เรื่องจากปก : ท้อก็เป็นถ่าน ผ่านก็เป็นเพชร ไมค์ ภิรมย์พร – หญิงลี ศรีจุมพล
    Search
  
12
เรื่องจากปก : ท้อก็เป็นถ่าน ผ่านก็เป็นเพชร ไมค์ ภิรมย์พร – หญิงลี ศรีจุมพล
 
 

เรื่องจากปก : ณ ชล
All magazine มกราคม 2560


ท้อก็เป็นถ่าน ผ่านก็เป็นเพชร ไมค์ ภิรมย์พร – หญิงลี ศรีจุมพล

ท้อก็เป็นถ่าน ผ่านก็เป็นเพชร
ไมค์ ภิรมย์พร – หญิงลี ศรีจุมพล

     จากหนุ่มสาวชาวอีสานเข้าเมืองกรุงมาด้วยความฝันอยากเป็นนักร้องมือถือไมค์ไฟส่องหน้า แต่กว่าชีวิตจะสมหวังได้ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งดวงดาว สองเท้าที่ก้าวย่างต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ยากนักที่จะผ่านไปได้ถ้าใจไม่สู้อย่างแท้จริง ‘ออล แม็กกาซีน’ ฉบับนี้ ขอพาคุณผู้อ่านมาพบกับ ‘ไมค์ ภิรมย์พร’ และ ‘หญิงลี ศรีจุมพล’ สองนักร้องลูกทุ่งชายหญิงชื่อดังที่นาน ๆ จะได้โคจรมาพบกัน พร้อมพูดคุยถึงเส้นทางชีวิตที่กว่าจะได้เป็น ‘เพชร’ ในวันนี้ ซึ่งถ้าเขาท้อเสียก่อน คงได้เป็นแค่ ‘ถ่าน’ ประดับวงการมายา

                                                ...................................................................................................

ไมค์ ภิรมย์พรไมค์ ภิรมย์พร

ชีวิตในวัยเด็กของ ‘ไมค์ ภิรมย์พร’ เป็นอย่างไร

ไมค์ : ผมใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัด ทำไร่ทำนา รับจ้างเรื่อยเปื่อย พอโตขึ้นก็อยากค้นคว้าหาความฝัน เพราะผมชอบร้องเพลง พยายามหาลู่ทางว่าจะทำยังไงที่จะก้าวไปเป็นนักร้องเสียงทองเหมือนรุ่นพี่ ๆ แต่ทุกอย่างมันก็ไม่ได้ง่าย สมัยนั้น ไม่มีเวทีที่เปิดโอกาสให้มาแสดงความสามารถแบบปัจจุบัน อย่างมากก็ได้แค่ร้องเพลงตามงานวัด รางวัลที่ได้ก็เป็นพวกสบู่ ยาสีฟัน เลยตัดสินใจเข้ามาสู้ชีวิตในกรุงเทพฯ ผมรับจ้างทำงานแบบคนที่ไม่มีการศึกษา เป็นกรรมกร เป็น รปภ. เป็นเด็กรับรถ เป็นหลายอย่าง ทำงานแบบนี้อยู่ 5 – 6 ปี

มันดูห่างไกลมากนะคะ จากอาชีพที่ทำอยู่กับงานในวงการบันเทิง
ไมค์ : แทบไม่มีหนทางในการเป็นนักร้องเลยครับ แต่พอทำงานก็เริ่มรู้จักพี่ ๆ นักดนตรี ผมพยายามแทรกตัวเองเข้าไปใกล้กับวงโคจรของนักร้องนักดนตรีให้มากที่สุด จะได้แสดงความสามารถให้เขาเห็นว่าผมชอบร้องเพลง แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องทำงานเลี้ยงปากท้อง ส่งเงินให้พ่อแม่ที่รออยู่ ช่วงแรกผมทำงานเป็น รปภ. ที่นาซ่าสเปซี่โดม (Nasa Spacy Dome) สถานบันเทิงสุดฮิตย่านรามคำแหงในเวลานั้น ผมเช่าห้องพักเก่า ๆ อยู่แถวคลองตัน มีกระเป๋าติดตัวมาใบเดียว เอาผ้าขาวม้าปูนอน ไปเก็บเบาะรถยนต์เก่าจากกองขยะมาเป็นหมอนหนุนหัว ลำบากแค่ไหนก็ต้องทำ ผมเล่าได้โดยไม่อาย เพราะนี่คือชีวิตจริงของผม วันไหนที่หยุดเวร ผมก็มาขอเป็นเด็กรับรถ เพราะรายได้ดี พอคุ้นเคยกับพี่ ๆ นักดนตรี ก็ขอสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟ สุดท้ายตัดสินใจลาออกจากการเป็น รปภ. มาเป็นเด็กเสิร์ฟ เขาใช้ทำอะไรก็ทำทุกอย่าง พอมีโอกาสก็ร้องเพลงให้เขาฟัง เพื่อที่จะได้แสดงความสามารถด้านการร้องเพลงให้เขาเห็น

