างล่างว่างอยู่ เลยซอยทำเป็นห้อง แต่ก่อนเป็นห้องใหญ่ แต่ระยะพื้นที่แถบนี้เจริญขึ้น ราคาแพงขึ้นมาก เราจึงต้องซอยเป็นห้องให้เล็กลง เพื่อว่าใคร ๆ ก็สามารถเลือกขนาดเช่า ตามกำลังที่ตนสามารถจัดการได้”
      4. กิจกรรมเสริม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวภาพยนตร์ในและนอกกระแส, งาน Bangkok International Film Festival, งานประกวดภาพยนตร์รางวัล ‘สุพรรณหงส์ทองคำ’, งานเปิดตัวศิลปินดารา – นักร้อง, การแสดงโชว์ชื่อดัง โน้ส - อุดม แต้พานิช หรือแม้แต่รถยนต์หลายยี่ห้อก็เคยมาเปิดตัวที่นี่ “เราเองก็ต้องออกไปหาลูกค้าด้วย การทำโรงหนังอย่างเดียวในพื้นที่ใหญ่ บางครั้งค่าใช้จ่ายไม่ครอบคลุมต้นทุน ทั้งสองโรงหนังจึงมีการจัดกิจกรรมอยู่ตลอด แต่เราต้องดูความเหมาะสมว่าสิ่งที่เราทำนั้นจรรโลงคน เราจึงเลือกเฉพาะสิ่งที่ดีเท่านั้น”
      เราถามต่อว่า ทั้งหมดแปลว่าโรงหนังทั้งสองแห่งจะยังอยู่คู่คนดูตลอดไป ? พวงทองตอบว่า “ทุกอย่างมีหมุนเวียนเปลี่ยนไป เป็นอะไรที่หยุดไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องทำใจ ตั้งสติให้ดี ๆ (หัวเราะ) ทางเราจะดูแลทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง”

     ทุกอย่างมีหมุนเวียนเปลี่ยนไป เป็นอะไรที่หยุดไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องทำใจ ตั้งสติให้ดี ๆ

                             ..................................................................................................

 ทีมงานผู้ดูแลโรงหนัง

ทีมงานผู้ดูแลโรงหนัง
      ไม่เพียงคนดูเท่านั้นที่ผูกพัน ทีมงานเองก็เช่นกัน แต่ละคนทำงานมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี พวกเขาติดใจกับเสน่ห์อะไรของที่นี่

1. สาโรจน์ สุขพราว (เอ๋)
      บุคคลที่แฟน ๆ ลิโด สกาลา รู้จักกันในนาม เอ๋ โอเปอเรเตอร์ นักจำเสียงประจำโรงภาพยนตร์ คนที่ไม่จำชื่อ แต่จำเสียงแฟน ๆ ได้ ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่
     “ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานก็อยู่โอเปอเรเตอร์แล้วครับ เป็นมือวางอันดับหนึ่งของลิโด ที่นี่มันมีเสน่ห์ มันคลาสสิค ราคาไม่แพง เพิ่งเปลี่ยนราคาเป็น 120 บาท เมื่อเดือนธันวาคม 2559 นี่เองนะครับ แล้วหนังเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่นเขา เราไปได้เท่ากับเขาเป๊ะ เหมือนกันเป๊ะ !”

ออล : ประทับใจอะไร ?
เอ๋ : ได้รู้จักคนที่มาดูบ่อย ๆ แล้วก็รู้จักเขาเยอะด้วย พอผมรับโทรศัพท์ก็จะรู้ ผมจะพยายามไม่จำชื่อเขา แต่จำเสียง เพราะกลัวทายชื่อเขาผิด เพราะแฟนที่นี่เยอะมากนะ ลูกค้าผมเขาก็จะน่ารัก ชอบซื้อของมาฝาก ซื้ออะไรมาให้กิน เรื่อย ๆ คนที่รู้จักผมจึงมีทุกรุ่น เด็ก ผู้ใหญ่ ทุกรุ่นอะ เพราะคุยกันมานานแล้ว แต่ได้ยินแค่เสียง ไม่เคยเจอหน้ากัน ถ้าเขาอยากเห็นหน้าเรา เขาก็ให้เราลงมาหาข้างล่างหน่อย มาเจอกัน

