บุคคล (ไม่) ธรรมดา : วาดรูปในโลกมืด ด้วย ‘ปากกาเล่นเส้น’
    Search
  
12
บุคคล (ไม่) ธรรมดา : วาดรูปในโลกมืด ด้วย ‘ปากกาเล่นเส้น’
 
 

บุคคล (ไม่) ธรรมดา : ปารมี ปิยะศิริศิลป์ 
ภาพ : อนุชา ศรีกรการ
All magazine มกราคม 2560


วาดรูปในโลกมืด ด้วย ‘ปากกาเล่นเส้น’

วาดรูปในโลกมืด ด้วย ‘ปากกาเล่นเส้น’

วาดรูปในโลกมืด
ด้วย ‘ปากกาเล่นเส้น’

     เคยสังเกตไหมว่าเด็ก ๆ เขาชอบทำอะไรในเวลาว่าง เล่นตุ๊กตา ปั่นจักรยาน ต่อจิ๊กซอว์ หรือวาดรูประบายสี ถ้าเป็นเด็กธรรมดาทั่วไปคงทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมาได้สบาย แต่ถ้าเด็กเหล่านั้นมีความบกพร่องทางสายตาล่ะ พวกเขาทำอะไร ได้บ้าง ‘บุคคล (ไม่) ธรรมดา’ ฉบับนี้ มีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับ ‘ต่อ - ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล’ ผู้คิดค้น Lensen Drawing Kit หรือปากกาเล่นเส้น อุปกรณ์ที่ช่วยให้เด็กตาบอดวาดรูปได้เหมือนเด็กคนอื่น ๆ

all : ก่อนจะมาทำปากกาเล่นเส้น คุณทำอะไรมาก่อน
ฉัตรชัย : ผมจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์มาครับ เคยทำงานธนาคารมาก่อน แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยชอบ มันไม่ตอบโจทย์สำหรับชีวิตผม เลยลาออกมาเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการเรียนการสอนภาคค่ำทำให้มีเวลาว่างในช่วงกลางวัน ผมลองไปหางานอาสา สมัครทำ ทำให้ได้ไปสอนการบ้านให้เด็กตาบอดครับ

all : ทำไมคุณถึงเลือกช่วยเหลือเด็กตาบอด

ฉัตรชัย : ผมคิดว่าถ้าจะทำงานอาสาทั้งที ผมก็อยากใช้ความรู้ความสามารถที่ผมมีให้เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือคนอื่นอย่างเต็มที่ และเป็นตัวเอง ซึ่งการได้สอนการบ้านน้อง ๆ เป็นสิ่งที่ผมชอบและถนัดที่สุด ถ้าให้ผมเป็นหน่วยกู้ภัยหรือไปปลูกป่าก็คงไม่ไหว (หัวเราะ)

all : ทำไมถึงสนใจสื่อการเรียนรู้ของเด็กตาบอด

ฉัตรชัย : จากการสอนการบ้าน ทำให้ผมสังเกตเห็นว่าเวลาที่น้อง ๆ เขาต้องทำโจทย์วิชาคณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ มันยากมากเลยครับ พวกเขาแทบไม่เข้าใจเลย วันหนึ่งผมได้เห็นคุณครูเขาใช้สื่อเข้ามาช่วย ทำให้น้อง ๆ เข้าใจมากขึ้น ผมเลยคิดว่าสิ่งนี้แหละที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ให้เด็กตาบอด

all : สื่อการเรียนรู้ของเด็กตาบอดที่ดีเป็นอย่างไร

ฉัตรชัย : ส่วนใหญ่มักจะเป็นสื่อที่อาศัยเรื่องของเสียงและการสัมผัสครับ สื่อที่ใช้การสัมผัส จะเป็นพวกหนังสือภาพนูน อุปกรณ์เป็นชิ้น ๆ สมมติเขาเรียนเรื่องรูปทรง ครูก็จะมีโมเดลรูปทรงต่าง ๆ ให้เด็กได้สัมผัส ส่วนสื่อที่ใช้การฟังก็จะเป็นเรื่องของหนังสือเสียงครับ