เริ่มเข้าสู่การเป็นนักร้องตั้งแต่เมื่อไหร่
ไมค์ : ตอนนั้นวง The Jet ที่รู้จักกันกับผมดี ได้มีโอกาสไปเล่นแบ็คอัพให้คุณใหม่ เจริญปุระ ที่เพิ่งออกอัลบั้มชุดแรกคือ ‘ใหม่ ไม้ม้วน’ พี่ ๆ ในวงมาชวนผมไปเป็นเด็กคอนวอย (พนักงานช่วยขนย้ายเครื่องดนตรีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ) ผมก็ไป ชีวิตเริ่มเข้าใกล้วงการบันเทิงมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มเห็นซุปเปอร์สตาร์ตัวเป็น ๆ อย่างคุณใหม่ (ยิ้มภูมิใจ) แล้วก็มีโอกาสร้องเพลงให้พี่ ๆ ฟังในรถตู้ เขาก็ชมว่าร้องเพลงลูกทุ่งดี เสียงดี พอมีโอกาสพี่เขาก็แนะนำให้รู้จักอาจารย์สุพจน์ สุขกลัด ซึ่งอยู่ในค่ายแกรมมี่ ท่านเป็นนักจัดรายการวิทยุ และทำเพลงลูกทุ่งหมอลำชุดแรกให้คุณสมหมายน้อย ดวงเจริญ หลังจากนั้น เวลาไม่มีงาน ผมก็ติดสอยห้อยตามอาจารย์สุพจน์ไปไหนมาไหน ช่วยทำงานทุกอย่างโดยไม่หวังค่าตอบแทนใด ๆ อาศัยความขยันความอดทนเข้าแลก ทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างถ้วยล้างชาม รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ ทำทุกอย่างให้อาจารย์เห็นใจ และให้ผมลองทำเพลงเดโมไว้สักเพลงก็ยังดี ในที่สุดอาจารย์ก็ให้ผมทำเพลงเดโมไว้ 2 เพลง ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ทำเพลงจริงจัง อาจารย์สอนว่า ผมต้องนิ่งและมีสมาธิกว่านี้ ต้องซ้อมร้องเพลงและฝึกฝนให้มากขึ้น ช่วงหลังอาจารย์มาเปิดร้านอาหาร ผมก็ตามอาจารย์มาช่วยงานอีก ทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ก็ยังไม่มีโอกาสทำเพลงเสียที เลยตัดสินใจกลับบ้านไปบวช

ช่วงนั้นท้อมั้ยคะ เพราะทำทุกอย่างแล้วก็ยังไม่ได้ทำเพลงเสียที
ไมค์ : ก็ท้อครับ แต่ถามว่า ท้อไปแล้วได้อะไร มันไม่เกิดประโยชน์ เมื่อชีวิตเดินมาแล้วก็ต้องก้าวต่อไป พยายามบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า เรามีนักร้องรุ่นพี่ที่เป็นไอดอลหลายคน เขาก็ฝ่าฟันอุปสรรคมาเหมือนกัน ตอนนั้นคิดแต่ว่า ทำยังไงก็ได้ ขอแค่ให้ได้เดินต่อไป บอกกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าต้องสู้

ชีวิตเป็นอย่างไรหลังกลับมาจากบวช
ไมค์ : พอกลับมา อาจารย์ท่านไม่ได้ทำร้านอาหารแล้ว ชีวิตก็ดับวูบลงอีก ผมเลยกลับไปหาพี่ ๆ นักดนตรี มีพี่คนหนึ่งชื่อพี่กบ เขาเล่นดนตรีอยู่ที่บาร์ในโรงแรมนารายณ์ เขาก็ช่วยฝากงานให้ ไปเป็นเด็กตักน้ำแข็ง เด็กล้างแก้ว ทำอะไรก็ยอม แค่ขอให้มีงานทำ พอผู้ใหญ่เห็นความขยันขันแข็ง ก็เขยิบผมให้มาช่วยงานในบาร์ ได้มีโอกาสผสมค็อกเทล ผสมเหล้าบ้าง หน้าที่การงานเริ่มดี เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการบาร์ มีเงินเดือนพออยู่ได้ พอชีวิตเริ่มดี ปรากฏว่าร้านปิดอีก เหตุที่ต้องปิดเพราะหุ้นส่วนทะเลาะกัน ตกงานโดยไม่คาดฝันอีกแล้ว ว่างงานอยู่พักหนึ่ง ผู้จัดการร้านเก่าเขาย้ายไปเป็นผู้จัดการค็อกเทลเล้าจน์คาราโอเกะอยู่แถวชิดลม เขาชวนไปทำงาน ผมก็ไป ไปเป็นเด็กวิ่งแผ่นดิสก์ให้ห้องคาราโอเกะ ให้เป็นอะไรก็ต้องทำ เพราะชีวิตไม่มีทางเลือก ว่างจากวิ่งแผ่นดิสก์ ก็มารับหน้าที่เป็นเด็กนวดในห้องน้ำ เพราะรายได้ดี ผมได้ทิปเยอะมาก เพราะเอาใจเก่ง รู้จักพูด ชีวิตกำลังดี ๆ ร้านปิดอีกแล้ว (เหวอรอบวง) ตอนนั้นผมตัดสินใจเลยว่าจะไม่ยอมเป็นลูกจ้างใครอีกแล้ว ขอเป็นเถ้าแก่เองสักทีเถอะ ตัดสินใจไปซื้อรถเข็นมาเปิดร้านลาบส้มตำ มีโต๊ะอยู่ 2 ตัว ก็มีรายได้พออยู่ได้ วันหนึ่งเปิดหนังสือพิมพ์เจอข่าวว่าแกรมมี่จะทำเพลงลูกทุ่ง คิดได้ว่า เรายังมีเพลงเดโมอยู่ บังเอิญผมรู้จักพี่จรัญ สาลีวงษ์ เลยเอาเพลงเดโมไปฝากไว้ที่แกรมมี่ แล้วกลับมาขายลาบส้มตำต่อ พร้อมรอด้วยความหวัง