ออล : แล้วผูกพันไหม ?
เอ๋ : โอ้โห แน่นอนสิครับ เป็นเหมือนบ้านเลยแหละ เพื่อน ๆ ทั้งนั้น รู้จักกันหมด เขาไม่อยากรู้จักเรา เราก็ต้องพยายามไปรู้จักเขา เป็นมิตรกันหมดคนแถวนี้
      อีกเสน่ห์ที่เรามีก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่หายในนี้ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ถ้าพนักงานเก็บได้ คุณได้คืน 100% โดยเฉพาะไม่ว่าคุณจะเป็นใคร (ยิ้มภูมิใจ) สมมติกระเป๋าเงินของคุณมาอยู่ที่ผม ผมจะหาวิธีตามคุณจนเจอ จากนามบัตรของเขา จากเบอร์ที่เขาเคยโทรศัพท์ไปหาใคร ผมจะหาวิธีจนเจอ ให้เขามาเอาของคืนไปจนได้

2. ไพรวงศ์ ภูบุตรตะ (ป้อม)
      อีกหนึ่งคนดังประจำโรง ที่ใคร ๆ ถ้าไม่รู้ชื่อ ก็เรียกเขาว่า พี่สูทเหลือง เขาเป็นใคร ? 1 ใน 3 พี่สูทเหลืองในตำนาน หรือ ป้อม กว่า 20 ปีแล้ว ที่เขามาใส่เสื้อเหลือง เพื่อทำหน้าที่ พนักงานต้อนรับหน้าโรงภาพยนตร์
      “ที่นี่เป็นบ้านหลังที่สองของผมเลยนะ ตื่นเช้าเราก็มา เมื่อเป็นบ้านของเรา เราก็ต้องดูแลให้เรียบร้อย มีความสุขที่ได้มา หนึ่งอาทิตย์มีวันหยุด 1 วัน แต่ไม่ได้รู้สึกเหมือนมาทำงาน เป็นการมาคุยมาเล่นมากกว่า บางทีอยู่บ้านแล้วไม่มีอะไรทำ ก็ออกมาที่นี่ดีกว่า เพราะพวกพ้องเราอยู่ที่นี่ มานั่งเล่น ประมาณ 5 - 6 โมงปุ๊บ ค่อยกลับเข้าบ้าน เป็นความผูกพันที่ไม่จางหายไปไหน จะ 10 ปี 20 ปี ก็ยังไม่ไปไหน ผมอยู่มาตั้งแต่เป็นหนุ่ม เดี๋ยวนี้อายุเหยียบ 50 แล้ว ลูกค้าเรามีทั้งเก่าแก่และใหม่วัยรุ่น เสน่ห์ของเรายังแรงอยู่ ยังสู้เขาได้ ลูกค้ายังชอบ ยังเก็บหางตั๋วมาอวดกันอยู่เลย”

ออล : สูทเหลืองนี่มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

ป้อม : โอ้โห 40 - 50 ปีแล้วนะ นายใช้สีเหลืองเพราะได้ผ้ามาจากเมืองนอก สูทตัวนี้ก็อยู่มาตั้งแต่เริ่มต้นเลย แต่เราจะสลับกันประจำทั้ง 3 โรงของลิโด เราบริษัทเดียวกัน ทำงานร่วมกัน คนส่วนไหนขาดก็ไปเติม เข้าไปช่วยเขา แต่ก่อนคนจะเยอะกว่านี้เพราะต้องตรวจตั๋วผีด้วย ปัจจุบันก็มีพนักงานต้อนรับกัน 3 คน กับประจำในโรงอีกโรงละ 2 คน สลับเวรกัน

ออล : ความเปลี่ยนแปลง ?
ป้อม : แต่ก่อนเนี่ย หนังเข้าอาทิตย์แรก คนเข้าแถวกันแน่นเลย เขาใส่ชุดราตรีมาดู มาเมื่อประมาณ 7 - 8 ปีนี้เองที่คนดูลดน้อยลง เพราะเดี๋ยวนี้โรงหนังเยอะ ตามห้างก็มี คนก็แตกแถว ไปดูจุดใครจุดมัน บ้านใครบ้านมัน แต่ก่อนนี่ย่านไหนก็มาดูที่นี่อย่างเดียวเลย ถ้าเปรียบเทียบกัน สมัยนี้ โรงหนังไม่ดีเท่าแต่ก่อนนะ แต่แฟนประจำที่นี่ยังเหนียวแน่น เจอกันทุกอาทิตย์ที่มีหนังเข้าใหม่

