เรื่องเด่นประจำเดือน : ฟัง พูด สร้างสุข สร้างโลก
    Search
  
01
เรื่องเด่นประจำเดือน : ฟัง พูด สร้างสุข สร้างโลก
 
 

เรื่องเด่นประจำเดือน : ชรีวจี  ภาพ : อนุชา ศรีกรการ / อินเตอร์เน็ต
All magazine ธันวาคม 2559


ฟัง พูด สร้างสุข สร้างโลก

     เรื่องเด่นฯ ส่งท้ายปีนี้ ขอ ‘ส่งความสุข’ (ส.ค.ส.) ให้นักอ่าน ด้วยวิธีการง่าย ๆ แค่ ฟัง - พูด ทว่าเรามี 2 แนวคิด 2 แนวทาง ที่แตกต่างอย่างเกือบสิ้นเชิงมานำเสนอ... ก่อนอ่าน ใครคิดว่าแบบไหนใช่ ไม่ใช่ ลองทดไว้ เพราะแม้แนวทางจะต่าง แต่ปลายทางเป็นเส้นเดียวกัน คือ สร้างขวัญ กำลังใจ สร้างชีวิตใหม่ให้ใครก็ตามที่กำลังต้องการ ‘พลัง’ จาก ‘ใครสักคน’

ฟัง พูด สร้างสุข สร้างโลก

การฟัง

    ในฝั่งของการฟัง สมาคมสะมาริตันส์ที่มีความเชื่อและความศรัทธาในการฟังจะมาให้ความกระจ่างกับเรา
‘รับฟังทุกเรื่องด้วยใจ’ คือคติของสมาคมฯ เพราะคนที่ทุกข์คือคนที่กำลังโดดเดี่ยว ที่นี่จึงรับฟังโดยปราศจากเงื่อนไข
สะมาริตันส์ เปิดสายให้คนโทรเข้าไปพูดคุยที่เบอร์ 0 - 2713 - 6793 เป็นระยะเวลากว่า 30 ปีแล้ว โดย ศ.นพ. อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม นำเข้ามาจากประเทศอังกฤษ
และวันนี้ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ‘คุณตระการ เชนศรี’ ให้เกียรติมาบอกเล่าวิธีการเติมพลังให้คนรอบข้างด้วยการ ‘ฟังด้วยหัวใจ’

ที่ปรึกษา

    คุณตระการเล่าเหมือนเป็นนิทานให้เราฟังว่า สมาคมสะมาริตันส์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2496 ที่ประเทศอังกฤษ โดยบาทหลวงคริสต์ นาม แชด วาราห์ (Dr. Chad Varah) เป็นสมาคมที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา แต่เกิดจากการที่ท่านถูกเชิญไปทำพิธีศพเด็กสาววัยเพียง 12 ปีที่ประจำเดือนมาครั้งแรกแล้วฆ่าตัวตาย เพราะเข้าใจผิดว่าตนเป็นคนบาป
บาทหลวงทราบเรื่อง ก็รู้สึกว่าน่าเศร้า เด็กคนนี้แค่ไม่มีความรู้ ด้วยว่าชาวอังกฤษยุคนั้นที่ขาดความรู้มีเยอะมาก บาทหลวงจึงอยากตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแบบไม่เก็บเงินแก่คนยากจน เมื่อเป็นของฟรี ก็มีคนมาเป็นร้อย แต่มีบาทหลวงคนเดียวที่ให้คำปรึกษาได้ จึงเกิดเหตุการณ์พิเศษซึ่งเป็นที่มาของสมาคมฯ ขึ้น