หลังจากฝากเพลงเดโมแล้ว ผลเป็นยังไงมั่งคะ

ไมค์ : วันหนึ่งพี่จรัญโทรมาบอกว่าที่แกรมมี่เขาจะมีการสกรีนเทสต์นักร้องหญิงจากต่างจังหวัด สนใจไปดูไหม ผมก็ไป วันนั้นปิดร้านส้มตำแล้วนั่งรถไปแกรมมี่แต่เช้าเลย ได้ไปเจออาจารย์สมปอง เปรมปรีดิ์ ระหว่างรอผู้หญิงเขาแต่งตัว หัวหน้าทีมสกรีนเทสต์เขาเรียกผมไปลองสกรีนเทสต์ดู ผมไม่ได้เตรียมตัวอะไร ใส่กางเกงยีนส์เก่า ๆ กับเสื้อแจ๊คเก็ตสีเขียวแปร๋น ผมก็ฟู ๆ บาน ๆ (หัวเราะ) ไปร้องเพลงซิงค์กับกล้องวิดีโอ ตอนนั้นร้องเพลงที่เขียนเองเพลงหนึ่ง อีกเพลงเป็นเพลงที่อาจารย์ไพรัตน์ ชูรัตน์ เขียนให้ ร้องได้สองเทค เขาบอกพอแล้ว นักร้องผู้หญิงแต่งตัวเสร็จพอดี (หัวเราะขำ) นั่งดูนักร้องผู้หญิงเทสต์เสร็จ กลับบ้านไปขายลาบส้มตำเหมือนเดิม ผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ พี่จรัญเขาก็โทรมาบอกว่าคุณอ๊อด - กิตติศักดิ์ ช่วงอรุณ (ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่กรรมการกลุ่ม บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่) อยากเห็นตัว ผมรีบปิดร้านเลย ไม่ขายแล้วลาบส้มตำ นั่งรถเมล์ไปแกรมมี่แต่เช้าเหมือนเดิม (หัวเราะ) ไปถึงตึกแกรมมี่ รปภ. ไม่ยอมให้เข้า เขาบอกว่าผมไม่น่าไว้ใจ (หัวเราะ) โชคดีที่มีนักดนตรีที่รู้จักกันเข้ามาพอดี เขาเลยพาเข้าไปพบคุณอ๊อด ก็ได้พูดคุยกัน คุณอ๊อดบอกว่าพี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) เป็นคนเลือกผม พี่เต๋อบอกว่าผมเฉิ่ม ๆ ดี และที่เรียกมาวันนี้ เพราะอยากให้มาเป็นนักร้องในสังกัด ให้เอาสัญญาไปอ่าน ผมเปิด ๆ แล้วก็เซ็นเลย ไม่ได้อ่านหรอก กลัวไม่ได้เป็นนักร้อง (หัวเราะขำ)

ทำไมถึงใช้ชื่อว่า ‘ไมค์ ภิรมย์พร’
ไมค์ : ชื่อจริงของผมคือพรภิรมย์ แต่ช่วงที่ทำงานคลับในโรงแรมนารายณ์ ไมค์ ไทสัน ดังมาก เขาเห็นลุคผมเหมือนไมค์ ไทสัน ก็เลยเรียกเล่น ๆ กันว่า ไมค์ ทางค่ายก็เลยเอาชื่อจริงมาสลับ ใส่ลงไปรวมกันเป็น ‘ไมค์ ภิรมย์พร’

ทราบว่าทำงานกับแกรมมี่ช่วงแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่
ไมค์ : ผมออกอัลบั้มชุดแรกกับแกรมมี่โกลด์ชื่อ ‘คันหลังก็ลาว’ เป็นสไตล์ลูกทุ่งอีสานผสมหมอลำ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เป็นการลองผิดลองถูก จากผมฟู ๆ ก็ไปยืดให้ตรง ทดลองใส่เสื้อผ้าต่าง ๆ นานา กลายเป็นหนูลองยาไปในช่วงนั้น ชุดที่ 2 เป็นเพลงหมอลำก็ไม่สำเร็จอีก อาจเป็นเพราะหมอลำไม่ใช่ทางของผม เวลาไปเล่นที่ไหน คนชอบขอเพลงช้า ในชุดแรกเขาชอบเพลง ‘ผู้อยู่เบื้องหลัง’ เป็นเพลงให้กำลังใจผู้ใช้แรงงาน ชุดสองเขาชอบเพลง ‘ละครชีวิต’ บริษัทคงยังคลำทางกับผมไม่ถูก ชุด 3 ทำเพลงหมอลำจ๋าเลย ก็ไปไม่รอด ชุดที่ 4 ก็ยังเป็นหมอลำอีก พอถึงชุดที่ 5 ผมตัดสินใจบอกพี่ตี่ (กริช ทอมมัส - กรรมการผู้จัดการ ค่ายเพลงลูกทุ่ง แกรมมี่โกลด์) ไปว่าคนฟังส่วนใหญ่ชอบเพลงช้ามากกว่า เลยได้ทำเพลงชุด ‘ยาใจคนจน’ โชคดีที่ประสบความสำเร็จ เพราะพี่ตี่บอกแล้วว่า ถ้าชุดนี้ไม่ประสบความสำเร็จอีก จะขอม้วนเสื่อกลับบ้าน ไม่ทำเพลงลูกทุ่งแล้ว

แต่ในที่สุดเพลงชุด ‘ยาใจคนจน’ ก็ประสบความสำเร็จและทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านตลับ