all : อะไรคือแรงบันดาลใจให้คุณทำปากกาเล่นเส้นขึ้นมา
ฉัตรชัย : โรงเรียนมีสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กตาบอดก็จริงครับ แต่ส่วนมากจะเป็นสื่อที่ครูทำมือขึ้นมาเอง ซึ่งมันก็ตอบโจทย์ในแง่การเรียนการสอนของเขานะ แต่ครูก็มีเวลาในการทำสื่อไม่มาก ผมจึงเริ่มทำสื่อหลาย ๆ อย่างไปแจก ซึ่งปากกาเล่นเส้นก็เป็นหนึ่งในนั้น ทำไปสักพักรู้สึกว่าปากกาตัวนี้น่าสนใจ เพราะสื่อส่วนใหญ่ที่เขาใช้เป็นสื่อที่เด็กได้เรียนรู้จากการที่ครูทำไว้ให้ แต่ปากกาเล่นเส้นทำให้เด็กสามารถสร้างสื่อได้ด้วยตัวเอง เขาสามารถวาดให้เราดูได้ ยกอย่างเช่น เขาเรียนเรื่องต้นไม้ไปแล้ว ต้นไม้ในความคิดของเขามันเป็นยังไง เขาสามารถที่จะวาดออกมาให้เราดูได้ มันสามารถเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนของเขาได้จริง ๆ พอดีตอนนั้นเราได้ทุนการประกวดโครงการ Banpu champions for change ปีที่ 2 จากบริษัทบ้านปูครับ คราวนี้แทนที่เราจะทำแจกอย่างเดียว เราก็ทำให้มันยั่งยืน โดยการเปิดเป็นกิจการเพื่อสังคมขึ้นมาโดยตั้งชื่อว่า ‘กล่องดินสอ’ เป็นที่รวบรวมอุปกรณ์การศึกษาของเด็ก ๆ (ยิ้มกว้าง)

all : ใช้เวลาในการหาข้อมูลนานไหมกว่าจะได้ปากกาตัวนี้ออกมา
ฉัตรชัย : จริง ๆ สื่อประเภทนี้มีอยู่แล้วนะครับ แต่รูปแบบไม่น่าใช้และไม่คงทนครับ ผมเองก็ไม่ได้จบวิศวะหรือการออกแบบอะไรมา ดังนั้นจึงต้องหาดีไซเนอร์เข้ามาร่วมในการทดลอง การออกแบบต้องคำนึงด้วยว่าเด็กตาบอดเขาจะใช้ยังไง แล้วสร้างสรรค์ออกมาให้เขาสามารถใช้อุปกรณ์ทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง กว่าจะพัฒนามาได้ขนาดนี้ใช้เวลาประมาณ 2 - 3 ปีเลยครับ (ยิ้มภูมิใจ)

all : จุดเด่นของปากกาเล่นเส้นคืออะไร
ฉัตรชัย : อุปกรณ์ของชุดปากกาเล่นเส้นจะมีส่วนประกอบสำคัญทั้งหมด 3 ชิ้นครับ คือ กระดานแถบหนามเตย ตัวปากกา และไหมพรม ผมกับทีมงานเราช่วยกันคิดอย่างรอบคอบที่สุด แถบหนามเตยที่นำมาใช้เป็นแบบพิเศษ เส้นละเอียด ไม่แข็งและไม่แหลมเหมือนที่เราใช้ติดกระเป๋าหรือรองเท้าแบบทั่วไป เวลาเด็กตาบอดสัมผัสนาน ๆ เขาจะไม่เจ็บมือ ต่อมาก็คือปากกาเล่นเส้น เราออกแบบมาให้ปากกาไม่สามารถตั้งได้เลยไม่ว่ากรณีใด ๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทิ่มแทง แกนไหมพรมด้านบนสามารถถอดออกเพื่อเติมเส้นไหมพรมได้อย่างสะดวก บริเวณปลายปากกามีตัวไหมขัดฟันสำหรับตัดไหมพรม และสุดท้ายก็คือเส้นไหมพรม ผมเลือกชนิดที่ราคาถูกที่สุดแต่เส้นมีความคม จับไปเท่าไหร่ก็ไม่แตกใช้งานได้คุ้มค่า และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เราใส่ใจคือเรื่องสี ความจริงเด็กตาบอดมีหลายระดับนะครับ ตั้งแต่มองเห็นเลือนลางถึงบอดสนิทเลย ซึ่งเวลาเขาเจอแสงจ้ามาก ๆ เขาจะแสบตา ดังนั้นเวลาเขาเห็นสีขาวเขาจะแสบตาเพราะมันสว่างเยอะเกินไป ผมจึงทำกระดานออกมาเป็นสีดำ เลือกเส้นไหมพรมสีเหลืองที่สว่างแต่นวลตาที่สุดสำหรับเด็กตาบอด เสริมด้วยสีฟ้ากับสีชมพูเพื่อความหลากหลาย และขนาดของเส้นไหมพรมเองก็มีผลเพราะว่าแต่ละสีก็จะมีขนาดเส้นที่แตกต่างกัน เวลาเด็กตาบอดสัมผัสเขาก็จะรู้สึกถึงความแตกต่าง