ฟัง พูด สร้างสุข สร้างโลก     ขณะที่บาทหลวงเชิญคนเข้าห้องให้คำปรึกษาได้ทีละคน ๆ นั้น กว่า 90 คน ที่ต่อแถวรอล้วนหน้าตาโศกเศร้า พนักงานธุรการที่สะสางงานของตนเสร็จแล้วเห็นเข้า จึงไปพูดคุยอย่างนุ่มนวล “ไม่สบายใจอะไร ถึงมาหาบาทหลวงครับ” ผู้ฟังก็ปรับทุกข์ “สามีทิ้งฉันไป” “ฉันมีหนี้สิน” คุยไปสักพัก ปรากฏว่าคนต่อแถวสั้นลงเรื่อย ๆ ทั้งที่ธุรการไม่เคยผ่านการอบรม ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา คุยจบ ธุรการก็ตบไหล่ แสดงความเห็นใจ พอคนเหล่านั้นรู้สึกว่าสบายใจ มีเพื่อน ได้คุย ได้ระบาย ก็รู้สึกดีขึ้นจึงกลับบ้านไป
    บาทหลวงออกมาจากห้อง ตอนแรกก็โมโหมาก เรียกธุรการมาตำหนิ “คนทุกข์ยากเหล่านั้นหายไปไหนหมด พวกเจ้าไล่เขาไปหรือไง”
     ธุรการก็ตอบไปตามความจริง “เปล่าครับ พวกผมไม่ได้ให้คำปรึกษาเลย แค่ไปฟังเขาคุย ไปแสดงความเห็นใจ เขาก็พูดออกมา จนสบายใจขึ้น รู้วิธีแก้ปัญหา ก็เลยกลับไปแล้ว”
     บาทหลวงเลยคิดขึ้นมาว่า “จริง ๆ แล้วคนที่มีความทุกข์ เขาไม่ได้ต้องการให้ใครมาชี้แนะ ว่าจะแก้ปัญหายังไง เขาต้องการใครสักคนเห็นอกเห็นใจ รับฟัง”
ตั้งแต่วันนั้น บาทหลวงจึงเปลี่ยนวิธีการมาเป็นการให้คนมีความทุกข์ได้ระบาย แล้วรับฟังเขา

อยากได้ ‘เพื่อน’ คุยรึเปล่า
    “เรารับฟังเขาโดยไม่มีเงื่อนไข ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น เข้าใจความรู้สึก เข้าใจอารมณ์ของเขา”
ที่นี่ไม่ใช่ศูนย์ให้คำปรึกษา แต่เป็นศูนย์รับฟัง อาสาสมัครของสมาคมฯ ก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา แต่เป็นบุคคลทั่วไปที่สนใจสละเวลามาช่วยเหลือ โดยผ่านการคัดกรองของสะมาริตันส์ ซึ่งจำลองการฝึกจากสถานการณ์จริงที่เคยมีคนโทรเข้ามา เปิดอบรม ปีละ 2 ครั้ง ใช้เวลาฝึก 4 - 6 เดือน และมีหลักการสำคัญ คือ
    “1. คุณต้องมองเห็นคุณค่าชีวิตเพื่อนมนุษย์ คือถ้าคุณมาทำโดยที่คุณมองไม่เห็นคุณค่าเพื่อนมนุษย์ มันก็ไม่เกิดประโยชน์
    2. ตัวคุณเองต้องเข้มแข็งพอสมควร จะต้องไม่เอาสัมภาระแห่งอารมณ์กลับบ้านไป หลังจากคุยเสร็จ ต้องจบลงตรงนั้น ต้องไม่อินจนตัวเองไปซึมเศร้าหรือติดกับภาวะทุกข์”
    ปัจจุบันสะมาริตันส์ทำงานทั้งปี ไม่มีวันหยุด แต่ยังไม่สามารถดำเนินการ 24 ชั่วโมงได้ เพราะอาสาสมัครยังไม่เพียงพอ จึงให้บริการเวลา 12.00 - 22.00 น. โดยมีอาสาสมัครหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป

ฟัง พูด สร้างสุข สร้างโลก

พูดไม่ค่อยเก่ง แต่ ‘รับหมดใจ’
    สะมาริตันส์เปรียบตัวเองเป็นกระจก ให้คนคิดข้อดีข้อเสียเอง ตัดสินใจเอง ชั่งน้ำหนักเอง แต่จะไม่บอกว่าให้เดินไปทางไหน แค่อยู่เป็นเพื่อนช่วยคิด เน้นการอยู่กับเขา
    “บางครั้งปัญหาที่เขาเจอมันเกิดจากการกระทำหลายอย่างของเขา เขาสร้างปัญหาอะไรขึ้นมา บางทีเป็นเรื่องน่าอับอาย เรื่องร้าย ๆ แต่เราไม่เลือก ว่าเขาเป็นคนดี คนไม่ดี หรืออะไรก็ตาม ณ เวลานั้นเขาคือเพื่อนเรา เราต้องทำตรงนี้ให้ได้ ต้องเอาบรรทัดฐานของเราออกไป รับฟังเขา ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น เขาจะรู้สึกว่าเรายอมรับ การที่เราไม่พูดอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองกำลังถูกตัดสิน จะทำให้เขาพรั่งพรูความทุกข์ออกมาได้มาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้เขาบรรเทาความทุกข์ลงไปได้มาก เราไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหานะ แต่หน้าที่ของเราคือประคองอารมณ์”
    ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าสะมาริตันส์จะปรานีปรานอมมาตรฐานทางศีลธรรม เพียงแต่ ณ เวลานั้น อาสาสมัครจะวางสิ่งเหล่านั้นออกไป แล้วฟังในฐานะเพื่อน ให้คำปรึกษา ให้เวลา ยอมรับอย่างที่เป็น ตั้งใจฟัง ให้ความเป็นมิตร จริงใจ
“เราสะท้อนครับ คือเรามีความเชื่อ มีปรัชญาของเราว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง แต่หลายคนแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะภาวะอารมณ์เขาอยู่ในภาวะวิกฤติ สิ่งที่เราทำได้คือดึงภาวะวิกฤติทางอารมณ์ของเขามาสู่ภาวะปกติ พอดึงมาสู่ภาวะปกติแล้ว เขาจะเริ่มคิดได้ ว่าจะแก้ปัญหายังไง แต่ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น เราสามารถช่วยเขาได้ ถึงแม้เราจะไม่ได้แนะนำ แต่เราฟังจากสิ่งที่เขาเล่า แล้วช่วยเขาเรียบเรียง”

อย่าลืม ‘เล่าสู่กันฟัง’

    ใครที่ยังทุกข์ ยังมีปัญหาอะไรก็ตาม รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว ต้องสู้กับปัญหาด้วยตัวเอง สะมาริตันส์บอกมาว่า “ลองหาใครสักคนที่คุณไว้ใจ คุยกับเขา ใครสักคนที่คุณมั่นใจได้ว่าเขาจะรับฟัง โดยไม่ตัดสินคุณ ไม่ว่าคุณ อยู่ฝ่ายคุณ ปรับทุกข์กับเขา จะช่วยได้มากครับ”
    ปีใหม่นี้ เราขอส่งความปรารถนาดี ให้นักอ่านได้พบสิ่งดี ๆ ในชีวิต คนเราทุกคนล้วนมีคุณค่า บางครั้งแค่มองไม่เห็น พยายามหาคุณค่าของตัวเองให้เจอ สุขที่แท้จะมาแห่คุณแน่นอน

                                   .......................................................................................................................................................

การพูด

การพูด
    เบส - อรพิมพ์ รักษาผล เจ้าของหลากฉายาที่มีแต่คำว่า ‘พูด’ นำหน้า ไม่ว่าจะเป็น ‘นักพูดร้อยศพ’ ‘นักพูดร้อยคุก’ หรือแม้แต่ ‘นักพูดล่าความกตัญญู’ แต่กว่าจะพูดจนได้ดีขนาดนี้ เธอบอกเราและใคร ๆ ว่า “เคยร้าย” มาก่อน
คุณเบสสกัดมาให้เราอ่านและนำไปใช้แล้ว ว่าจะ ‘พูด’ อย่างไร... ให้ใครต่อใคร ดีได้อย่างที่เราหวัง