ไมค์ : ตอนนั้นผมไปตระเวนเล่นคอนเสิร์ตอยู่แถวพังงาหรือภูเก็ตนี่แหละ เห็นหน้าบันเทิงไทยรัฐลงภาพปกเทปผม พร้อมข่าวว่า ‘ยาใจคนจนของไมค์ ภิรมย์พร ทะลุล้านตลับ’ ผมช็อคเลย ข้าวปลากินไม่ลง จากนั้นไม่นาน พี่ตี่ก็โทรเรียกให้ผมกลับกรุงเทพฯ ช่วงนั้นมีคิวอัดรายการ สัมภาษณ์วิทยุ สารพัด ทำให้ผมมีกำลังใจและมีพลังที่จะต่อสู้ต่อ พอเพลง ‘ยาใจคนจน’ ดัง เพลงเก่า ๆ ก็กลับมาดังและขายได้ โดยเฉพาะเพลง ‘ละครชีวิต’ ที่บอกถึงเรื่องราวตัวตนชีวิตของผมและคนอีสานได้เป็นอย่างดี

การผ่านชีวิตที่ใช้แรงงานมาก่อน ทำให้ร้องเพลงแทนใจคนใช้แรงงานเหล่านั้นได้ดีกว่าด้วยใช่ไหม
ไมค์ : คงเป็นส่วนหนึ่งด้วยครับ (ยิ้ม) อาจจะเป็นเพราะความกดดัน ความดิ้นรนที่เกิดขึ้นในชีวิต ตอนนั้นผมบอกกับพ่อกับแม่ว่า เมื่อผมเดินทางออกจากบ้านมาแล้ว ถ้าผมไม่ได้ดีอะไรสักอย่าง ผมจะไม่หวนกลับไปลำบากอีก ผมจะต่อสู้และทำให้พ่อกับแม่มีความภาคภูมิใจในตัวผมให้ได้ เพื่อให้พ่อกับแม่ได้สุขสบายในปั้นปลายชีวิต

หลังจากเพลง ‘ยาใจคนจน’ โด่งดังไปทั่วประเทศ ชีวิตเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
ไมค์ : ตอนเพลง ‘ยาใจคนจน’ ดัง ผมยังไม่ค่อยมีเงินหรอกนะ เพราะก่อนหน้านี้ ผมขอเบิกจากบริษัทมาใช้จ่ายในแต่ละเดือน เป็นหนี้บริษัทอยู่มากพอสมควร แต่พอเพลง ‘ละครชีวิต’ ดังและขายได้ ก็สามารถปลดหนี้จากบริษัทได้ จำได้เลยว่า ตอนนั้นได้เช็คมาใบหนึ่ง ทางค่ายบอกว่า ตอนนี้ปลดหนี้หมดแล้ว เช็ค 7 หมื่นกว่าบาทใบนี้คือรางวัลตอบแทนน้ำใจ ผมดีใจมาก เพราะทั้งชีวิตไม่เคยเห็นเงินหมื่นเลย ตัดสินใจขับรถกลับไปหาแม่ เอาเงินให้แม่ไว้ต่อเติมบ้าน ครั้งนั้นหมดเงินต่อเติมบ้านไปสามแสนกว่าบาท ก็สบายใจ เพราะได้ทำบ้านให้แม่อยู่ (ยิ้มภูมิใจ)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อมีชื่อเสียง ก็ต้องพบเจออุปสรรคมากมาย มีวิธีรับมือและให้กำลังใจตัวเองอย่างไร
ไมค์ : ทุกอย่างต้องมีสติครับ เราต้องรู้ว่าเรามาจากไหน ผมก็คือลูกตาสีตาสา ลูกชาวไร่ชาวนา ต้องเจียมตัวและมีสติอยู่ตลอดเวลา อะไรที่ไม่ใช่เราคือไม่ใช่เรา เพลงที่ร้องส่วนใหญ่จึงเป็นเพลงให้กำลังใจ ผมทำงานกับแกรมมี่มายี่สิบกว่าปี เขาสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เคยอิดออด ไม่เคยมีข้อแม้ เรามีงานทำในวันนี้ก็เพราะผู้ใหญ่เขาเอ็นดูและให้โอกาส ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ในแกรมมี่อย่างอากู๋ พี่เต๋อ พี่ตี่ พี่อ๊อด ผมคงไม่ได้เป็นไมค์ ภิรมย์พรในวันนี้ ผมจำได้ว่า ตอนผมได้เจอพี่เต๋อครั้งแรก ผมอัดเพลงละครชีวิตอยู่ พี่เต๋อก็ไปฟังแล้วก็ยกนิ้วให้กำลังใจแล้วก็บอกว่า สู้ ๆ จากนั้นพี่เต๋อก็ป่วยหนัก กระทั่งพี่เต๋อเสียชีวิต ผมก็ไม่เคยเจอพี่เต๋ออีกเลย (ยิ้มเศร้า)

