เรื่องจากปก : สุขได้ด้วยใจตน กับ ‘ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร’
    Search
  
30
เรื่องจากปก : สุขได้ด้วยใจตน กับ ‘ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร’
 
 

เรื่องจากปก : ณ ชล
All magazine ธันวาคม 2559


สุขได้ด้วยใจตน กับ ‘ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร’
ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

สุขได้ด้วยใจตน
กับ ‘ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร’

     ส่วนตัวแล้ว เราไม่เคยเชื่อว่า ‘ความสุขจะสร้างได้ด้วยสูตรสำเร็จ’ กระทั่งวันนี้... วันที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับนักจิตวิทยาหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบหก ‘ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร’ เขาเป็นหนึ่งในนักเขียนหนังสือจิตวิทยาระดับเบสต์เซลเลอร์ เป็นคอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร Secret เป็นนักจิตวิทยาให้ความรู้ในรายการวิทยุ FM MET 107 เป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับเรื่องสมอง ความสำเร็จ และการสร้างความสุขด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน และยังเป็นอะไรอีกหลายอย่าง จงอย่าเสียเวลาไปกับคำอารัมภบท แต่จงใช้เวลาไปกับความคิดของนักจิตวิทยาสมองคนนี้ ...แล้วคุณจะรู้ว่า ‘สุขได้ด้วยใจตน’ เป็นอย่างไร คนธรรมดา ๆ ทั่วไป จะสามารถสร้างความสุขด้วยสูตรสำเร็จที่อยู่ภายในใจได้หรือไม่
     ...ขุนเขามีคำตอบค่ะ

คุณทำอะไรมากมายและมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย หลายคนคงอยากรู้ว่าคุณเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

    ขุนเขา: ผมเป็นคนเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยมองว่าสิ่งนั้นเหนือกว่าคนอื่น แค่เป็นเพราะตัวเองชอบเรียนหนังสือ ชอบความรู้สึกที่ว่าได้ความรู้ใหม่เสมอ การที่ผมเรียนดี ก็ไม่ใช่เรื่องประเสริฐอะไร ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าคนทุกคนเก่งเหมือนกัน แค่เก่งคนละแบบ เชี่ยวชาญคนละอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับหรือทำเงินได้หรือไม่ หาความสำเร็จจากสิ่งที่เราเชี่ยวชาญได้หรือเปล่า หลายคนบอกว่าไอน์สไตน์เป็นอัจฉริยะ แต่ผมก็เชื่อว่า ถ้าไอน์สไตน์ไปอยู่ในป่าดงดิบ เขาจะอยู่ไม่ได้นานเท่าคนป่า เช่นเดียวกัน เราจะเอาคนป่ามาคิดเรื่องฟิสิกส์ก็คงไม่ได้ ในแต่ละสถานการณ์ จะมีคนที่เป็นอัจฉริยะต่างกัน นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อ ก็อยากจะฝากไว้เลยว่า สำหรับเด็กที่เรียนไม่เก่งหรือคนที่ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่สังคมบอก อย่าได้ต่อว่าตัวเองเด็ดขาด คุณแค่ทำในสิ่งที่สังคมยังไม่ได้มองว่าใช่ แต่ผมเชื่อว่าคุณเก่ง คุณฉลาด คุณเป็นอัจฉริยะและงดงามในแบบของคุณเองครับ

เคยอ่านเจอว่าตอนเด็กคุณเคยเป็นเด็กติดเกมด้วย คุณผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้อย่างไร