ฟัง พูด สร้างสุข สร้างโลก

ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ

    เบสเริ่มเส้นทางการเป็นนักพูดตั้งแต่สมัยเด็ก เธอมีพื้นฐานเสียงค่อนข้างดี เป็นนักร้องประจำโรงเรียนนารีวิทยา จังหวัดราชบุรี อาจารย์เห็นแววจึงเริ่มฝึก โดยพาไปเรียนการพูดจากพระ และฝึกบุคลิกภาพ - การดูแลตัวเองให้เป็นนักพูดมืออาชีพ น่าเชื่อถือ และเริ่มต้นฝึกพูดตามงานศพ
    “ตอนเริ่มแรก เบสไม่ได้พูดด้วยความเชื่อ แต่พูดเพราะต้องประกวด อยากได้รางวัล แต่ก็มีจุดเปลี่ยน ทั้งการพูด ทั้งการใช้ชีวิต เพราะคุณแม่เบสประสบอุบัติเหตุ” เบสเห็นภาพของแม่ที่บาดเจ็บสาหัส แต่ไม่ยอมเข้ารับการผ่าตัดเพราะรอเจอหน้าตนก่อน จากวันนั้น ทำให้เด็กที่เคยชอบพูดให้แม่พ่อเสียใจ พูดจาไม่ดี เคยรังเกียจความจนที่ตัวเองมี เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนตัวเองใหม่ทั้งหมด
    “เบสได้เห็น ว่าคนเราอยู่ใกล้ความตายนิดเดียวเอง คนปกติต้องคิดถึงตัวเองก่อนใช่ไหม แต่ว่าแม่... คิดถึงเรา มันหมายความว่าคนเราสามารถรักคนอื่นได้มากกว่าตัวเองนะ” ตั้งแต่นั้นมา เวลาที่เบสไปพูด ก็จะใช้ความเชื่อ ความศรัทธา ความรู้สึกจริง ๆ เพราะไม่อยากให้ใคร ๆ ต้องเจอเรื่องร้ายแล้วค่อยคิดได้แบบที่ตนเองเคยผ่านมา และเริ่มพัฒนาการพูดของตัวเอง
    “ในงานศพ เบสพูดให้คนที่จากไป ไม่ถูกตำหนิ ถูกระลึกในฐานะของบุคคลอันเป็นที่รัก พูดให้คนที่ยังอยู่มีโอกาส  มีชีวิตดูแลกันและกัน, ในคุก ในสถานพินิจ เขาไม่ได้อยากฟังเรานะ เพราะฉะนั้นพูดยังไงก็ได้ให้เขาฟัง แค่หยุดฟัง ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีของการเปลี่ยนแปลง เบสพูดเพื่อเปลี่ยนคนให้รู้สึกว่าเขาแค่ล้ม แค่พลาด เขาลุกขึ้นมาใหม่ได้”

อยู่ที่เรียนรู้
    “เราต้องสอนเด็กดื้อ ให้มันรู้ ว่าต้องใช้ความดื้อของมันในทางที่ถูกต้องจนประสบความสำเร็จ เหมือนเบสที่เคยดื้อ แต่มีครูแอ๊วที่ใส่ใจ เข้าใจ รู้ว่าเบสชอบอะไรที่เกี่ยวกับภาษาศาสตร์ ก็ฝึกเรา คำพูดเบส ถ้าอัดเสียงไว้ มันจะยังอยู่ เหมือนตัวหนังสือ ทุกข้อความจะสามารถอยู่เป็นมรดกแทนตัวเรา” ครูที่ดีก็เป็นอีกกุญแจสำคัญที่ทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นนักพูดเพื่อช่วยเหลือสังคม ภายใต้แรงกดดัน คำวิจารณ์ เบสเชื่อเสมอว่าการสื่อสารมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนคน สอนคน เหมือนที่ครูเคยสอนเธอมา