ตอนนี้ทำเพลงอะไรอยู่
ไมค์ : ผมกำลังทำเพลงชุด ‘ลูกทุ่งคู่บ้านคู่เมือง’ 1 – 4 โดยการนำเพลงเก่าฝีมือการเขียนเพลงของครูเพลงต่าง ๆ มาร้องใหม่ เป็นเพลงลูกทุ่งที่เคยฟังสมัยเด็ก มีเนื้อเพลงที่ไพเราะติดหู เวลาร้องจะมโนภาพตามได้เลย ผมมองว่าเพลงดี ๆ เหล่านี้ ถ้าเราไม่ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ก็จะหายไปเลย นักร้องรุ่นพี่บางท่านเสียชีวิตไปแล้ว ถ้าไม่นำเพลงเหล่านี้กลับมาร้องใหม่ เพลงดี ๆ ก็จะหายสาปสูญไป ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ได้อยากเปรียบเทียบอะไรกับการร้องของรุ่นพี่ เพราะรุ่นพี่เขาร้องไว้ดีอยู่แล้ว รุ่นพี่เขาปูทางให้ผมเดิน เป็นผู้มีพระคุณสำหรับผมเสมอ ผมแค่อยากสืบสานงานเพลงที่มีคุณค่าให้เด็กรุ่นหลังได้รู้จักเพลงดี ๆ เหล่านี้เท่านั้นเอง

มองวงการเพลงในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ไมค์ : ผมมองว่าปัจจุบันมีช่องทางของการเป็นนักร้องหรือซุปเปอร์สตาร์ค่อนข้างมาก นักร้องใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ เพลงต่าง ๆ ก็ค่อนข้างสะเปะสะปะ ผมเคยคิดนะว่าเราพยายามทำเพลงดี ๆ ให้คนฟัง เพลงที่มีเนื้อเพลงเพราะ ๆ ใช้ภาษาสละสลวย มีคุณค่า แต่คนบางกลุ่มเขาก็ไม่ฟัง กลับไปฟังเพลงที่ใช้ภาษาไม่สุภาพ ใช้ภาษาวิบัติ ผมมองว่าวัฒนธรรมเพลงเริ่มเปลี่ยนไป ทำไมเราไม่หันมาจรรโลงภาษาไทยที่สละสลวยกันไว้ บางทีผมก็ถอดใจกับเรื่องนี้เหมือนกันนะครับ

กว่า 20 ปีบนเส้นทางเพลงลูกทุ่ง คุณวางตัวอย่างไรให้เป็นที่รักของคนในวงการและแฟนพลง

ไมค์ : อย่างที่บอกว่าเราต้องมองตัวตนที่แท้จริงของเราให้ออก เราเติบโตมาจากไหน เราเป็นใคร เราต้องยึดในเรื่องของบ้านเกิดเมืองนอนไว้ให้ได้ ถ้าอยากจะให้คนรัก ให้คนศรัทธา ก็ต้องทำให้เขาชื่นชม อย่าทำให้เขาโกรธ วางตัวให้ดี อย่าไปยึดติดในลาภ ยศ สรรเสริญ ให้ความเคารพครูบาอาจารย์และผู้ที่มีพระคุณ ให้เกียรติแฟนเพลง บางครั้งแฟนเพลงอยากเข้ามาหา อยากมาจับมือ ยิ่งบางคนเป็นคนพิการ ก็ยิ่งต้องให้เกียรติ เพราะเขาเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเราให้เกียรติเขา เขาก็จะมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป

ทุกวันนี้วางแผนชีวิตในอนาคตไว้อย่างไรบ้าง

ไมค์ : ผมคิดเสมอว่า อายุงานในวงการค่อนข้างจำกัดอ ผมเข้าใจวงจรนี้ จึงระมัดระวังในการใช้เงิน ไม่ประมาท มีการวางแผนชีวิตพอสมควร ผมอาจจะไม่ได้มีการศึกษาสูงพอที่จะไปทำธุรกิจใหญ่ ๆ แต่ผมก็มีธุรกิจใกล้ตัวที่เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด คือน้ำปลาร้าพาสเจอไรซ์สำเร็จรูปบรรจุขวดยี่ห้อ ‘แซ่บไมค์’ จำหน่าย แล้วผมก็ทำการเกษตร โดยนำปรัชญาเกษตรพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ ทุกวันนี้ผมปลูกข้าวไว้กินเอง ดำนาเอง ทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ทำไร่นาสวนผสม บางส่วนทำไร่อ้อย เวลามีเงินเข้ามา ผมก็ไปซื้อที่ดินเอาไว้เพื่อปลูกอ้อยส่งโรงงานน้ำตาล เพื่อให้มีรายได้ดูแลลูกหลานและคนในครอบครัว ผมไม่ได้ต้องการร่ำรวยมากมาย แต่อยากสร้างไว้ให้คนรุ่นหลัง เพราะที่สุดแล้ว คนเราเกิดจากดิน วันหนึ่งก็ต้องกลับสู่ดิน มีทรัพย์สินเท่าไหร่ก็เอาติดตัวไปตอนตายไม่ได้หรอกครับ

ทราบว่าเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง พยายามคิดค้นต่อยอดธุรกิจอยู่ตลอดเวลา
ไมค์ : ก่อนหน้านี้ ลูกสาวสองคนของผมขอไปเรียนต่อที่แคนาดา ผมก็อนุญาตโดยบอกกับเขาว่า มีโอกาสได้แค่ครั้งเดียวนะ พ่อไม่ใช่คนมีเงิน จะพยายามกัดฟันส่ง แต่ถ้าเรียนไม่จบ จะไม่มีโอกาสอีกแล้วในชาตินี้ เขาก็ไปติดต่อโรงเรียนเอง เดินทางไปเองกัน ไปพักอยู่กับโฮสต์ โดยที่ไม่รู้ภาษาอะไรเลย ปีนี้เขาจะเรียนจบ ผมกะว่าจะไปงานรับปริญญาของเขา พร้อม ๆ กับจะนำปลาร้าไปทำตลาดที่แคนาดาด้วย ปกติปลาร้าของผมก็มีจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว แต่การนำน้ำปลาร้าไปจำหน่ายในต่างประเทศค่อนข้างยุ่งยาก ผมจึงนำผลิตภัณฑ์มาพัฒนาต่อเนื่อง มาทำเป็นครีม เป็นก้อน พอจะใช้ก็นำไปละลายในน้ำร้อน ผมชอบคิดในทางนี้ เพราะสิ่งที่ใกล้ตัวผมมาก ๆ ครับ

