เรื่องจากปก : อดีตกาลยังหวานอยู่ อ๊อด คีรีบูน – ชมพู ฟรุตตี้
    Search
  
08
เรื่องจากปก :  อดีตกาลยังหวานอยู่ อ๊อด คีรีบูน – ชมพู ฟรุตตี้
 
 

เรื่องจากปก : ณ ชล
All magazine กุมภาพันธ์ 2560


อดีตกาลยังหวานอยู่ อ๊อด คีรีบูน – ชมพู ฟรุตตี้
อดีตกาลยังหวานอยู่ อ๊อด คีรีบูน – ชมพู ฟรุตตี้

     ‘ออล แม็กกาซีน’ ฉบับต้อนรับวาเลนไทน์ ขอพาคุณผู้อ่านไปย้อนอดีตกับสองนักร้องหนุ่มเพลงหวานในตำนาน ‘อ๊อด คีรีบูน’ หรือ ‘รณชัย ถมยาปริวัฒน์’ และ ‘ชมพู ฟรุตตี้’ หรือ ‘สุทธิพงษ์ วัฒนจัง’ ทั้งคู่โด่งดังมากในยุค ’80 หรือในช่วงปี 2526 แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปี ทั้ง ‘อ๊อด คีรีบูน’ และ ‘ชมพู ฟรุตตี้’ ยังคงโลดแล่นอยู่บนเส้นทางของดนตรี และใคร ๆ ก็ยังยอมรับฝีไม้ลายมือที่ไม่เคยหล่นหายไปไหน เราเชื่อว่า หลายคนคงคิดถึงสองศิลปินหนุ่ม (ใหญ่) อยู่ไม่น้อย จึงได้นัดหมายทั้งคู่เพื่อพูดคุยและอัพเดทชีวิต ...ขอเชิญมาหวนอดีตไปด้วยกัน

อ๊อด คีรีบูน
อ๊อด คีรีบูน

ตอนนี้คุณทำงานอะไรอยู่บ้าง

อ๊อด คีรีบูน : งานหลักคืองานด้านการศึกษาครับ ผมทำสื่อการเรียนการสอนที่เด็กสามารถเข้าใจได้ด้วยตัวเอง เพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ ผมศึกษามาว่าตอนแรกเกิดของสมองของมนุษย์ไม่ได้ต่างกัน แต่ด้วยระบบการศึกษา ทำให้โครงข่ายการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ต่อเซลล์ของเด็กต่างประเทศเขาแตกตัวมากกว่า เครือข่ายในสมองจึงเชื่อมโยงกันมากกว่าเด็กไทย พอมีโอกาสเลยอยากทำงานด้านนี้ และก่อนหน้าที่ผมยังร้องเพลงอยู่ ได้มีพระกรรมฐานที่ผมเคารพนับถือทักว่า ด้านหนึ่งของผมคือการทำให้คนมีความสุข แต่อีกด้านก็เป็นการทำให้คนหลงในรูป รส กลิ่น เสียง เลยเป็นคำถามในหัวมาตลอด ผมสับสนอยู่นาน ผมรักเสียงเพลง รักดนตรี จะให้ตัดใจไม่ทำงานด้านนี้ก็คงไม่ใช่ เลยเกิดความคิดที่จะนำดนตรีมาเป็นสื่อการสอน และเปิดโรงเรียนสอนดนตรีเพื่อการเรียนรู้ ‘คีรีบูน จีเนียส มิวสิค’ ซึ่งเป็นดนตรีแนวใหม่เพื่อปฏิรูปการศึกษา หรือ Music Genius สำหรับเด็ก ทำมากว่า 20 ปีแล้วครับ (ยิ้ม) ผมอยากทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติบ้าง การเรียนดนตรีของผมจะช่วยดึงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กออกมาได้อย่างเต็มที่ จากนั้นคุณจะเติบโตขึ้นไปเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นอะไรก็ได้ที่มีความสุขและจิตใจเบิกบาน เพราะคุณมีพื้นฐานของดนตรีเข้าไปกล่อมเกลาจิตใจแล้ว (ยิ้ม)

คุณเรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วผันตัวมาเป็นนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลงได้อย่างไร
อ๊อด คีรีบูน : โชคดีที่น้าของผมเกือบทุกคนเป็นนักดนตรีอาชีพ เวลาเขามาที่บ้านจะหิ้วกีต้าร์โปร่งเข้ามาแต่งเพลงล้อเลียนบุคลิกแม่ (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่าเพลงทำให้ทุกคนยิ้ม หัวเราะ และมีความสุข ผมชอบเสียงเพลงมาก มีความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากเล่นดนตรี แอบทำเครื่องดนตรีไว้เล่นเอง คุณพ่อก็ท้าทายให้ตั้งใจเรียนแล้วจะซื้อกีต้าร์ให้ ผมหัดเล่นหัดแต่งเพลงเอง เพลงแรกที่แต่งชื่อ ‘ภาพในฝัน’ แต่งตั้งแต่เรียนชั้น ป. 7 หรือ ม. 1 ในสมัยนี้ ซึ่งเพลงนี้อยู่ในอัลบั้มชุดแรกของคีรีบูนด้วย ตอนเด็ก ๆ ผมแอบคิดและมั่นใจว่าวันหนึ่งจะออกเทปและเป็นศิลปินดังให้ได้ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมีความมั่นใจในเวลานั้น ก็คือน้ำเสียงของตัวเอง เสียงผมกังวานมาก ได้รับการคัดเลือกให้อ่านกลอน อ่านโคลงสี่สุภาพ อ่านทำนองเสนาะมาตั้งแต่เด็ก ได้ยินเสียงตัวเองแล้วมีความสุข (ยิ้ม)

วงคีรีบูนในสมัยนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

อ๊อด คีรีบูน : ผมเล่นดนตรีและแต่งเพลงมาเรื่อย ๆ อัดเทปส่งไปรายการวิทยุเพื่อสมัครเข้าประกวดโฟล์คซอง ยังไม่ทันออกรายการวิทยุ มีคนมาฟังเทป แล้วเรียกตัวผมกับเพื่อนเข้าห้องบันทึกเสียง ใช้ชื่อวงว่า ‘คีรีบูน’ มาตั้งแต่ชุดแรก และออกอัลบั้มแรกชื่อ ‘หากรัก’ ตั้งแต่ผมยังเรียนปี 1 ที่จุฬาฯ ช่วงนั้นอาร์เอสใช้กลยุทธ์ ‘ป่าล้อมเมือง’ มาใช้ประชาสัมพันธ์วง เอาเพลงไปเปิดตามรายการวิทยุต่างจังหวัด ทำให้คีรีบูนโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วประเทศมาตั้งแต่เวลานั้น

รู้สึกอย่างไรที่วงคีรีบูนกลายเป็นวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จสูงมาก

อ๊อด คีรีบูน :  ตอนขึ้นเวทีโลกดนตรีครั้งแรก ถามตัวเองเหมือนกันว่าความดังเป็นอย่างไร จะรู้ได้ยังไงว่าดังแล้ว ตอนร้องเพลงเล่นดนตรีอยู่บนเวที ผมเห็นคนดูมอง อมยิ้ม และร้องคลอไปด้วยกัน แต่ก็รู้สึกว่าเขายังไม่ได้ถึงสัมผัสความใกล้ชิด เพราะเขาเพิ่งเห็นสมาชิกวงคีรีบูนเล่นสดเป็นครั้งแรก (ยิ้ม) ที่ผ่านมาเป็นการฟังจากรายการวิทยุ ไม่มีใครเคยเห็นหน้า ขนาด สห. (สารวัตรทหาร) ที่มาดูแลความปลอดภัยยังไม่รู้จักพวกเราเลย พอร้องเสร็จ เดินลงจากเวที ผมเห็นว่ามีแฟนเพลงยืนรออยู่เป็นกลุ่ม ๆ ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ต่างคนต่างมองหน้าหยั่งเชิงกัน แล้วก็เขยิบเข้ามาใกล้ผมเรื่อย ๆ สุดท้ายเขาวิ่งกรูเข้ามารุมล้อมและดึงทึ้งตัวผมจนล้ม ทีมงานต้องมาฉุดให้ผมลุกขึ้นและแหวกแฟนเพลงออกมา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมเข้าใจเลยว่าความดังเป็นแบบนี้นี่เอง (ยิ้ม)

ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เมื่อมีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้

อ๊อด คีรีบูน : ถ้าด้านวัตถุ ผมไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไหร่ เพื่อน ๆ อาจขับรถราคาแพง ส่วนผมขับรถโตโยต้า เครื่อง 700 ซีซี ไม่มีแอร์ เป็นรถที่พ่อซื้อให้ (ยิ้ม) เฮียที่อาร์เอสเคยบอกว่าจะออกให้ก่อน แล้วค่อยมาผ่อนใช้ทีหลัง ผมไม่อยากเป็นหนี้ เลยไม่เอา คิดว่ารถอะไรก็ขับได้ จำได้เลยว่าผมขับรถเล็กสุด เก่าสุด ถูกสุดในจุฬาฯ แต่ก็โอเคนะ เราพอใจในสิ่งที่เรามี (ยิ้ม) ตอนดังมาก ๆ นี่แหละที่ผมโดนทักโดยพระกรรมฐานที่ผมเคารพนับถือว่า ผมทำให้คนหลงใหลและเดือดร้อน เลยกลับมาคิดจนเป็นทุกข์ในใจ และขณะที่ดังที่สุดในเวลานั้น ผมก็ตัดสินใจบอกเลิกสัญญากับบริษัทต้นสังกัด

ทั้ง ๆ ที่โด่งดังมากในเวลานั้นหรือ ?
อ๊อด คีรีบูน :  ใช่ครับ (ยิ้ม) ช่วงนั้นคีรีบูนดังมากจริง ๆ อัลบั้มชุด ‘รวมดาว’ ก็มาจากวงคีรีบูน แฟนเพลงชอบนักดนตรีของคีรีบูนมาก ทั้งมือกีต้าร์ มือคีย์บอร์ด ค่ายก็เลยให้อ๊อด คีรีบูน มาร้องรวมกับเพื่อนจากวงอื่น ๆ ซึ่งทางค่ายก็คิดถูกนะ เพราะทุกคนที่ร้องในอัลบั้มนั้นต่างดังกันหมด แต่ก็คงไม่ใช่ประเด็นนี้เพียงอย่างเดียว เพลงคู่ของสุนทราภรณ์ที่นำมาร้องในชุดนั้น ก็เป็นเพลงที่ดีด้วย ทำให้ทุกอย่างลงตัวและแฟนเพลงชื่นชอบ ตอนออกเทปชุดที่ 2 (อัลบั้ม ‘รอวันฉันรักเธอ’) ผมได้สมญานามจากนิตยสารต่าง ๆ ว่า ‘แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์’ เพราะช่วงนั้นค่ายเพลงอย่างนิธิทัศน์ เขามีวงแมคอินทอช วงแกรนด์เอ็กซ์ วงฟอร์เอฟเวอร์ วงดิ อินโนเซ็นท์ ที่ดังมาก ๆ เหมือนกัน ดังมาก่อนอาร์เอสอีก ค่ายคู่แข่งเขาก็วางแผนสกัดไม่ให้วงคีรีบูนดังไปกว่านี้ ตอนนั้นมีห้องอัดเสียงแค่แห่งเดียวคือห้องอัดศรีสยาม พอเขารู้ว่าเราไปอัดเสียงเตรียมจะออกอัลบั้มใหม่ ก็ให้วงต่าง ๆ ในค่ายเขาออกเทปประกบทันที พอเฮียจั๊ว (เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์) รู้แผนนี้เขาก็เลยไปจับมือกับอากู๋ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม) ตอนนั้นอากู๋ทำบริษัทโฆษณาอยู่ ยังไม่ได้ทำแกรมมี่ เฮียชวนอากู๋มาวางแผนทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้วงคีรีบูน ผลก็คือวงคีรีบูนดังเปรี้ยงยิ่งขึ้นไปอีก (ยิ้ม)

