นัดพบนักเขียน : รู้จักศาสตร์พระราชา ผ่านนวนิยาย ‘รักห่มฟ้า’
    Search
  
02
นัดพบนักเขียน : รู้จักศาสตร์พระราชา ผ่านนวนิยาย ‘รักห่มฟ้า’
 
 

นัดพบนักเขียน : รินคำ  ภาพ : สถาพรบุ๊คส์
All magazine ธันวาคม 2559

รู้จักศาสตร์พระราชา ผ่านนวนิยาย ‘รักห่มฟ้า’
รู้จักศาสตร์พระราชา ผ่านนวนิยาย ‘รักห่มฟ้า’

      หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา บรรยากาศของประเทศมีแต่ความเศร้าโศกและความรักความอาลัยของเหล่าพสกนิกรชาวไทย เนื่องจากตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ทรงทำงานหนักและวางรากฐานการพัฒนาประเทศไว้มากมาย เช่น หลักเศรษฐกิจพอเพียง โครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ รวมทั้งแนวทาง ‘ศาสตร์พระราชา’ ซึ่งได้ขยายผลไปยังต่างประเทศจนได้รับการยอมรับเป็นศาสตร์ของโลกไปแล้ว
    ‘นัดพบนักเขียน’ ฉบับนี้ ขอนำคุณผู้อ่านมาพูดคุยกับ 5 นักเขียนที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์นวนิยายชุด ‘รักห่มฟ้า’ อันได้แก่ ‘พระจันทร์กลางใจ’ โดย ญนันทร, ‘ใต้แสงดารา’ โดย ซ่อนกลิ่น, ‘ฟ้าล้อมทราย’ โดย คณิตยา, ‘พรายแสนดาว’ โดย กรรัมภา และ ‘พราวเวหา’ โดย ลัลล์ลลิล ซึ่งนวนิยายชุดนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจในการช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงจากโครงการ ‘กำลังใจ’ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและแบ่งปันน้ำใจแก่ผู้ผิดพลาดและด้อยโอกาสทางสังคม รวมทั้งยังได้น้อมนำแนวทางของ ‘ศาสตร์พระราชา’ มาเป็นประเด็นสำคัญในการที่จะทำให้ผู้ที่ก้าวพลาดได้กลับมามีที่ยืนในสังคมไทยต่อไป
     ขอเชิญทำความรู้จัก ‘ศาสตร์พระราชา’ ผ่านนวนิยายชุด ‘รักห่มฟ้า’ จากฝีมือการประพันธ์ของ 5 นักเขียนไปพร้อม ๆ กัน