อยากฝากอะไรถึงน้อง ๆ ที่มีพี่ไมค์เป็นแรงบันดาลใจบ้าง
ไมค์ : ผมอยากฝากเด็กยุคใหม่ว่า ถ้าอยากมาทำงานตรงนี้แล้วอยู่นาน ๆ อยากให้ผู้ใหญ่รัก สนับสนุน และให้โอกาส อย่าคิดว่าวงการนี้หาเงินง่าย ไม่ค่อยเห็นคุณค่า อย่าหลงระเริงกับสิ่งที่ได้มาจนเกินไป ผมอยากให้น้อง ๆ รุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้ใช้ความสามารถที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด และรักษาไว้ให้ได้นานที่สุดครับ เวลาคุณประสบความสำเร็จ จะมีคนเข้ามาหาคุณเยอะมาก มาห้อมล้อม มายกย่องสรรเสริญ มาเชิดชู แต่ถ้าคุณหลงตัวเองแล้ว คุณจะเดินไปต่อยากครับ

                                             .........................................................................................................

หญิงลี ศรีจุมพลหญิงลี ศรีจุมพล

ก่อนที่จะมาเป็น ‘หญิงลี ศรีจุมพล’ ชีวิตเป็นอย่างไร ทราบว่าต่อสู้มาไม่น้อย
หญิงลี : หญิงลีเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่ก็เรียนจนจบชั้น ม.6 มีความเป็นผู้นำและชอบแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก เป็นประธานนักเรียนมาตั้งแต่สมัยเรียน ม. 3 เป็นนักร้องของโรงเรียน รู้จักการพูดคุยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบนเวที แม่ของหญิงลีมีอาชีพทอผ้าไหมส่งให้ศูนย์ศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ส่วนพ่อมีอาชีพทำนา พอหมดหน้านา พ่อก็จะเข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำ พ่อเป็นตัวอย่างในเรื่องความขยันสำหรับหญิงลีมาก พ่อทำงานหนักแต่ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลย พ่อเก็บเงินจนสามารถสร้างบ้านให้ทัดเทียมคนอื่นได้ ช่วงหลังพ่อไม่ได้ทำงานก่อสร้าง เขามารับซื้อของเก่า หญิงลีกับน้องก็มาช่วยพ่อคัดแยกขยะ กระดาษ กระป๋องน้ำ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของพ่อกับแม่ ตอนนั้นก็เรียน ม.ปลายแล้ว หญิงลีไม่อายนะคะ เพราะมันเป็นงานที่ได้เงิน

ทราบว่าเคยโดนคนดูถูกมาไม่น้อย คุณเปลี่ยนคำดูถูกเหล่านั้นให้เป็นพลังได้อย่างไร
หญิงลี : ตอนนั้นหญิงลีเริ่มอยากมีเงินใช้ส่วนตัว เลยขอพ่อไปรับจ้างร้องเพลง เขาก็เป็นห่วง กลัวลูกจะใจแตก จะมีแฟนก่อนเรียนจบ เพราะมีคนชอบมาพูดให้พ่อฟังว่าการร้องเพลงเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน เขาก็อยากให้เลิกร้องเพลง บอกว่ามันอันตราย แต่ด้วยความที่หญิงลีมองว่า การร้องเพลงนั้นได้เงิน ได้ประสบการณ์ ได้ทำในสิ่งที่ชอบ เลยยืนยันที่จะร้องเพลงต่อไป คิดว่าจะเอาดีทางด้านร้องเพลงให้ได้ หญิงลีเดินทางไปร้องเพลงไปกลับบุรีรัมย์ - โคราช ได้เงินงานละ 700 – 1,000 บาท รวม ๆ แล้วก็มีรายได้เดือนละเป็นหมื่น หญิงลีก็เอาเงินนั้นมาซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซื้อทีวีสีให้พ่อ ซื้อตู้เสื้อผ้าให้ตัวเอง พ่อกับแม่ก็เริ่มยอมรับว่า หญิงลีสามารถหาเงินเข้าบ้าน ไม่ใจแตก และเรียนจบได้ พ่อเขาขอสัญญากับหญิงลีว่าจะไม่เป็นเหมือนที่ชาวบ้านเขาดูถูก จะเรียนหนังสือให้จบ ม. 6 หญิงลีก็พิสูจน์ตัวเองให้พ่อกับแม่ได้ค่ะ