เหตุผลที่คุณตัดสินใจบอกเลิกสัญญากับบริษัทคืออะไร
อ๊อด คีรีบูน : ผมเป็นคนที่คิดว่าเงินไม่ใช่พระเจ้า ความอิสระและความสุขสำคัญกว่า ตอนอยู่กับอาร์เอส ผมไม่ยอมเซ็นขายลิขสิทธิ์เพลงให้กับทางค่าย ทั้ง ๆ ที่คนอื่นเซ็นยินยอมกันหมด ไม่ใช่ว่าผมหยิ่งนะ ผมคิดแค่ว่าเพลงที่ผมแต่งควรเป็นของผมเท่านั้นเอง ปัจจุบันลิขสิทธิ์ทุกเพลงที่ผมแต่งจึงยังเป็นของผมทั้งหมด (ยิ้ม) ส่วนการบอกเลิกสัญญา เป็นเพราะตอนเข้าวงการใหม่ ๆ ผมมองภาพไว้สวยงามมาก แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ ผมเห็นแฟนเพลงเดินทางมาจากต่างจังหวัด แล้วก็คิดว่าพ่อแม่เขาจะเป็นห่วงไหม เขาต้องใช้จ่ายเงินทองมากแค่ไหน ผมคิดแบบนั้นจริง ๆ ขณะเดียวกัน สมาชิกภายในวงก็เริ่มมีปัญหา เพื่อนเริ่มไม่เข้าใจ มีความเห็นไม่ลงรอยกัน เพราะผมได้ไปร้องเพลงที่นั่นที่นี่เยอะมาก เพื่อนคงคิดว่าผมได้เงินเยอะ แต่บอกเลยว่า รายได้ไม่ได้ดีอย่างที่เห็นนะครับ ผมได้ค่าร้องเพลงเพลงละ 1 – 2 พันบาทเท่านั้น ด้วยหลาย ๆ เหตุผล ผมเลยตัดสินใจบอกเลิกสัญญากับบริษัท

เมื่อคีรีบูนโด่งดังและทำยอดขายได้ขนาดนี้ ทางค่ายจะยอมง่าย ๆ หรือ

อ๊อด คีรีบูน : ตอนนั้น ผมอายุ 25 อยู่ในช่วงเบญจเพส กำลังวัยรุ่นเลือดร้อนเลย (ยิ้ม) ผมเดินเข้าไปหาเฮีย บอกว่าผมหาสัญญาไม่เจอ ขอสัญญาหน่อยจะเอาไปถ่ายเอกสาร พอเฮียยื่นสัญญามาให้ ผมก็ฉีกสัญญาต่อหน้าเขา เขาโกรธมาก ผมไม่ได้ทำด้วยอารมณ์นะครับ ก่อนที่ผมจะตัดสินใจทำแบบนี้ ผมคิดและนั่งสมาธิอยู่สองวัน เพื่อถามใจตัวเองว่าถ้าทำแบบนี้ ชีวิตจะเป็นอย่างไร แต่ผมก็ตัดสินใจทำ เพราะไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบ ผมคิดว่าผมบริสุทธิ์พอแล้วที่จะฉีกสัญญาครั้งนี้ ผมให้ประโยชน์กับเขาจนไม่รู้จะให้อย่างไรแล้ว ผมมองว่าสัญญาที่เซ็นกับค่ายเป็นสัญญาของวงคีรีบูน แต่เขาได้ใช้ประโยชน์จากตัวผมไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างมากมายมหาศาล พอผมฉีกสัญญา ทางค่ายก็ฟ้อง ต่อสู้คดีกัน สุดท้ายผมถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุก 4 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ปีเพราะผมไม่เคยทำความผิดมาก่อน (ยิ้ม)

หลังจากโดนมรสุมชีวิตในครั้งนั้นแล้วชีวิตเป็นอย่างไร
อ๊อด คีรีบูน : จากชีวิตที่เคยมีรายได้โดยการร้องเพลงเพลงละ 2,000 บาท และรายได้จากวงคีรีบูนที่รวมกันแล้วไม่น่าจะเกินหนึ่งแสนบาท เพราะต้องหารกันในวง 6 คน กลายเป็นคนที่มีหนี้สินร่วม ๆ 4 ล้านบาท จากความอยากทำค่ายเพลงเอง ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีปัญหาเรื่องการจัดจำหน่าย ต้องตระเวนไปร้องเพลงตามไนท์คลับ ตามผับ ตามบาร์ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำ สุดท้ายหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็น 30 ล้านภายในไม่กี่ปี ช่วงนั้นถือว่าชีวิตตกต่ำมาก มีคนแนะนำให้ไปหาซินแสแก้เคล็ดต่าง ๆ ผมก็ไป เพราะไม่สบายใจ แต่ก็คิดได้ว่าไม่ใช่ทางที่ผมชอบ ผมกลับมาช่วยงานธรรมะสายวัดป่าเหมือนเดิม มานั่งคิดทบทวนสิ่งที่อยากทำในอนาคต เลยคิดเรื่องงานด้านการศึกษา ด้วยหวังว่าถ้าการศึกษาดี จะทำให้คนเรามีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้าง และต่อสังคมโดยรวม ผมทำงานด้านนี้มาเรื่อย ๆ จนสามารถแก้ปัญหาและหนี้สินต่าง ๆ ได้สำเร็จครับ (ยิ้ม) แต่กว่าจะถึงวันนี้ ผมทำมาแล้วทุกอย่างนะ ยกลังเทปสื่อการศึกษา 3,000 ลังขึ้นลงรถบรรทุกก็ทำมาแล้ว แรก ๆ ก็รู้สึกอายเวลามีคนมอง ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ เพราะเราเคยโด่งดังมาก่อน แต่ผมก็มีวิธีแก้ปัญหาคือหาหน้ากากอนามัยมาใส่ คนก็จะจำเราไม่ได้เอง (ยิ้ม)