ฟัง พูด สร้างสุข สร้างโลก

    เบสไม่ได้เรียนมาในสายการพูดหรือจิตวิทยา จึงต้องทำการบ้านหนักกว่าใคร ซึ่งหัวใจของนักพูดหญิงคนนี้ คือ
    1. วันนี้คุณจะไปเจอใคร แล้วในใจเขามีอะไร “เราต้องตีโจทย์ให้แตกว่าเรากำลังจะไปพูดกับใคร วิเคราะห์ว่าเขาเป็นใคร เพศ วัย ความชอบ ศาสนาที่นับถือ พื้นฐานชีวิต ความเชื่อเขาเป็นยังไง เราต้องทำโจทย์ไปก่อน เช่น นักเรียน สายสามัญ - สายอาชีพ ก็ต่างกันแล้ว ดังนั้นความเชื่อ ความศรัทธาเขาต่างกัน เราต้องสื่อสารให้เขารู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง การฟังจะง่ายขึ้น ถ้าขยับหัวใจเราไปใกล้กับหัวใจคนฟัง เขาจะสัมผัสได้ แล้วเราจะได้ใจเขา”
    2. บริบทขณะพูด ทั้งสถานที่ สภาพอากาศ ฯลฯ ผู้พูดต้องวิเคราะห์ทั้งหมด “เราจะต้องรู้ว่ากลุ่มคนเป็นอย่างไร จำนวน สถานที่เปิดหรือปิด แล้วหาข้อมูลพื้นฐานไว้ เบสจะเตรียมคำตอบไว้ครอบคลุมทุกคำถาม เพื่อที่จะพูดให้ดี เบสพลิกแพลงบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่เขาได้ประโยชน์ มันคือการทุ่มเทในงานของตัวเอง”
    3. ไม่คิดว่าเราดีที่สุดแล้ว เราจะต้องพัฒนาตัวเองได้อีก “เราจะต้องน้อมรับคำติเตียนได้ เวลารับคำวิจารณ์อะไรมาทั้งบวกและลบ จะเสียใจแค่ไหน เราก็ต้องตั้งใจเอามาปรับให้ดีขึ้น แล้วเดินต่อไปให้ได้”
อยากส่งความรัก
    กว่า 10 ปีในการเป็นนักพูด เบสอาศัย 3 สิ่ง ที่บอกแล้วคนฟังเชื่อ คิด ทำตาม จนประสบความสำเร็จ คือ
    1. รักตัวเอง “ชีวิตมันจะพลิกตลอดเวลา ถ้าเรารักตัวเองมากพอ เราสามารถสร้างทุกอย่างได้ด้วยสองมือเรา เราสามารถประสบความสำเร็จได้ เราจะไม่ทำร้ายตัวเอง ในที่นี้หมายถึงสรีระสังขารเรา คือจะไม่พาตัวเองไปอยู่ในที่ ๆ ไม่ดีและทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะเป็นการลดศักดิ์ศรีและคุณค่าของตน
    ถ้าเรารักตัวเองทั้งร่างกายและหัวใจ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเสแสร้งว่ามีความสุข เรามีความสุขได้จริงจากสิ่งที่เราทำแล้วเราจะเป็นคนที่มีชีวิตดีได้ทุกวัน เริ่มต้นด้วยรักตัวเอง”
     2. รักเป้าหมาย ต้องไม่ใช้ชีวิตสะเปะสะปะ “เป้าหมายชีวิตเบสชัดค่ะ ว่าแต่ละปีจะทำอะไร ไม่ได้หมายถึงการงานเท่านั้น แต่รวมถึงความสุขของคนที่บ้าน รวมถึงอะไรที่เบสอยากทำ พอเป้าหมายชัด เราจะเดินไปสู่เป้าหมายนั้น อาจมีบ้างที่วอกแวก แต่เราจะกลับมาได้ทัน
    อีกเป้าหมายของเบสคือเราต้องเป็นคนดี ไม่งั้นเราจะไปบอกคนอื่นได้ยังไง ให้เขาเป็นคนดี เราจึงต้องเป็นคนที่คนอื่นอยากเดินตามจริง ๆ โดยไม่ตะขิดตะขวงใจว่าเราเป็นคนดีจริงมั้ย
    และสิ่งสำคัญคือถ้าเรามีเป้าหมายว่าฉันจะมีความสุขในชีวิตทุกวัน ฉันจะมีคุณค่าในตัวเองทุกวัน ถ้าสร้างเป้าหมายแบบนี้ได้ ไม่มีทางที่ชีวิตจะไม่ดีแน่นอน”
    3. รักรู้คุณและกตัญญู “ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตโดยที่รู้ว่าเราเป็นหนี้บุญคุณของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ สถานที่ทำงาน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตดีมาก ไม่ใช้ชีวิตแบบที่มันไร้ค่า เพราะถ้าเราเละ เราเลว หรือถ้าเราเอาชีวิตไปทำอะไรไม่ดี เท่ากับทำร้ายตัวเอง จะมีคนมากมายเจ็บกว่า
    ถ้าเรารักรู้คุณกตัญญู ชีวิตเราจะมีเป้าหมายที่ดี แล้วชีวิตจะไม่เคว้งคว้าง และต่อให้ชีวิตเราไม่เหลืออะไรเลย เราจะรู้เองว่าเราจะต้องเป็นคนดี และมีชีวิตที่ดีไปเพื่อใคร”

อ่านจบแล้ว ชอบฝั่งไหน ไม่ต้องเลือก ไม่ต้องเชียร์ จะพูด จะฟัง หรือทั้งฟังพูด ขอแค่มาจากหัวใจ ให้รู้ว่าเขายังมีค่า ยังมีใคร อีกฝ่ายต้องรับรู้อย่างแน่นอน
ส่งท้ายปี 2559 นี้ ขอให้นักอ่านของเรามีความสุขด้วยการเป็นผู้ให้จากหัวใจในทุกทาง

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);