ญนันทร  ผู้เขียน ‘พระจันทร์กลางใจ’
ญนันทร

     ‘ญนันทร’ อดีตพยาบาลสาว ผู้ผันตัวเองมาเขียนหนังสือด้วยการทดลองเขียนนิยายออนไลน์ในวันที่ไม่ได้ขึ้นเวร จากความชอบอ่านหนังสือ ทำให้เธอชอบการเขียนหนังสือเข้าอย่างจัง เมื่อชีวิตมาถึงทางเลือกที่ต้องดูแลลูก เธอคุยกับสามี และตัดสินใจออกจากงานมาเขียนนวนิยายเต็มตัว ‘ญนันทร’ บอกว่า “หลักการเขียนนวนิยายที่ยึดมาโดยตลอดคือการมีพล็อตและตัวละครที่เข้มแข็ง แล้วทุกอย่างจะทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ”
      การได้ทำงานในชุด ‘รักห่มฟ้า’ นับเป็นครั้งแรกที่ ‘ญนันทร’ ได้ทำงานร่วมกับพี่น้องนักเขียนคนอื่น เพราะนวนิยาย 8 เล่มที่ผ่านมาเป็นการเขียนคนเดียวทั้งหมด “การได้ช่วยกันทำงาน คิดพล็อต เสริมประเด็นต่าง ๆ ก็สนุกดีค่ะ ได้ทำงานร่วมกัน ไปหาข้อมูลลงพื้นที่ด้วยกัน อย่างชื่อเรื่อง ‘รักห่มฟ้า’ เราก็ช่วยกันคิด ยากกว่าคิดพล็อตอีกนะคะ เพราะต้องการให้ชื่อคล้องจองกัน และสื่อถึงธีมข้างในเล่มด้วย”
      พระจันทร์กลางใจ’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของผู้ต้องขังหญิงที่ออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกหลังจากพ้นโทษ “ก็พูดถึงเรื่องการยอมรับ การให้โอกาส และการกลับตัวเป็นคนดีสู่สังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวนะคะ การหาข้อมูลก็ได้รับข้อมูลเรื่องยาเสพติดจากโครงการกำลังใจฯ สถิติและงานวิจัยของผู้ต้องขังจากกระทรวงยุติธรรม รวมไปถึงการบำบัดยาเสพติดของผู้ต้องขัง ทุกอย่างค่อนข้างมีรายละเอียดมาก พอได้ข้อมูลก็เอามาย่อยเพื่อเขียนลงในนวนิยายค่ะ”
      “ส่วนการเดินเรื่อง ก็จะเล่นกับแรงเสียดทานของคนในสังคมที่มีต่อนางเอกซึ่งเป็นอดีตผู้ต้องขังหญิง จะเขียนในความเป็นจริงค่ะ ไม่มีใครยอมรับเรื่องอดีตได้หรอก จนกว่าเธอจะพิสูจน์ตัวเองได้ว่ากลับตัวกลับใจแล้วจริง ๆ มีอุปสรรคและความท้าทายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายระหว่างพระเอกและนางเอก สองคนนี้เขาจะช่วยเยียวยาวซึ่งกันและกัน เพราะนางเอกก็ท้อหลายครั้ง พระเอกเป็นคนดึงนางเอกให้ลุกขึ้นสู้ ส่วนพระเอกเองก็มีปมปัญหาในใจ นางเอกก็เป็นคนช่วยซัพพอร์ต ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ตรงกับคอนเซ็ปต์ที่ว่า ทุกคนควรช่วยให้อดีตผู้ต้องขังกลับมายืนอยู่ในสังคมให้ได้อีกครั้งค่ะ”
      ‘ญนันทร’ เล่าถึงบรรยากาศการลงพื้นที่จริงว่า “ครั้งแรกที่เจอผู้ต้องขังหญิงก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน แต่พอได้คุยกับเขา ก็พบว่า เขาเป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรานี่แหละ แค่เขาเคยทำผิดพลาดเท่านั้นเอง ได้ฟังผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า อยากให้คิดว่า ผู้ต้องขังที่ออกไปแล้ว เขาคือผ้าขาวนะ เพราะเขาได้ชดใช้ความผิดที่ทำไว้หมดไปแล้ว เขาเปรียบเสมือนเป็นคนที่เกิดใหม่ คุณก็ไม่ควรที่จะมีอคติกับเขาอีกแล้ว ก็คิดตามว่าจริง ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองมีทัศนคติที่ดีกับผู้ต้องขังมากขึ้น และเข้าใจในกระบวนการยาเสพติดมากขึ้นด้วย และถึงแม้ว่าจะใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ลงไปค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้อยากให้คนอ่านเครียดนะคะ ยังคงอยากให้ได้รับความบันเทิงอยู่เหมือนเดิม เพราะมันคือนวนิยายค่ะ”
      สำหรับความรู้สึกที่ได้ทำงานชุดนี้ ‘ญนันทร’ กล่าวว่า “ภูมิใจมากและเป็นเกียรติที่สุดในชีวิตค่ะ เพราะได้เห็นพระเมตตาที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภามีต่อผู้ต้องขังหญิง ทรงมีพระดำริอันแน่วแน่ที่ต้องการช่วยเหลือเขาเหล่านั้น เมื่อต้องกลับไปสู่โลกภายนอกอีกครั้ง อยากให้คนไทยได้เห็นและเข้าใจถึงพระวิริยะของพระองค์และช่วยกันให้โอกาสผู้ต้องขังหญิงตามที่พระองค์ได้ทรงริเริ่มไว้ค่ะ”