แสดงว่าคุณมีความสุขกับชีวิตในช่วงนี้มาก
อ๊อด คีรีบูน : มีความสุขมากครับ (ยิ้ม) มีภรรยาที่ดี มีลูกที่น่ารัก ในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่า ผมกลับไปดังแบบสมัยก่อนอีกครั้ง อาจเป็นเพราะแฟนเพลงยังคิดถึงพวกเราอยู่ ตอนที่ผมประสบปัญหาชีวิต ผมโชคดีที่ได้ครูบาอาจารย์คอยสั่งสอน ท่านบอกว่า ไม่ว่าชีวิตจะหกคะเมนหกคะมำยังไง ก็ขอให้หัวมันทิ่มมันตำไปข้างหน้า อย่ายืนอยู่กับที่ ถ้าเอาหัวทิ่มไปข้างหน้า ยังไงวันหนึ่งมันก็ไปถึงเส้นชัยจนได้แหละ ท่านสอนอีกว่า เราไม่ได้มีหน้าที่บังคับให้ผลไม้ต่าง ๆ ออกดอกออกผล เรามีหน้าที่รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย จงทำให้สมบูรณ์ที่สุด เมื่อถึงเวลาเขาก็จะออกดอกออกผลให้เราเอง (ยิ้ม)

อยากให้กำลังใจคนที่ท้อแท้กับปัญหาในชีวิตอย่างไรบ้างไหม
อ๊อด คีรีบูน : ถ้าคุณกำลังท้อแท้อยู่ ผมขอแนะนำให้ท้อแบบสุด ๆ ไปเลย เพราะคงห้ามไม่ได้ คุณอยากทำอะไรก็ทำให้สุด ๆ จิตของมนุษย์จะทนอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่นาน ๆ ไม่ได้ พอถึงที่สุด เขาจะหนีจากจุดนั้นเอง แต่เมื่อลุกขึ้นมาได้แล้ว จงหาเหตุหาผลของปัญหาว่าจริง ๆ แล้วมาจากอะไร ช่วงที่ผมเจอปัญหาหนี้สินหนัก ๆ ผมไม่เคยคิดฆ่าตัวตายเลยนะ เพราะพระท่านบอกว่าคนที่ฆ่าตัวตายหนีปัญหา ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก 400 ชาติ อาจจะมีซึมเศร้าบ้าง แต่เชื่อเถอะว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้

                                 ............................................................................................................................................


ชมพู ฟรุตตี้

ชมพู ฟรุตตี้


คุณชอบเรื่องดนตรีตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า
ชมพู ฟรุตตี้ : ผมชอบฟังเพลงมาตั้งแต่ 4 – 5 ขวบ ตอนนั้นฟังเพลงลูกทุ่งของระพิน ภูไท, สังข์ทอง สีใส ส่วนเพลงลูกกรุงก็ฟังวงสุนทราภรณ์, สุเทพ วงศ์กำแพง, สวลี ผกาพันธุ์, ดาวใจ ไพจิตร, จินตนา สุขสถิตย์ คงเหมือนเด็กทั่วไปคือ ชอบฟังแล้วร้องตาม แต่ตอนนั้นฟังแต่เพลง ไม่รู้หรอกว่ามีการเล่นเครื่องดนตรีต่าง ๆ ด้วย พออายุ 9 ขวบ พี่ ๆ ที่อยู่ในแฟลตเดียวกันเขามารวมตัวซ้อมดนตรี ผมก็ไปดู เลยเริ่มสนใจเรื่องดนตรีมาตั้งแต่ตอนนั้น จริง ๆ มีจุดที่เป็นแรงบันดาลใจอีกอย่างคือ พี่ชายผมที่อายุห่างกัน 6 ปี เขาชอบฟังเพลงดิ อิมพอสซิเบิ้ลส์ เขาชอบร้องให้ผมฟังก่อนนอน แต่พี่ชายมาเสียชีวิตไปก่อน พอไม่มีเขา ผมรู้สึกว่าขาดเสียงเพลงที่พึ่งทางใจไป พอมาเห็นพี่ ๆ ซ้อมวงกันก็อยากเล่นดนตรีไปกับเขาด้วย

สมัยนั้นคุณหัดเล่นดนตรีอย่างไร

ชมพู ฟรุตตี้ : เด็กยุคนี้อาจจะฝึกดนตรีจากยูทูบ ส่วนผมฝึกจากต้นแบบ เริ่มจากพี่ ๆ เขาสอนให้จับคอร์ด สตรัมคอร์ด (strum chord) สอนให้เล่นเป็นเพลง ๆ พอเริ่มเล่นได้ ผมใจร้อน รอไม่ไหว ไปหาหนังสือเพลงมาหัดเอง ในหนังสือก็จะมีเนื้อเพลงพร้อมคอร์ด รูปคอร์ดและวิธีจับคอร์ด เวลาเล่นก็จะหาวิธีเล่นให้เหมือนกับที่เคยเห็นคนอื่นเขาเล่น หัดเองไปเรื่อย ๆ ฝึกฝนด้วยความหลงใหลมาก ๆ ตอนนั้นฝึกร้องเพลง ฝึกเล่นกีต้าร์เพลงดิ อิมพอสซิเบิ้ลส์ ตอนเช้าไปโรงเรียน ตอนเย็นจะรีบกลับบ้านมาหัดเล่นกีต้าร์ กลับมาร้องเพลง มาฟังวิทยุ ทุกวันนี้ก็ยังหลงใหล หยิบกีต้าร์ขึ้นมาเล่นทีไรก็มีความสุขทุกครั้ง (ยิ้ม)

เรียกว่าหัดเองมาโดยตลอด
ชมพู ฟรุตตี้ : ผมหัดเองทุกอย่าง หัดจากครูที่ดี ครูที่ดีก็คือเพลงที่ไพเราะและประสบความสำเร็จ เพราะถ้าเพลงนั้นประสบความสำเร็จ แสดงว่าต้องมีส่วนผสมอะไรสักอย่างที่ทำให้คนฟังชอบ ผมจะสังเกตและศึกษา การเรียนร้องเพลงก็เหมือนกัน ผมใช้วิธีฟังและฝึกร้อง ถ้าอยากร้องให้เหมือนคนนี้ ต้องทำปากอย่างไร การฝึกแบบนี้เขาเรียกว่า ‘คลำ’ เพราะไม่มีคนสอนแนวทางที่ถูกต้อง มันจะใช้เวลานานและเปะปะไปเรื่อย แต่การคลำแบบนี้ จะดีตรงที่ความรู้มันแน่น (ยิ้ม) เพราะเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายความรู้ต่าง ๆ ที่ได้ฝึกได้เรียนมา จะบูรณาการสั่งสมกลายเป็นความรู้ในแบบของเรา ผมบอกลูกศิษย์เสมอว่า จงเรียนเพื่อรู้ ฝึกเพื่อเก่ง การเรียนไม่ได้ทำให้เก่ง คนที่เก่งคือคนที่ฝึกซ้อม

จากเด็กหัดเล่นดนตรีด้วยความหลงใหล มาเข้าสู่วงการดนตรีแบบจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

ชมพู ฟรุตตี้ :  ตอนอายุ 10 - 11 ขวบ คุณแม่ก็พาไปสมัครเรียนดนตรี ผมเรียนแต่ละแห่งได้ไม่นานหรอก เพราะครูสอนไม่ทันใจ (หัวเราะขำ) กระทั่งไปเรียนที่โรงเรียนสอนดนตรีเวชสวรรค์ ที่นี่ทำให้ผมได้พบอะไรที่แตกต่างออกไป ช่วงนั้น เขามีการประกวดโฟล์คซองชิงถ้วยพระราชทาน มีถ่ายทอดสดออกทีวี และปีนั้นมีวงชาตรีเข้าแข่งขันด้วย ผมได้เล่นโฟล์คซองโชว์ก่อนแข่ง พอเลิกงานได้เจอกับพี่ ๆ วงชาตรี เขาชวนให้ผมไปเล่นดนตรีด้วยกัน แต่ตอนนั้นผมอายุแค่สิบขวบ แม่ก็ห้าม เพราะยังเด็กมาก อีกหนึ่งปีต่อมา วงชาตรีได้ออกอัลบั้มและโด่งดังมาก ผมยังแอบเสียดายว่าทำไมไม่ไปเล่นดนตรีกับพี่ ๆ ตั้งแต่ตอนนั้น (หัวเราะ) เลยเกิดแรงบันดาลใจว่า ผมน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างพี่เขาได้บ้าง เลยเล่นดนตรีต่อไปเรื่อย ๆ พออายุ 11 ขวบ มีพี่ที่อยู่แฟลตใกล้ ๆ กันชวนผมไปเล่นโฟล์คซองในร้านอาหาร ได้เงินชั่วโมงละ 20 บาท สำหรับเด็กคนหนึ่งถือว่าเยอะมากนะครับ (ยิ้มภูมิใจ) พออายุ 12 พี่สาวก็ชวนไปสมัครบริษัทโมเดลลิ่งที่สยาม ผมได้ถ่ายโฆษณาหลายชิ้น เช่น แฟนต้าน้ำองุ่น, ลูกอมสอดไส้ทรีบอล, ไมโล, ฟิล์มสีฟูจิ, แบรนด์ยอดซุปไก่ พออายุ 14 – 15 ผมตั้งวงดนตรีกับเพื่อนใช้ชื่อวงว่า ‘ปริ๊นเซส’ เลียนแบบวงควีนซึ่งดังมากในยุคนั้น เรียกว่าขลุกแต่เรื่องดนตรี ซ้อมวงทุกสัปดาห์ จนจบ ม.ศ. 3 เพื่อน ๆ ต่างแยกย้าย วงปริ๊นเซสจึงแยกวงไปโดยปริยาย ผมจึงเริ่มหาเงินด้วยการไปเล่นดนตรีโฟล์คซองในร้านอาหารแบบเต็มตัวหลังเลิกเรียน ช่วงนั้นก็ได้เจอกับ ‘มัม ลาโคนิค’ ซึ่งเล่นโฟล์คซองอยู่เหมือนกัน

มารวมเป็นวงดนตรี ‘ฟรุตตี้’ ได้อย่างไร
ชมพู ฟรุตตี้ : ตอนนั้นผมเล่นอยู่หลายร้าน มีร้านหนึ่งแถวพระโขนงรามาอยู่หน้าบ้านของปิง (สมพร ปรีดามาโนช) ตอนนั้นปิงมีวงดนตรีชื่อ ‘ฟรุตตี้’ และเคยออกรายการโลกดนตรีแล้ว เวลาปิงสะพายเบสเดินผ่านก็เห็นเขาทุกครั้ง เผอิญเพื่อนผมที่เล่นเบสด้วยกัน (สาโรจน์ ไชยเนตร) เขาเป็นเพื่อนกับปิง วันหนึ่งนักร้องนำวงฟรุตตี้ลาออก ปิงเลยชวนผมกับสาโรจน์มาเล่นดนตรีในวงฟรุตตี้ด้วยกัน หลังจากนั้นก็เข้าไปเล่นในไนท์คลับ ตอนแรกเล่นว่าจะเลิก เพราะเล่นโฟล์คซองมันสู้เสียงดังในไนท์คลับไม่ได้ แถมเจ้าของร้านยังว่าว่าผมเสียงไม่ดีอีก ก็ได้มัมกับปิงคอยให้กำลังใจบอกให้สู้ต่อ ซึ่งก็สู้ได้จริง ๆ โดยผมปรับเทคนิคการร้องให้เสียงหนาและมีพลังขึ้น ช่วงนั้นผมฝึกฝนพัฒนาตัวเองหนักมาก กระทั่งได้รับการยอมรับ เล่นในไนท์คลับได้สัก 2 – 3 เดือน อาจารย์บุญสม รดาเจริญ ซึ่งเป็นหัวหน้าข่าวบันเทิงเดลินิวส์ ชวนไปทำเพลง ฟรุตตี้ก็ได้ออกอัลบั้ม ‘เหมือนนกไร้ปีก’ เป็นอัลบั้มแรก ผมได้แต่งเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย ช่วงนั้นอาร์เอสออกเทปให้วงคีรีบูน วงบรั่นดี และวงฟรุตตี้ เฮียเขามองว่าตลาดเพลงวัยรุ่นกำลังมา ทำให้วงคีรีบูนและบรั่นดีโด่งดังมาก อัลบั้ม ‘เหมือนนกไร้ปีก’ ของฟรุตตี้ ก็ดังและมีคนรู้จักพอสมควรแต่ไม่เท่าสองวงแรก