            วาดรูปในโลกมืด ด้วย ‘ปากกาเล่นเส้น’

all : แต่ถ้าไหมพรมโดนแถบหนามเตยไปนาน ๆ จะเป็นขุยไหม

ฉัตรชัย : ใช้ไปประมาณ 5 ครั้งเส้นไหมพรมจะเริ่มแตกแล้วครับ แต่ตัวที่ผมเลือกใช้นั้นราคาไม่แพง จ่าย 1 บาทซื้อได้ประมาณ 7 เมตรเลยครับ เพราะฉะนั้นถ้าใช้ต่อไม่ได้หรือว่าหมดก็สามาถไปซื้อมาเปลี่ยนได้เลยครับ

all : หลังจากทำปากกาเล่นเส้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว คุณนำปากกาเล่นเส้นไปบริจาคที่ไหนมาบ้าง
ฉัตรชัย : ผมนำไปมอบให้ทุกโรงเรียนแล้วครับ โรงเรียนสอนคนตาบอดในประเทศไทยนั้นมีไม่เยอะนะ มีอยู่ประมาณ 12 แห่งเท่านั้นเอง

all : เมื่อได้ใช้จริงผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง
ฉัตรชัย : ครูและเด็ก ๆ ชอบมากครับ แต่เรายังมีข้อจำกัดในเรื่องของวิธีการประยุกต์ให้เข้ากับรายวิชาอยู่ ส่วนใหญ่ทางโรงเรียนจะนำไปวางไว้ในห้องศิลปะ ซึ่งความจริงมันก็ดีนะครับ การวาดรูปก็ช่วยฝึกอะไรหลาย ๆ อย่าง เด็กจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กจากการจับปากกา ผ่านการลากเส้นตรง เส้นโค้ง เส้นหยัก รวมถึงได้ฝึกการเคลื่อนไหวของมือที่เขาเรียกกันว่า Hand Movement ด้วยครับ

all : หลังจากที่เด็ก ๆ ได้ใช้สื่อชิ้นนี้ พวกเขาเป็นยังไงบ้าง
ฉัตรชัย : สังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขามีความภูมิใจที่ตัวเองสามารถวาดรูปได้เหมือนเด็กตาดี แม้อุปกรณ์จะแตกต่างกันแต่เขาก็ทำได้ เขาสามารถสร้างผลงานได้ นอกจากนี้บางโรงเรียนเขาก็นำไปใช้ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ด้วย ทำให้เด็กตาบอดเข้าใจในบทเรียนมากขึ้น ครูสามารถวัดความรู้ความเข้าใจของนักเรียนผ่านอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้ เห็นได้ชัดเลยว่าปากกาเล่นเส้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ให้เพิ่มมากขึ้น (ยิ้มกว้าง)