ซ่อนกลิ่น ผู้เขียน ‘ใต้แสงดารา’

ซ่อนกลิ่น ผู้เขียน ‘ใต้แสงดารา’
      ‘ซ่อนกลิ่น’ เป็นนักเขียนหนุ่มที่มักถูกชวนไปเขียนนวนิยายชุดรวมกับนักเขียนหญิงในซีรีส์ต่าง ๆ อยู่เสมอ จากวิศวกรหนุ่มผู้ผันตัวเองมาเขียนวนิยายรักจนมีผลงานเกือบ 40 เล่ม เขาเริ่มต้นเล่ากับเราถึงนวนิยายชุดนี้ว่า “โจทย์ที่ได้รับค่อนข้างยาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องยาเสพติด ผู้ต้องขัง กฎหมาย การทูต ซึ่งแต่ละอย่างค่อนข้างยากและหนักครับ”
      ‘ใต้แสงดารา’ เป็นชื่อนวนิยายที่ ‘ซ่อนกลิ่น’ รับผิดชอบเขียนในชุดนี้ เขาบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้โอกาสผู้ต้องขังหญิง รวมทั้งเรื่องของจิตใจผู้ต้องขังหญิงเมื่อต้องต่อสู้กับแรงเสียดทานของสังคมเมื่อได้ออกมาใช้ชีวิตปกติ “นางเอกเป็นผู้ต้องขังที่ถูกพักโทษ ตอนนั้นถือว่าเขายังได้รับโทษอยู่ แต่ก็สามารถออกมาใช้ชีวิตข้างนอกได้ แล้วมาเจอพระเอกซึ่งเป็นผู้คุมประพฤติ” ‘ซ่อนกลิ่น’ ได้ไปลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลจริงหลายครั้ง “ผมมีโอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในทัณฑสถานหญิงบางแห่ง พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามโครงการพระดำริ เช่น มีห้องสมุด มีการจัดเสวนาสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ต้องขัง ฯลฯ แล้วก็ได้ไปพูดคุยกับผู้ต้องขังหญิงจริง ๆ ครั้งไปลงพื้นที่ที่เรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย ผมได้สัมผัสว่าเขารู้สึกอย่างไร ผู้ต้องหาหญิงส่วนใหญ่ก็คือโดนผู้ชายหลอก โดยเฉพาะหลอกให้ขายยาบ้า ซึ่งพอถูกจับ ผู้ค้ารายใหญ่เขาก็ไม่ได้มาดูดำดูดีหรอกครับ ผมได้มีโอกาส สัมภาษณ์ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติ ซึ่งเป็นคนทำงานด้านนี้จริง ๆ ด้วย ท่านก็กรุณานำประสบการณ์ตรงมาเล่าให้ฟังในเรื่องเกี่ยวกับการทำงานของสำนักงานคุมประพฤติที่เราไม่ค่อยรับรู้เท่าไหร่ ผมก็ได้มานำเสนอไว้ในนวนิยายครับ”
      เมื่อผู้ต้องขังหญิงกลับสู่โลกภายนอกอีกครั้ง ‘ซ่อนกลิ่น’ ให้ความเห็นว่า “เป็นใครก็คงระแวง ผมเข้าใจทั้งสองฝ่ายนะครับ ฝ่ายหนึ่งอยากได้โอกาส อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่แน่ใจ จะทำอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ นั่นก็คือโครงการกำลังใจในพระดำริของพระองค์ภาฯ การทำงานชิ้นนี้ ทำให้ผมได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง ผู้ต้องขังบางคน แม้ตั้งใจว่าจะไม่กลับเข้าไปสู่วังวนของยาเสพติดอีกแล้ว แต่เมื่อเจอความกดดันและแรงเสียดทานจากโลกภายนอก ไม่มีงานทำ ไม่มีคนคบ เขาก็กลับไปสู่วงจรเดิม ๆ อีก นี่คือจุดกำเนิดของการฝึกอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกได้”
    ‘ซ่อนกลิ่น’ ภูมิใจกับงานชิ้นนี้มาก ถือเป็นการทำงานที่ได้ตอบแทนแผ่นดิน ตอบแทนสังคม “แม้จะเป็นงานที่ยาก เพราะมีเรื่องข้อเท็จจริงอยู่เต็มไปหมด ผมเองก็ไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาด แต่การเขียนในลักษณะนี้ เรามุ่งเป้าความเป็นนวนิยาย ไม่ใช่สารคดี ก็ต้องแบ่งสัดส่วนให้เหมาะสมทั้งความสนุกและข้อเท็จจริง ผมอยากให้คนอ่านรับรู้ถึงกระบวนการยุติธรรมและการให้โอกาสคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหรือใครก็ตาม ผมมองว่าไม่มีใครอยากทำผิด แต่เมื่อทำผิดพลาดไปแล้ว เขาก็ย่อมอยากได้รับโอกาส ถ้าเขาได้รับโอกาส เขาก็ย่อมอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้มีชีวิตใหม่เหมือนกัน”