แล้วอัลบั้มพิเศษ ‘รวมดาว’ ที่นักร้องชาย – หญิงสุดฮอตมาร้องเพลงสุนทราภรณ์คู่กันล่ะคะ มาได้ยังไง

ชมพู ฟรุตตี้ : ตอนนั้น ทางอาร์เอสคงรู้สึกว่าเพลงวัยรุ่นเริ่มจำเจ เลยเอานักร้องจากวงต่าง ๆ มาร้องเพลงเก่าของสุนทราภรณ์ ซึ่งเป็นเพลงคู่ชายหญิง แต่อาร์เอสไม่มีนักร้องหญิง เลยไปยืม ‘โอ – บุ๋ม – แป๊ก’ วงปุยฝ้ายมาจากค่ายเมโทร และ ‘จ๊ะโอ๋ - ทวินันท์ คงคราญ’ ซึ่งเป็นนางงามมาร้องเพลงคู่ จนเกิดเป็นโปรเจ็คต์ ‘รวมดาว’ ในครั้งนั้น ทำให้ผมดังจากเพลงชุดนี้ จะว่าไปก็ดังกว่าอัลบั้มของฟรุตตี้เองเสียอีกนะ (หัวเราะ)

พอมีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จขนาดนี้ ชีวิตเปลี่ยนไปมากแค่ไหน
ชมพู ฟรุตตี้ : ชีวิตก็ดีขึ้นนะ แต่ไม่ได้ดีมาก สมัยก่อนค่าจ้างมันถูก วงฟรุตตี้ทั้งวงไปเล่นงานนอกได้รับค่าจ้างแค่ 15,000 บาท แต่นั่นคือต้องหาร 8 คน เหลือคนละพันกว่าบาท ค่าจ้างได้แค่นี้ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมากนะ ค่าเสื้อผ้า รองเท้า สมัยก่อนต้องหาซื้อเอง ไม่ได้มีสปอนเซอร์เหมือนสมัยนี้ เงินทองที่ได้มาก็หมดไปกับการซื้อสิ่งของจำเป็นเสียส่วนใหญ่ ช่วงที่ดังก็ปรับตัวยากเหมือนกัน เพราะความเป็นส่วนตัวเริ่มหายไป เล่นดนตรีเสร็จจะมีแฟนเพลงเข้ามารุมทึ้ง ร่างแทบจะโดนแยกเป็นสี่ส่วน (หัวเราะ) แต่ก็ไม่เท่าพี่อ๊อดนะ ขานั้น โดนแยกเป็นแปดส่วน (หัวเราะขำทั้งวง)

นอกจากร้องเพลงและเล่นดนตรีแล้ว ทำไมคุณถึงสนใจเรื่องการแต่งเพลง

ชมพู ฟรุตตี้ :  พ่อผมเคยบอกว่า ถ้าอยากจะร้องเพลงเล่นดนตรี ก็น่าจะหัดแต่งเพลงด้วย เพราะนักร้องรุ่นเก่าบางคน เขาดังมาก ๆ จากเพลงที่มีคนแต่งให้ แต่ช่วงหลังเขาไม่ได้ร้องเพลงเลย อาจเป็นเพราะไม่มีคนแต่งเพลงที่ถูกใจ ถ้าอยากร้องเพลงก็น่าจะแต่งเพลงให้เป็นด้วย ตรงนี้เลยเป็นแรงบันดาลใจและจุดกระตุ้นให้ผมอยากแต่งเพลง จริง ๆ แล้วตอนช่วงอายุ 12 รุ่นพี่ที่เซนต์จอห์นมาชวนทำอัลบั้มโฟล์คซองชื่อวง ‘นานา’ ได้ออกอัลบั้มถึง 3 ชุด โดยบริษัทชัวร์ ออดิโอ ผมก็แต่งเพลงในอัลบั้มนี้เป็นครั้งแรก ตอนเริ่มแต่งเพลง ผมไปขลุกอยู่กับพี่ธนิฐ ธนโกเศศ ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดี พี่ธนิฐแต่งเพลงให้นักร้องดัง ๆ หลายคน เช่น เพลง ‘นกเอี้ยงจ๋า’ เพลง ‘ถามสักคำก่อนไป’ ให้คุณทนงศักดิ์ ภักดีเทวา ร้อง แล้วก็แต่งเพลง ‘เมื่อวานช้ำ’ ให้ผมร้องในอัลบั้มด้วย ผมมองว่า ทุกอย่างต้องเริ่มที่ใจใฝ่ก่อน เมื่อใจใฝ่แล้วจะมุ่ง พอได้เจอปัญหา เจอสิ่งต่าง ๆ ก็จะเกิดการเรียนรู้และความชำนาญในที่สุด