    ขุนเขา : ผมเรียนรู้และศึกษาจนเข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนอยากจะเคลื่อนที่ไปยังจุดที่มีความสุขที่สุด มนุษย์ทุกคนล้วนหาทางออกจากทุกข์เพื่อที่จะมีความสุข ตัวผมเองก็เหมือนกัน ผมมีความสุขมากกับการเล่นเกม เพราะมันสนุก ท้าทาย เร้าใจมากกกก (ลากเสียง) เราต้องการการยอมรับจากเพื่อน เราได้เอาชนะคู่ต่อสู้อย่างคอมพิวเตอร์หรือเพื่อนคนอื่น มันสนุกครบสูตร มีคนเคยบอกว่ามนุษย์ทุกคนต้องการสามสิ่งคือ ต้องการเป็นที่ยอมรับ ต้องการความท้าทาย และต้องการความสนุกในการใช้ชีวิต ซึ่งเกมมันให้ได้ทุกอย่าง ตัวผมเอง เลิกเกมได้เพราะหาสามอย่างนี้ได้จากสิ่งที่ไม่ใช่เกม นั่นก็คือการบรรยายและเขียนหนังสือ ผมจึงอยากจะบอกว่า คนที่อยากจะเลิกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่าแค่อยากจะเลิกสิ่งนั้น แต่ขอให้หาสิ่งใหม่ชดเชย มีคำศัพท์ทางจิตวิทยาบอกว่า ‘นิสัยคือลมหายใจของสมอง’ เราขาดลมหายใจไม่ได้เพราะเราจะตาย สมองก็ขาดนิสัยไม่ได้เช่นกัน เวลาคนเราอยากเปลี่ยนนิสัย เราจะทำทุกอย่าง แต่ส่วนมากไม่ค่อยประสบความสำเร็จหรอกครับ วันหนึ่งผมค้นพบด้วยความบังเอิญว่า มีบางอย่างทำให้คนยอมรับเราได้มากกว่าเกม สมองเริ่มเจอสิ่งใหม่ที่ให้ความรู้สึกที่เราต้องการ เช่น คนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ติดบุหรี่นะ แต่เขาติดความหายเครียดจากการสูบบุหรี่ ถ้าเขายังไม่สามารถหาสิ่งที่มาทดแทนได้ เขาก็จะยิ่งเครียด แล้วก็กลับไปสูบบุหรี่เหมือนเดิม ตอนผมเริ่มเขียนหนังสือ ผมได้เจอสิ่งใหม่ที่มาทดแทนการเล่นเกม คือ หนึ่ง มีคนยอมรับ สอง เกิดความท้าทาย เพราะการเขียนหนังสือมันยาก และสาม เกิดความสนุกในการเขียน ผมใช้เวลาเกือบสองปี ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนฐานความสุขจากการเล่นเกมมาเป็นการเขียนหนังสือ โดยสรุปคือ ผมเลิกติดเกมได้ เพราะสมองเจอสิ่งใหม่ที่ให้ความรู้สึกเดิม แถมยังดียิ่งกว่าเดิม เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ทำลายสุขภาพและให้ความสำเร็จกับเรา ถ้าคุณอยากเปลี่ยนนิสัยใดก็ตาม อย่าแค่พยายามกำจัดนิสัยเก่าทิ้งไป แต่ควรหานิสัยใหม่ที่ดีกว่าเข้ามาชดเชยด้วยเสมอ ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้เลย

จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งชดเชยเหล่านั้นคืออะไร
    ขุนเขา : สิ่งชดเชยเหล่านั้นต้องเป็นสิ่งที่คุณทำแล้วได้การยอมรับ ความท้าทาย และความสนุก ผมไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร บอกได้แค่ว่าหลักการก็คือ คุณต้องหาสิ่งที่ทำแล้วให้คุณค่าต่อผู้อื่น เพราะการเสพติดสิ่งแย่ ๆ มักไม่ได้ให้คุณค่าต่อผู้อื่น แต่การเสพติดสิ่งที่ดี เมื่อติดมันแล้ว คนอื่นจะได้คุณค่าด้วย (ยิ้ม) วิธีการดูง่าย ๆ ว่าเราควรจะติดสิ่งนั้นมั้ยก็คือ ให้ถามตัวเองว่า ถ้าคุณสามารถขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าคุณจะเลิกทำอะไรสักอย่างได้ คุณจะขอมั้ย ถ้าคำตอบคือ “ขอ” แสดงว่าสิ่งนั้นไม่ดี แต่ถ้าคำตอบของคุณคือ “ไม่ขอ” แสดงว่าสิ่งนั้นดี เท่านั้นเองครับ

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองล่ะคะ ควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ลูกติดเกม