                                                                                           คณิตยา ผู้เขียน ‘ฟ้าล้อมทราย’
คณิตยา ผู้เขียน ‘ฟ้าล้อมทราย’     ’นักข่าวสาวเจ้าของนามปากกา ‘คณิตยา’ เขียนหนังสือมากว่า 10 ปี มีผลงานของตัวเองมาแล้ว 13 เล่ม นวนิยายในชุด ‘รักห่มฟ้า’ ถือเป็นงานเขียนลำดับที่ 14 แนวเขียนที่เธอถนัดคือแนวรักโรแมนติก
      ‘ฟ้าล้อมทราย’ เป็นภารกิจสำคัญที่ ‘คณิตยา’ รับผิดชอบ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับบทบาททางการทูต “ในเล่มจะสะท้อนว่าประเทศไทยใช้บทบาททางการทูตอย่างไร เพื่อขยายผลในเรื่อง ‘ศาสตร์พระราชา’ ซึ่งเป็นแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รวมทั้งโครงการของสมเด็จย่าที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดไปสู่เวทีนานาชาติ จะทำอย่างไรให้นานาชาติยอมรับ รวมไปถึงการผลักดันเรื่องการดูแลผู้ต้องขังหญิงในโครงการ ‘กำลังใจ’ ของ พระองค์ภาฯ ด้วย โดยล่าสุดพระองค์ภาฯ ได้นำแนวทางเลือกของศาสตร์พระราชาและเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาช่วยให้ผู้ต้องขังที่ออกไปแล้ว ไม่หวนกลับมาทำผิดอีก โดยให้มีอาชีพรองรับ” ‘คณิตยา’ ได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาสร้างเป็นนวนิยายผ่านตัวละครต่าง ๆ โดยมีภารกิจสำคัญของชาติเป็นตัวประกัน
      ‘คณิตยา’ เล่าว่า ตลอด 7 เดือนของการทำงานร่วมกันกับพี่น้องนักเขียน นวนิยายชุดนี้ทำให้เธอเติบโตขึ้นมาก เพราะต้องหาข้อมูลอย่างระมัดระวังและรอบคอบอย่างที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องข้อเท็จจริงในโครงการพระราชดำริต่าง ๆ  การลงพื้นที่จึงเป็นสิ่งที่นักเขียนกลุ่มนี้ขาดไม่ได้ “ฉากที่เขียนส่วนมากจะเกิดในต่างประเทศ คือกรุงเวียนนา แต่การได้ไปดูงานร่วมกันที่เชียงราย ก็ถือเป็นการไปดูบรรยากาศ เห็นบรรยากาศการทำงานในโครงการของสมเด็จย่า ที่ท่านนำมาใช้แก้ไขปัญหายาเสพติด มีการหยิบมา ประกอบเรื่องบ้าง โดยนำบรรยากาศความสำเร็จของโครงการต่าง ๆ มาบรรยายเพื่อใช้โน้มน้าวทางการทูต และแสดงให้เห็นว่า เมื่อสถาบันกษัตริย์ดำเนินโครงการช่วยเหลือประชาชนแบบนี้ ทุกคนจะมีทางรอด มีโอกาส และมีอาชีพเลี้ยงตัว”
      เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อนวนิยายชุดนี้ ‘คณิตยา’ บอกว่า “อยากให้คนที่อ่านได้ซึมซับซาบซึ้งกับสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงวางรากฐานไว้ อยากให้เห็นความพยายามของพระองค์ที่ทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อคนไทยมาโดยตลอด แล้วก็อยากให้คนอ่านมีความเพลิดเพลิน ได้เห็นการทำงานของนักการทูต ที่บางคนอาจมองว่า เป็นชีวิตที่สวยงาม ใส่สูท จิบไวน์ตลอดเวลา อยากจะบอกว่าไม่ใช่เลย ชีวิตนักการทูตในต่างประเทศเป็นงานที่ต้องดูแลช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนตลอด 24 ชั่วโมง แถมยังต้องอาศัยชั้นเชิงในการทำงานเพื่อให้ภารกิจต่าง ๆ ของชาติสำเร็จลุล่วงไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ การได้มีส่วนร่วมในนวนิยายชุดนี้ ถือเป็นเกียรติประวัติของตัวเองอย่างที่สุดค่ะ”