คุณหันเหตัวเองออกมาทำงานด้านอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่

ชมพู ฟรุตตี้ :  ช่วงที่ประสบความสำเร็จก็นานหลายปีอยู่นะ แล้วความนิยมก็ค่อย ๆ ลดลงมา เริ่มจากที่ผมประกาศว่าเป็นแฟนกับคุณบุ๋ม ปุยฝ้าย (จุฑามาศ อิสสรานุกฤต) ที่ร้องเพลงรวมดาวด้วยกัน กลุ่มที่เป็นแฟนรวมดาวก็ยังชอบอยู่ แต่กลุ่มที่เป็นแฟนวงฟรุตตี้จริง ๆ เริ่มน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนนั้นเฮียเขาก็เตือนว่า มีแฟนแล้วเรตติ้งจะตกนะ ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไร เพราะไม่ชอบโกหก กระทั่งปี 2533 ฟรุตตี้ทำเพลงถึงชุดที่ 8 เริ่มอิ่มตัว คุยกันภายในว่าจะแยกวง ไม่ได้ประกาศออกสื่อ แต่ไม่เล่นกลางคืน ไม่รับคอนเสิร์ต ไม่ทำอัลบั้ม พอแยกวง ผมกับปิงถูกเชิญให้ไปเล่นที่สหรัฐอเมริกา 4 เดือน กลับมาก็ทำงานเบื้องหลังให้อาร์เอส ผมเห็นเมืองนอกเขามีวงบอยแบนด์ เลยเสนอให้อาร์เอสทำวง ‘ไฮแจ็ค’ ขึ้น ก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ผมโชคดีที่ได้ทำงานที่ดี ได้เจ้านายที่ดี แต่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ผมอยากมีเวลาให้ครอบครัว เพราะลูกสาวเริ่มโต เลยตัดสินใจลาออก เพราะครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตผม (ยิ้ม)

แต่ช่วงหนึ่งคุณก็ไปสร้างตำนานเพลงไทยให้กับโซนี่มิวสิค

ชมพู ฟรุตตี้ : หลังลาออกจากอาร์เอส ผมไปทำงานให้บริษัท โซนี่ มิวสิค (ประเทศไทย) อยู่ระยะหนึ่ง ต้องปรับตัวพอสมควร เพราะงานค่อนข้างแตกต่างกับอาร์เอส จริง ๆ แล้ว ผมถนัดเพลงแนวโซนี่มิวสิคมากกว่าด้วยซ้ำ ผมฟังเพลงสากลมาตั้งแต่เด็ก ตอนผมทำงานที่โซนี่ ก็เกิดศิลปินวงซิงกูลาร์, ชูการ์ อายส์, ปราโมทย์ วิเลปะนะ ฯลฯ ผมอยู่โซนี่ประมาณ 2 ปี บริษัทแม่ต้องการปรับโครงสร้างให้เล็กลง เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ผมเลยโดนเขาเลิกจ้าง จังหวะนั้นทาง JSL (บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด) ชวนไปเป็นกรรมการรายการ ‘กิ๊กดู๋ สงครามเพลง’ แล้วก็ไปช่วยทำงานที่ JSL ด้วย (ยิ้ม) ผมจึงกลับมารับงานเบื้องหน้าต่าง ๆ อย่างร้องเพลง แต่งเพลง เล่นละครอีกครั้งหนึ่ง

คุณแต่งเพลงประกอบละครเยอะมาก และเพลงที่คุณแต่งล้วนมีจุดเด่นเรื่องความงดงามของภาษา และการใช้คำอุปมาอุปไมยทำไมถึงให้ความสำคัญกับการใช้ภาษา

ชมพู ฟรุตตี้ : อาจเป็นเพราะผมฟังและศึกษางานเพลงรุ่นครูมาก่อน เมื่อร้องเพลงเยอะ ฟังเพลงเยอะ จำเนื้อเพลงได้ ก็จะนึกออกว่าเขาวางโครงสร้างของเพลงไว้อย่างไร เริ่มต้นเพลงอย่างไร สัมผัสตรงไหน เดินเรื่องและขมวดปมอย่างไร จุดพีคอยู่ตรงไหน ผมใช้วิธีฟังและสังเกต ก็จะเห็นถึงความแตกต่าง และจับได้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่ก็ต้องยกประโยชน์ให้กับหลาย ๆ ท่านที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น อาหรั่ง – ไพรัช สังวริบุตร ท่านให้โอกาสผมแต่งเพลงประกอบละคร ‘คู่กรรม’ เป็นเพลงแรก พอแต่งเสร็จก็ส่งไปให้ท่านฟัง ท่านเรียกไปคุยบอกว่า อาฟังแล้ว ทำนองดี แต่เนื้อหายังไม่ใช่เพลงละคร มันเหมือนเพลงทั่ว ๆ ไป เพลงละครต้องพูดถึงเนื้อหาของละครเรื่องนั้น ๆ ท่านให้ผมเล่าว่าคู่กรรมในความคิดผมเป็นอย่างไร แล้วให้ผมเอาสิ่งที่คิดใส่ลงไปในเพลง ก็เลยได้เพลงคู่กรรม ฉบับพี่เบิร์ด - ธงไชย และกวาง - กมลชนก เล่น คนที่สองคือ พี่หลุยส์ – สยาม สังวริบุตร ลูกชายอาหรั่ง อาหรั่งมอบหมายให้ผมแต่งเพลงละคร ‘กนกลายโบตั๋น’ อาหรั่งซึ่งเป็นนักแต่งเพลงละครเอง ยังบอกเลยว่าไม่รู้จะแต่งเพลงละครเรื่องนี้ยังไง วันนั้นอาหรั่งให้พี่หลุยส์มาตามงาน ผมแต่งเสร็จ พี่หลุยส์ก็มาช่วยคอมเม้นต์ทั้งด้านเนื้อหาและอารมณ์เสียง ผมก็แก้ไปตามที่พี่หลุยส์บอก พออาหรั่งฟังจบ ท่านบอกว่า ชอบเพลงนี้มากกว่าเพลงคู่กรรมอีก (ยิ้ม) ในการทำงาน ผมจะแบ่งการแต่งเพลงออกเป็นโหมด ๆ เช่น เพลงละคร เพลงวัยรุ่น เพลงสตริง ผมมองว่า ทุกอย่างมีศาสตร์ของตัวเอง การเรียนรู้และการฝึกฝนตลอดชีวิตที่ผ่านมา ทำให้ผมสามารถทำงานได้ลึกและหลากหลายมากในวันนี้