all : ทราบมาว่ามีโรงเรียนจากต่างประเทศมาขอซื้อชุดปากกาเล่นเส้นด้วย
ฉัตรชัย : ใช่ครับ ก่อนหน้านี้เราเคยไประดมทุนที่ startsomegood.com ซึ่งเป็นเหมือนเว็บไซต์ระดมทุนสำหรับโครงการที่ต้องการทำประโยชน์ให้กับสังคม ตอนนั้นเราไปขอระดมทุนเพื่อที่จะผลิตปากกาเล่นเส้นมาแจกโรงเรียนคนตาบอดในประเทศไทยนี่แหละครับ ตั้งเป้าไว้ประมาณ 5,000 เหรียญสหรัฐ ปรากฏว่าได้มา 50 เหรียญ (หัวเราะ) ซึ่ง 25 เหรียญมาจากอาจารย์ผมเอง แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคืออีเมลจากโรงเรียนในต่างประเทศ เขาส่งมาบอกว่าไม่อยากบริจาคแต่เขาอยากซื้อไปใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งเราก็ส่งออกไปหลายประเทศครับ เช่น เยอรมัน อิตาลี ออสเตรเลีย อเมริกา และฮ่องกง

all : คุณมีไอเดียที่จะทำสื่อการเรียนรู้ชิ้นใหม่ขึ้นมาอีกไหม
ฉัตรชัย : ผมกำลังพยายามอยู่ครับ แต่ก็ยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ เพราะจะทำสื่อการเรียนรู้ทีหนึ่งมันใช้เวลานานมาก ช่วงนี้ผมเน้นการทำกิจกรรมและการสร้างอาชีพมากกว่า เรามีโอกาสทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการให้คนพิการและคนปกติได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้คนพิการรู้สึกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้

all : ตอนนี้ถือว่าปากกาเล่นเส้นประสบความสำเร็จหรือยัง
ฉัตรชัย : มันยังไม่สำเร็จเท่าที่ควรครับ เราต้องการให้คนในสังคมมองว่าการวาดภาพของเด็กตาบอดเป็นเรื่องปกติ ตอนที่เปิดตัวปากกาเล่นเส้นหลายคนบอกว่า “โอ้โห ! เจ๋งมากเลยเด็กตาบอดวาดรูปได้” ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ ผมอยากให้ทุกคนมองว่าเด็กตาบอดสามารถวาดรูปได้ แค่ต้องใช้อุปกรณ์ต่างจากเด็กทั่วไปเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงจุดนั้น เราต้องใช้เวลาอีกหน่อย

all : สื่อการเรียนรู้ชิ้นนี้ให้อะไรกับคุณบ้าง

ฉัตรชัย : ที่ผ่านมาผมได้เรียนรู้เยอะมากครับ เมื่อก่อนผมก็เหมือนคนทั่วไปแหละที่ไปช่วยเหลือคนพิการเพราะรู้สึกสงสาร มองเขาว่าเขาด้อยกว่าเรา เราโชคดีที่ไม่พิการเหมือนเขา แต่พอได้เข้าไปคลุกคลีกับเขามากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีคำว่าด้อยกว่าหรือเด่นกว่าใคร คนพิการสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนปกติ เพียงแค่เราต้องหาอุปกรณ์และสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับเขาเท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุด

all : อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านหรือคนในสังคมไหม
ฉัตรชัย : เวลาคุณมองคนพิการ ผมไม่อยากให้คุณมองเขาด้วยความสงสารครับ เรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงให้เขาเท่าเทียมกับเรา ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ยากเลย คุณไม่ต้องบริจาคเงินเยอะ ๆ หรือไปเลี้ยงอาหารกลางวันตามสถานสงเคราะห์ แค่ลองสังเกตว่าสินค้าหรือบริการที่คุณทำอยู่นั้น คนพิการเขาเข้าถึงไหม และคุณสามารถเปิดโอกาสให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานได้หรือเปล่า ให้เขาได้เข้าไปทำงานในบริษัทคุณ แค่สองอย่างนี้ก็พอแล้ว เพราะสิ่งที่คนพิการต้องการมากที่สุดคือโอกาสที่เขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเท่านั้นเอง (ยิ้ม)
    ผู้ชายธรรมดาคนนี้เชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งคนพิการจะสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างเท่าเทียมและมีความสุข หากเราทุกคนร่วมมือกัน

 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);