    ขุนเขา : เมื่อสักครู่ผมบอกว่า มนุษย์จะเคลื่อนเข้าหาจุดที่มีความสุข แต่มนุษย์คิดล่วงหน้าไปไกลกว่านั้น มนุษย์จะคิดไปถึงว่าการกระทำไหนให้ความสุขมวลรวมสูงสุด เขาจะเลือกสิ่งนั้น ผมอยากจะฝากพ่อแม่ปู่ย่าตายายไว้เลยว่า อย่าไปด่าเด็ก ด่าลูก ด่าหลาน เพราะพอด่าแล้ว เด็กก็ทุกข์ พอทุกข์ เขาก็จะเคลื่อนที่ไปหาจุดอื่นที่มีความสุขกว่า นั่นก็คือเกม เหล้า บุหรี่ ยา ปาร์ตี้ ผู้ชาย ผู้หญิง ฯลฯ มีกรณีหนึ่งที่ผมอยากเล่าให้ฟังมาก เธอเป็นคุณครู มีคุณพ่อติดการพนันหนักมาก เธอก็ต่อว่าคุณพ่อ เพราะเธอคิดว่าเมื่อต่อว่าให้พ่อเจ็บ แล้วพ่อจะเปลี่ยน จะเลิกเล่นพนัน เธอต่อว่าพ่อมาหลายปี จนสุดท้าย เธอทดลองด้วยวิธีใหม่ เธอคิดว่าในเมื่อพ่อทุกข์แล้วต้องไปหาการพนันเพื่อให้ตัวเองมีความสุข เธอก็จะทำบ้านให้มีความสุขมากกว่าบ่อน เธอปรับปรุงตัวเองใหม่ เธอพูดกับพ่อดี ๆ กอดพ่อ ทำกับข้าวให้พ่อกิน ดูแลทุกอย่าง ทำด้วยใจจริง ทำเพราะรักพ่อ เธอคิดแค่ว่า พ่อก็อายุมากแล้ว ถ้าวันหนึ่งพ่อไปบ่อน แล้วเกิดเสียชีวิตขึ้นมาด้วยเหตุอะไรก็ตาม ก็ขอให้พ่อจากไปด้วยความรู้สึกที่ว่ายังมีลูกที่รักพ่อรออยู่ที่บ้าน สุดท้าย พ่อละอายใจ จนสามารถเลิกการพนันได้ภายใน 4 เดือน เห็นไหมครับว่า ความเจ็บไม่เปลี่ยนใคร ความรักต่างหากที่เปลี่ยนคน

คุณรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าอยากเรียนด้านจิตวิทยา เหตุผลที่อยากเรียนคืออะไร

    ขุนเขา : ผมรู้ตัวว่าอยากเรียนจิตวิทยามาตั้งแต่ตอนเรียน ม.ปลาย ผมต้องขอบคุณพ่อกับแม่ที่ไม่เคยกำหนดเลยว่าอยากให้ผมเรียนอะไร ตอนเด็ก ๆ ผมอยากเป็นยาม แม่ก็ไม่เคยห้ามนะ (หัวเราะ) แถมยังบอกด้วยว่า ถ้าลูกอยากเป็นยาม ก็จงเป็นยามที่ทำเต็มหน้าที่ อย่าหลับในเวลางาน อย่าให้ขโมยขึ้นบ้าน จงเป็นยามที่มีความสุข เป็นคนดี อย่าทำให้ใครทุกข์ อยากเป็น ก็เป็นเลย พ่อแม่ผมปลูกผมเหมือนต้นไม้ เขาปล่อยให้ผมเติบโตอย่างที่อยากจะโต พ่อแม่สังเกตผมมาตลอด เขารู้ว่าผมเป็นอาร์ติสต์ ไม่ชอบให้ใครมายุ่ง เขาจะปล่อยให้ผมซึมซับข้อมูลต่าง ๆ เอง ตอนเด็ก ๆ ผมอยากเป็นหลายอย่างนะครับ แต่ก็ไม่ใช่สักอย่าง จนกระทั่งมาศึกษาจิตวิทยา ผมเริ่มจากการอ่านหนังสือเรื่อง‘สถาบันสถาปนา’ ของไอแซค อสิมอฟ อ่านเจอเรื่องคนอ่านใจ คนสะกดจิต ผมรู้สึกว่าเท่มากเลย อยากทำแบบนั้นบ้าง เลยลองเรียนดู อยากอ่านใจคน อยากสะกดจิตคน ปรากฏว่า พอได้เรียนจริง ๆ ไม่เห็นอ่านใจใครจนมองเห็นรหัสเอทีเอ็มที่อยู่ในสมองเขาได้เลย (หัวเราะ) แต่สิ่งที่ผมได้มามันยิ่งกว่านั้นอีก เพราะคือการอ่านใจตัวเอง ได้รู้ว่าที่มาของอารมณ์ ที่มาของความทุกข์ต่าง ๆ และได้รู้ว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนมนุษย์คืออะไร ตั้งแต่รู้ว่าอยากทำอะไรตอนนั้น ก็ไม่เคยเปลี่ยนใจอีกเลย