เมื่อมองย้อนกลับไป ในมุมมองของคุณ วงการเพลงเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปอย่างไรบ้าง
ชมพู ฟรุตตี้ :    ยุคที่ผมมาทำงานเบื้องหลังให้ศิลปินต่าง ๆ ก็มีข้อเปรียบเทียบอย่างหนึ่งว่า คนรุ่นก่อนผมอย่าง พี่ต้อย - เศรษฐา ศิระฉายา ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเข้าสู่วงการ บางคนต้องเดินตามครูเพลงเป็นปี ๆ กว่าจะได้ร้องเพลง ขอยืนยันเลยว่ารุ่นพี่ ๆ ของผม ความรู้แน่นทุกคน เพราะสมัยก่อนประตูธุรกิจบันเทิงเปิดยากมาก ไม่ได้ขยายใหญ่อย่างทุกวันนี้ พอมาถึงรุ่นผม ก็ง่ายขึ้นมาหน่อย พอรุ่นถัดจากผม ธุรกิจบันเทิงเติบโตขึ้นมาก จึงมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือมีโอกาสมากขึ้น ข้อเสียคือพอเข้ามาในวงการง่าย บางคนก็ไม่เห็นค่า ไม่เอาจริง ทำให้ยืนระยะได้ไม่นาน มาถึงยุคปัจจุบันที่เขาบอกว่าเป็นขาลงของวงการดนตรี ไม่มีคนลงทุนทำเพลง คนที่เข้ามาในวงการจะเป็นพวกที่รักดนตรีจริง ๆ แต่ส่วนตัวผมไม่เคยเชื่อว่าธุรกิจเพลงจะเป็นขาลงนะ เพราะเพลงเป็นคอนเทนต์ทรงประสิทธิภาพมาก กว่าจะเป็นเพลงต้องผ่านวิธีการและทักษะต่าง ๆ ค่อนข้างเยอะ คุณต้องใส่เรื่องราวและเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างให้อยู่ภายในเวลา 2 – 3 นาที ผมจึงเชื่อว่าเพลงจะยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตคนเสมอ

หลักในการทำงานที่คุณยึดมาตลอดชีวิตคืออะไร
ชมพู ฟรุตตี้ : ไม่มี (หัวเราะ) ผมไม่ใช่คนที่มีหลักคิด แต่เป็นคนที่ทำงานจากความรักภายในตัวล้วน ๆ ผมทำทุกงานด้วยความรัก ขณะที่ทำงาน ผมมีความสนุกและท้าทายเสมอ ผมสู้ได้ตลอด ไม่เคยเกิดความรู้สึกท้อ อะไรผมที่ไม่ชอบ จะไม่รับทำงานนั้น ๆ ผมชอบเล่นละครนะ เพราะเวลาอยู่ในกองถ่าย มันสนุก เฮฮา มีความสุข แต่สิ่งที่ไม่ชอบคือมันง่วงเพราะต้องตื่นเช้า จริง ๆ ผมเป็นคนสันโดษ ถ้ารวยเป็นเศรษฐี ผมไม่ทำงานแล้ว จะอยู่เฉย ๆ ไปซื้อบ้านริมทะเลกับครอบครัว แล้วนอนฟังเสียงคลื่นทุกวัน (ยิ้มตาเป็นประกาย)

ปัจจุบัน นักร้องยุคก่อนกลับมาเล่นคอนเสิร์ตและได้รับความนิยมอยู่เสมอ ทำไมคนฟังยังคิดถึงเพลงรุ่นเก่ากันอยู่

ชมพู ฟรุตตี้ : จริง ๆ ก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว นักร้องเก่า ๆ มีคนคิดถึงอยู่เสมอ อย่างเอลวิส เพรสลี่ย์ ตายไปตั้งนานแล้ว แฟนเพลงยังจัดงานมีตติ้งรำลึกถึงอยู่เลย เพลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ เป็นความสวยงาม เป็นความทรงจำ เป็นเรื่องราวของชีวิตคนแต่ละคน ทุกช่วงของชีวิตจะมีเพลงแทรกอยู่เสมอ เพลงเป็นเพื่อน เป็นแรงบันดาลใจ เป็นเม็มโมรี่ เมื่อเพลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนในแต่ละยุค ศิลปินในช่วงนั้นจึงเป็นที่รักของแฟนเพลงในยุคนั้นไปจนกว่าเขาจะลาโลก เมื่อคนฟังเติบโตขึ้น มีฐานะมั่นคงขึ้น ได้กลับมาเจอเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกัน เขาก็อยากกลับไปมีความสุขในโลกเก่า ๆ ที่เขาเติบโตมาอีกครั้ง
    ไม่ว่าเส้นทางชีวิตของสองศิลปินหนุ่มใหญ่อย่าง ‘อ๊อด คีรีบูน’ และ ‘ชมพู ฟรุตตี้’ ในวันนี้จะแตกต่างกันแค่ไหน แต่สำหรับแฟนเพลงของ ‘คีรีบูน’ และ ‘ฟรุตตี้’ คงรู้สึกไม่ต่างกันว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ อดีตกาลที่อยู่ในความทรงจำจากเสียงเพลงของคนทั้งคู่ ยัง ‘หวาน’ อยู่ในหัวใจเสมอ...

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);