 ทีมงานผู้ดูแลโรงหนัง

3. อุษา เมธานนท์ไพศาล (แต้ว)
    แน่นอนว่าก่อนเข้าโรงก็ต้องซื้อตั๋ว เราต้องมาทักทาย ป้อม มือขายตั๋ว ประจำลิโดกันเสียหน่อย
    “พี่เคยอยู่โรงหนังสยามมาก่อน แล้วก็เลยย้ายมาลิโด แต่ทั้ง 3 โรงก็เป็นเครือเดียวกัน พนักงานก็รู้จักกันหมด พวกเราทำงานร่วมกันค่ะ สมัยก่อนจะเป็นตั๋วเขียนมือ แต่เดี๋ยวนี้ ที่นี่เราเป็น 3 โรง ปริ๊นต์ออกจากคอมพิวเตอร์จะสะดวกกว่า ต่างจากสกาลาที่ยังเขียนมืออยู่ เพราะเขาเป็นโรงเดียวโรงใหญ่ เขาจะเขียนได้ง่าย”

ออล : เริ่มงาน ?
ป้อม :  ทำมาตั้งแต่ 19 ตุลาคม 2530 อยู่มานานมาก ผูกพันกับที่นี่ คนที่มาดู มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ฝรั่ง หลากหลายมาก กลุ่มคนมีทุกเพศทุกวัย คนที่มาจนแบบจำหน้าได้ก็มี แฟนคลับโรงหนังก็เยอะ น้องบางคนเขามาดูตั้งแต่เรียนประถม จนจบมหาวิทยาลัย จนไปทำงานต่างประเทศเขาก็ยังกลับมาดู

ออล : จุดเด่น ?
ป้อม : น่าจะเกี่ยวกับหนังนะ หนังของเราไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ราคาก็คุ้มค่ากว่าที่อื่น มีความเป็นกันเอง บางทีเรารู้จักกันกับลูกค้า ก็คุยกันปกติ คุยเล่น ลูกค้าเองบางคนเขาก็จำกันได้ มาอีก นัดกันมา พอดูบ่อย ๆ เขาก็สนิทกัน
   

4. เรณู แสนจุ่มจันทร์ (เอ)
      อีกหนึ่งมือขายตั๋วของสกาลา นาม เอ ก็ทำงานที่นี่มานานแล้วหลายปีแล้วเช่นกัน เพราะความอบอุ่นของสถานที่ พาให้พนักงานส่วนมากรักที่จะอยู่ทำงาน
      “คนที่มาดูเขาน่าจะชอบบรรยากาศของโรงหนัง สไตล์โรงหนัง อะไรที่เป็นกันเอง สกาลายังใช้เขียนมืออยู่ค่ะ ยังขีดเป็นปากกาขีด ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างนะคะ คนดูชอบ”

ออล : ชอบโรงหนังสกาลาแบบนี้มั้ย ?
เอ : เป็นอย่างที่เป็นอยู่ ก็ดีแล้วนะคะ สวยดี คนดูจะชอบแบบนี้ เขาชอบที่มันเป็นแบบนี้ เพราะว่าน่าจะมีโรงเดียวนะ ที่เป็นกันเอง ใกล้ชิดแบบนี้

ออล : งานเป็นอย่างไร

เอ : ปกติทำงานเป็นกะค่ะ ส่วนมาก เข้า 10 โมง เลิก 6 โมง คืองานขายตั๋วเป็นแบบนี้เลยค่ะ (ใส่ภาพให้หน่อยค่ะ) ที่นี่เป็นใบใหญ่ แต่ที่อื่นเป็นเหมือนกับใบเสร็จของห้างสรรพสินค้าเล็ก ๆ พี่จะกรอกวันที่กับรอบ เขียนแถว และที่นั่ง แล้วก็ให้เขาไป เขาจะผ่านหน้าประตู แบ่งตั๋วเป็น 2 ส่วน ส่วนของโรงหนังกับส่วนของคนดู
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);