กรรัมภา ผู้เขียน ‘พรายแสนดาว’
กรรัมภา ผู้เขียน ‘พรายแสนดาว’
     สาวสวยวัย 27 ยิ้มเก่งนาม ‘กรรัมภา’ เขียนนวนิยายมาตั้งแต่เรียนชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จนกระทั่งเรียนจบ ปัจจุบันเธอเขียนนวนิยายมาแล้วประมาณ 20 เล่ม และยึดอาชีพ ‘นักเขียน’ แทนวิชาชีพที่เธอร่ำเรียนมา เธอบอกอย่างภูมิใจว่า “แฟนหนังสือของกรรัมภา จะรู้เลยว่าแนวถนัดของกรรัมภาคือแอ๊คชั่นดราม่า ระเบิดภูเขาเผากระท่อมค่ะ”
    ‘กรรัมภา’ ได้รับมอบหมายให้เขียนเรื่อง ‘พราวแสนดาว’ ร่วมกับพี่ ๆ อีก 4 คน “เล่มนี้จะเน้นเรื่องโครงการ Alternative Development (AD) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ศาสตร์พระราชา’ คือการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะนำมาปรับใช้กับผู้ต้องขังหญิงเพื่อไม่ให้เขาหวนกลับทำผิดอีก ภายในเล่มเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณหมอคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ โดยไม่รู้จักคำว่า ‘ศาสตร์พระราชา’ จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอได้มีโอกาสไปทำงานเป็นแพทย์อาสา เธอก็พบว่าสิ่งเหล่านี้จับต้องได้จริง คำว่า ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ไม่ใช่แค่การปลูกผัก แต่มีเรื่องความไม่ประมาท การประมาณตน การสร้างภูมิคุ้มกัน และอื่น ๆ อีกค่ะ”
      ‘พราวแสนดาว’ เดินเรื่องผ่านตัวละครชื่อ ‘ตวิษา’ ซึ่งเป็นแพทย์อาสาที่ออกมาทำงานบนดอยสูง เธอได้พบกับพ่อเลี้ยงภูผา ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับขบวนการยาเสพติดที่เหมือนกับคนรักเก่าของเธอราวกับเป็นคนคนเดียวกัน ตวิษาจึงเริ่มพิสูจน์อะไรบางอย่างด้วยการเข้าหาและพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
      เมื่อต้องเขียนถึงเรื่องราวบนดอยสูงและขบวนการค้ายาเสพติดตามบริเวณตะเข็บชายแดน การลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลจริงที่จังหวัดเชียงรายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ‘กรรัมภา’ เล่าว่า “ดีใจที่ได้มีโอกาสไปเห็นสถานที่จริง การปฏิบัติงานจริง ทำให้เข้าใจในเรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้นและนำมาถ่ายทอดต่อได้อย่างสมบูรณ์ขึ้นด้วย อย่างตอนที่ได้ไปดูโครงการต่าง ๆ ของสมเด็จย่า เช่น โครงการทำกระดาษสา ก็ได้นำมาเขียนเป็นอาชีพของชาวบ้านในเรื่องด้วยค่ะ” สำหรับการเป็นนักเขียนนวนิยายที่เคยเขียนแต่งานที่เกิดจากจินตนาการของตัวเอง หากเล่มนี้ ‘กรรัมภา’ ต้องเขียนโดยมีโจทย์กำหนด นักเขียนสาวบอกว่า “เขียนยากค่ะ เพราะเป็นงานใหญ่ แล้วก็ต้องเชื่อมโยงกับพี่ ๆ นักเขียนคนอื่นด้วย แต่ได้ประสบการณ์จากการทำงานชิ้นนี้เยอะมาก ทั้งการไปดูงานที่เชียงราย ได้เห็นการทำงานของทหารและตำรวจ และได้สัมผัสกับสถานที่จริง”
     ‘กรรัมภา’ บอกว่าภาคภูมิใจกับนวนิยายชิ้นนี้มาก ตอนแรกไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะสามารถทำได้ แต่ในที่สุดเธอก็ทำได้สำเร็จ “เป็นงานที่ทั้งภูมิใจ ทั้งตื้นตัน เรียกว่าเป็นทุกอย่างจริง ๆ ค่ะ เมื่อคนอ่านได้อ่านงานชิ้นนี้แล้ว ก็คิดว่า เขาจะได้รู้จักการทำงานของกระบวนการยุติธรรม หลักเศรษฐกิจพอเพียง การให้อภัยกับผู้ที่เคยผิดพลาด เพราะถ้าเขาได้รับโอกาส เขาก็ไม่อยากกลับไปทำความผิดอีก ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดีมาก ๆ ค่ะ”