มาเป็นหมอลำซิ่งได้อย่างไร
หญิงลี : หญิงลีมองว่าการเป็นหมอลำซิ่งเป็นอาชีพที่อิสระ ได้เงินเยอะกว่าการเป็นนักร้องอิเลคโทน และได้รับการยอมรับมากกว่า หญิงลีได้เรียนเพลงหมอลำซิ่งกับอาจารย์วัชราภรณ์ สมสุข แห่งอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี อาจารย์มาร้องเพลงแถวบ้าน เลยไปขอเรียนจากท่าน อาจารย์เขาก็ชอบหญิงลี สอนให้โดยคิดราคาถูกมาก พอเรียนได้สักพัก หญิงลีก็มารับงานร้องหมอลำซิ่งที่บ้าน ร้องเพลงพี่นาง - ศิริพร อำไพพงษ์ พี่จินตหรา พูลลาภ ร้องเพลงดัง ๆ ในสมัยนั้น มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ เริ่มมีคนรู้จักเยอะขึ้น จากนั้นก็ได้ออกเทปครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี ด้วยการชักนำของอาจารย์วัชราภรณ์ ให้รู้จักกับอาจารย์สวัสดิ์ สารคาม เป็นการก้าวเข้าสู่วงการเพลงเป็นครั้งแรก ได้ทำเพลงหมอลำซิ่ง อยู่วง ‘ร็อคคักคัก’ ของค่ายเอสพี มิวสิค ออกอัลบั้มชื่อ ‘ย่านตกสวรรค์’ กำลังจะดัง แต่ก็คงยังมีกรรมอยู่ (ยิ้ม) เพราะเพลงที่ร้องโดนแบนจากกระทรวงวัฒนธรรม หลังหมดสัญญากับค่ายเก่า เลยตัดสินใจกลับไปอยู่บ้าน พอไปอยู่บ้าน ก็เลิกกับแฟน รู้สึกผิดหวังกับหลายสิ่งหลายอย่าง ตัดสินใจมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ มาฝากเนื้อฝากตัวกับผู้ใหญ่ในวงการอีกครั้ง

ทำยังไงถึงเข้ามาอยู่ในค่ายแกรมมี่โกลด์ได้

หญิงลี : คุณกริช ทอมมัส มองว่า แกรมมี่ยังขาดเพลงลูกทุ่งแนวหมอลำซิ่ง เลยถามอาจารย์สวัสดิ์ว่ามีนักร้องหมอลำซิ่งไหม อาจารย์สวัสดิ์ก็ได้ให้โอกาสหญิงลีอีกครั้ง หลังจากที่ท่านดูพฤติกรรมอยู่หลายปีว่าหญิงลีจะเหลาะแหละไหม จะทำให้ผู้ใหญ่เสียไหม จะใจสู้ไหม เพราะนักร้องต้องเกิดมาเพื่อสู้และอดทน ต้องพิสูจน์ตัวเอง สุดท้ายแกรมมี่ก็ให้โอกาสไปคัดเลือก หญิงลีก็แต่งตัวไปแบบจัดเต็ม เป็นหมอลำซิ่งเมียงู พอได้เจอตัวจริง แกรมมี่ก็ยังลังเลว่า หญิงลีจะแก่ไปไหม เพราะอายุจะสามสิบแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้เซ็นสัญญาเป็นนักร้องแกรมมี่ในวันเกิดตัวเอง คือวันที่ 27 มีนาคม 2555 ค่ะ (ยิ้ม)

ชีวิตเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนหลังจากเข้าแกรมมี่

หญิงลี : จากแผนการตลาดที่จริงจังของแกรมมี่ หญิงจึงไม่อยากทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวัง พยายามตั้งใจทำงาน ขยัน และไปในทุกงานที่แกรมมี่จัดให้ จนแฟน ๆ ชื่นชอบและถามหาหญิงลี พร้อม ๆ กับเพลง ‘ขาขาวสาวลำซิ่ง’ ก็ได้รับความนิยมไปด้วย เพราะถือเป็นเรื่องแปลกที่ค่ายใหญ่อย่างแกรมมี่มาทำเพลงหมอลำซิ่งแบบนี้ ด้วยความแปลกและความตั้งใจทั้งของหญิงลีและทีมงาน ทำให้หญิงลีดังมาก เรียกว่าดังเกินร้อยเลยกว่าได้ ตัวหญิงลีเองเป็นคนพูดตรง ไปสัมภาษณ์อะไรก็ตรง ๆ ไม่โกหก เขาถามอะไรมาก็ตอบแบบขำ ๆ ไป เขาถามว่าทำหน้าอกมารึเปล่า หญิงลีก็ตอบว่า ไม่ได้ทำเองค่ะ คุณหมอทำให้ (หัวเราะ) แฟนเพลงชอบที่นักร้องคนนี้พูดตรง ตลก และเป็นตัวของตัวเองดี การดังแบบพลุแตก ทำให้ชีวิตหญิงเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล มีทั้งชื่อเสียงและเงินทองค่ะ

ในฐานะนักร้องเจ้าของเพลง รู้สึกยังไงที่เพลง ‘ขอใจเธอแลกเบอร์โทร’ ได้รับความนิยมและมีคนร้องทั่วประเทศ
หญิงลี : ดีใจมากค่ะ ตอนที่สมเด็จพระเทพรัตนฯ ท่านร้องเพลงนี้ หญิงลีรู้สึกเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลมาก ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็ร้องเพลงนี้ แม้กระทั่งตอนแข่งกีฬาที่ต่างประเทศ พอนักกีฬาไทยชนะการแข่งขันเขาก็เปิดเพลงนี้ (ยิ้มกว้าง)

เวลาพบเจออุปสรรคมีวิธีรับมืออย่างไร
หญิงลี : ที่ผ่านมาหญิงลีเสียน้ำตามาเยอะมากนะคะ แต่ไม่ว่าจะเสียน้ำตามามากแค่ไหน หญิงลีก็อดทนได้ เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ค่ะ ตอนนี้ก็สำเร็จในระดับหนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ถือว่าเร็วและแรงมาก แต่ในความสำเร็จก็กลายเป็นความกดดันสำหรับหญิงลีนะคะ ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้คนไทยผิดหวัง หญิงลีเคยเครียดถึงขนาดจะอยากออกจากวงการด้วย แต่ก็โชคดีที่ได้รับกำลังใจจากทุกคน จนผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ มาได้ค่ะ

ยึดหลักอะไรในการดำเนินชีวิตและการทำงาน
หญิงลี : ความน่ารัก เป็นกันเอง จะช่วยให้เราครองใจผู้คนได้ ทั้งเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และคนดู เมื่อโด่งดังแล้ว จงอย่าเรื่องมาก สิ่งนั้นก็ไม่ได้ สิ่งนี้ก็ไม่ดี ขอให้คิดถึงวันที่ยังไม่ดัง วันที่ยังนอนที่วัด นอนหลังเวที เวลาเราโด่งดัง เราต้องเรียบง่าย ต้องเป็นกันเอง ยิ่งติดดินเท่าไหร่ คนก็จะยิ่งรักเราเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเรื่องมาก คนรอบตัวเขาจะไม่อยากยุ่งกับเรา จำไว้เลยว่าถ้าเราไม่มีกระแส ไม่มีความดัง แล้วเราเรื่องมาก เขาจะไม่สนใจเราอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้คือสิ่งสำคัญสำหรับหญิงลีค่ะ

โด่งดังขนาดนี้ เคยกังวลไหมว่าอนาคตจะไม่ดังแบบนี้แล้ว

หญิงลี : ช่วงที่ดังมาก ๆ หญิงลีก็ตั้งใจเก็บเงิน เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ หญิงลีรู้ว่า ชื่อเสียงมันสามารถดังและดับได้ชั่วข้ามคืน แต่เงินน่ะหมดไม่ได้ เพราะถ้าเงินหมด หญิงลีไม่มีทางหาเงินก้อนใหม่ได้เท่านี้อีกแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสของศิลปิน ถ้าอัลบั้มต่อไปไม่ดังเท่าอัลบั้มแรกก็ไม่เสียใจ เพราะถือว่าขึ้นจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว หญิงลีแค่อยากให้ชีวิตเดินไปเรื่อย ๆ เหมือนนักร้องรุ่นพี่คนอื่นอย่างพี่ต่าย อรทัย แม่นาง ศิริพร พี่จินตหรา ขอประคับประคองให้มีงานร้องเพลง มีเงินลงทุนทำธุรกิจ ได้ทำไร่ทำนา ได้อยู่กับครอบครัว แค่นี้ก็พอแล้ว

วางแผนชีวิตไว้อย่างไรบ้าง

หญิงลี : วางแผนชีวิตทุกวันค่ะ อย่างแรกเลยก็คือเก็บเงิน อย่างที่สองก็คือต้องซื้อตึกและทำบ้านให้เสร็จ หญิงลีลงทุนทำวงดนตรีและธุรกิจด้านความสวยความงามของตัวเองคือ ผลิตภัณฑ์ ‘ลีไลฟ์’ (Lee Life) ในอนาคตอยากมีร้านอาหารสักร้านที่มีเสียงเพลง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ร้องเพลงเองไหม แต่ก็อยากให้มีเสียงเพลงในร้านของตัวเองค่ะ (ยิ้ม)

มีอะไรอยากจะบอกกับน้องๆ ที่มาจากต่างจังหวัดโดยมีความฝันเหมือนหญิงลีบ้างไหม
หญิงลี : หญิงลีมองว่า ตอนนี้มีศิลปินเกิดขึ้นมาเยอะมาก ทุกคนมีโอกาสหมดเลย ถือว่าเป็นโชคดีกว่าคนยุคก่อน เมื่อมีโซเชียลมีเดีย ทุกคนเป็นนักร้องได้ด้วยตัวเอง โดยการแชร์ความสามารถผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านยูทูบ ค่ายเพลงบางค่ายก็จะจับจองเน็ตไอดอลให้มาอยู่ในค่าย ทุกคนมีโอกาสมากกว่าสมัยก่อน หญิงลีอยากให้ฝึกฝนและเรียนรู้ หาเอกลักษณ์ของตัวเองให้เจอ ไม่ก้าวร้าว มีความนอบน้อมถ่อมตน นำเสนอให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย และเมื่อได้เป็นศิลปินจริง ๆ แล้ว ต้องมีความอดทนเป็นที่หนึ่ง ความมุ่งมั่นเป็นที่ตั้ง ความกตัญญูอย่าขาด ความก้าวร้าวอย่าเกินไป อย่าลืมคนที่เคยเคียงข้างและมีบุญคุณต่อกันมา ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย ค่ายเพลง หรือสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุน แม้กระทั่งแฟนเพลงที่มายืนดูเรา ไม่ว่าจะมาเพียงหนึ่งคนหรือหมื่นคน ต้องให้คุณค่ากับเขา เพราะเขาเหนื่อยไม่น้อยเวลามาดูเรา เราต้องทำให้เขาสมหวัง ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้คนดูรู้สึกว่าเราเต็มที่ อย่าทำให้เขาผิดหวังค่ะ
    ทั้ง ‘ไมค์ ภิรมย์พร’ และ ‘หญิงลี ศรีจุมพล’ ต่างพิสูจน์แล้วว่า ท่ามกลางอุปสรรคและขวากหนาม ถ้ามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และอดทน ก็จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็น ‘เพชร’ เม็ดงามเจิดจ้าประดับวงการตามความฝันได้ไม่ยาก แล้วคุณล่ะ มีคุณสมบัติและความอดทนมากพอที่จะโดนเจียระไนเป็น ‘เพชร’ หรือยัง ?

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);