                                                                                            ลัลล์ลลิล ผู้เขียน ‘พราวเวหา’
ลัลล์ลลิล ผู้เขียน ‘พราวเวหา’      ตลอดระยะเวลา 8 ปี บนถนนวรรรณกรรม ‘ลัลล์ลลิล’ สาวน้อยหน้าใสจากรั้วนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์คนนี้ มีผลงานเขียนมาแล้วถึง 30 เล่ม เธอเล่าแกมขำว่า เริ่มต้นเขียนหนังสือครั้งแรกเพราะเรียนหนังสือแล้วเครียด เลยตัดสินใจลองเขียนนิยายดู แล้วก็มีสำนักพิมพ์ติดต่อมาขอตีพิมพ์ เลยได้เข้าวงการมาตั้งแต่บัดนั้น
เมื่อได้รับการติดต่อให้เขียนนวนิยายในชุดนี้ ‘ลัลล์ลลิล’ บอกว่า ดีใจมาก เพราะเป็นงานที่ท้าทาย ต้องทำงานเป็นทีม และทุกเล่มเกี่ยวโยงกันหมด “ได้เขียนเรื่อง ‘พราวเวหา’ ค่ะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอัยการกับทหารสายลับ เน้นเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม พระเอกเป็นทหารสายลับไปแผงตัวอยู่กับราชายาเสพติดหัวหน้าชนกลุ่มน้อยทางฝั่งพม่า นางเอกเป็นอัยการ ก็ต้องผูกเรื่องให้เจอกัน เกิดความรักในช่วงที่พบเจอความลำบาก มีฉากสืบพยาน เพื่อให้คนอ่านเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและกระบวนการทำงานของศาลมากขึ้นค่ะ”
      การลงพื้นที่ที่จังหวัดเชียงราย ก็ช่วยให้ข้อมูลของ ‘ลัลล์ลลิล’ แน่นขึ้น เพราะได้คุย ได้เห็น และได้สัมผัสกับพื้นที่จริง “ได้เข้าไปที่ฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบ กองร้อยที่ 2 ฉก. ม.2 กกล.ผาเมือง พี่ทหารอธิบายให้ฟังว่าทำงานอย่างไร ได้เห็นเส้นทางต่าง ๆ จากแผนที่จำลอง ถือว่าได้ประโยชน์มาก เพราะก่อนไป เขียนเรื่องการเดินทางในป่าไว้แบบเดินตรงอย่างเดียว (หัวเราะ) พอเห็นของจริง เขาชี้โน่นชี้นี่ให้ดู ต้องข้ามภูเขา ข้ามแม่น้ำเยอะมาก ทำให้รู้ว่าเดินเร็วแบบที่เราคิดไม่ได้ เลยต้องเพิ่มจำนวนวันในการเดินในป่าเข้าไปค่ะ”
      ในฐานะที่เรียนจบด้านกฎหมาย ‘ลัลล์ลลิล’ ได้ใช้ความรู้อย่างเต็มที่ในนวนิยายเล่มนี้ “พราวเวหาไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขังหญิงมากนัก แต่ก็มีส่วนเกี่ยวโยงกันเพราะเป็นเรื่องของยาเสพติด และเรื่องของการให้โอกาส คนส่วนมากจะมองว่า อัยการเป็นอาชีพที่เอาคนเข้าคุก แล้วในฐานะที่พระองค์ภาฯ ท่านก็เป็นอัยการ แต่ท่านก็ทำโครงการกำลังใจคือการให้โอกาสผู้ต้องขังหญิงด้วย แอบสงสัยลึก ๆ ว่ามันค้านกันไหม แต่ก็เคยอ่านเจอว่า ท่านบอกว่าในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ขาวหรือดำทั้งหมด บางครั้งมันก็เป็นสีเทา ๆ คนที่เขาทำผิดพลาด ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกลงโทษตลอดชีวิต เขาควรได้รับโอกาส ก็เลยเขียนให้นางเอกได้ไปเข้าร่วมกับโครงการกำลังใจ แล้วไปเจอจำเลยที่นางเอกเคยสั่งฟ้องให้เข้าคุก อยากแสดงให้เห็นว่า แม้เราจะเป็นฝ่ายที่เอาคนเข้าคุก แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าอยากแก้ปัญหาในภาพรวมของกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างก็ต้องวนเข้ามาหากันหมด ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างทำค่ะ
      เมื่อถามว่าอยากให้คนอ่านได้อะไรจากนวนิยายชุดนี้ ‘ลัลล์ลลิล’ บอกว่า “มันเป็นนิยายนะคะ อย่างแรกก็ต้องได้ความสนุกก่อน แล้วถึงจะเป็นความรู้ทางกฎหมาย ความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมที่เราสอดแทรกไว้ คุณไม่รู้หรอกว่าในอนาคตข้างหน้า คุณอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การรู้เรื่องกฎหมายไว้บ้างก็ไม่เป็นการเสียหายอะไรค่ะ”
    นวนิยายชุด ‘รักห่มฟ้า’ คงเปรียบดั่งความรักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์มีต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา ก็อยู่ที่ว่า เราจะนำ ‘หลักชีวิต’ ที่พระองค์เพียรพยายามสอนเรามาตลอด ไปปรับใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ...เท่านั้นเอง

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);