ทำอย่างไรจึงจะทำให้เด็กไทยสามารถค้นหาตัวเองเจอได้ตั้งแต่เด็กแบบที่คุณเป็น
    ขุนเขา : นี่เป็นสิ่งที่ผมห่วงนะครับ ที่เมืองนอก เขาจะมีช่วงเวลาที่เรียกว่า Gap Year เขาจะให้เวลาเด็ก 1 ปี ให้ไปค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร แต่ที่เมืองไทยไม่มี ผมเลยอยากแนะนำเด็ก ๆว่า หนึ่ง อย่ารีบ ให้ลองใช้ชีวิตหลาย ๆ อย่าง ยิ่งลองเยอะ ยิ่งเลอะประสบการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี สอง ลองสังเกตตัวเองว่าทำอะไรแล้วมีความสุข แต่แค่มีความสุขยังไม่พอนะครับ ผมอยากบอกว่า ถ้าทำสิ่งที่ตอบโจทย์ตัวเองจะได้ความสุข แต่ถ้าสิ่งนั้นตอบโจทย์โลก ตอบโจทย์คนอื่น คุณจะได้ทรัพย์ ลองหาให้ดี ลองจูนความสุขตัวเองกับความสุขคนอื่นให้ตรงกัน เมื่อไหร่ที่ความสุขตัวเองและความสุขคนอื่นมาตรงกัน เขาเรียกว่าความสำเร็จ แล้วมันจะนำทรัพย์เข้ามาให้คุณแบบไม่หยุดเลย (ยิ้ม) เคล็ดลับแห่งความสำเร็จมีแค่นี้ครับจริง ๆ ครับ

การเรียนจิตวิทยาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตมากน้อยแค่ไหน

    ขุนเขา : มหาศาลเลยครับ (ยิ้ม) การเรียนจิตวิทยาทำให้รู้จักใจตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจจิตใจมนุษย์ทั้งหมด แค่เพียงเข้าใจจิตใจตัวเองให้ได้มากที่สุดก็พอแล้ว มีซามูไรในตำนานคนหนึ่งที่ชื่อว่า ‘มิยะโมะโตะ มุซะชิ’ (宮本 武蔵 Miyamoto Musashi) เขาแนะนำว่าถ้าคุณอยากเป็นสุดยอดนักปราชญ์ คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง คุณแค่รู้เรื่องหนึ่งให้ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้ แล้วคุณจะเข้าใจทุกเรื่องในจักรวาลโดยอัตโนมัติ สำหรับผมยังห่างไกลจากตรงนั้นมาก แต่การเรียนจิตวิทยาทำให้ผมเข้าใจว่า คนที่อยากทำให้คนอื่นทุกข์หรือเจ็บปวด คือคนที่เก็บความเจ็บเอาไว้ไม่ได้ เช่น ฮิตเลอร์ ตอนเด็ก ๆ เขามีความเจ็บปวดและเก็บกดมาก เมื่อมีอำนาจ ก็เลยต้องไปทำให้คนอื่นเจ็บปวด เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี นักโทษคดีฆ่าข่มขืนบางคนก็เป็นแบบนี้ คือเคยโดนผู้หญิงปฏิเสธ เลยเกิดความแค้น คนที่ชอบทำร้ายคนอื่นแทบทุกคนล้วนเคยถูกกระทำมาก่อน ซึ่งจิตวิทยาสอนผมว่าเราต้องฝึกหาวิธีทำให้ความเจ็บและความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ หายไปได้ด้วยตัวเอง แล้วเราจะเริ่มเห็นว่าเราไม่จำเป็นจะต้องไปทำร้ายใคร ถ้ามีคนมาด่าเรา แล้วเราลองสงบนิ่ง สังเกตดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจจนมันหายไปได้ เราจะไม่อยากทำร้ายเขาอีกเลย เราสั่งสอนและแนะนำเขาได้นะครับ แต่ไม่จำเป็นต้องไปแก้แค้นหรือทำร้ายเขา สุดท้ายทุกอย่างจึงกลับมาที่เรื่องของใจตัวเอง ‘มโน ปุพพังคมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา’ เป็นคำบาลีที่แปลว่า จิตใจเป็นตัวนำเนื่อง ขับเคลื่อนทุกอย่าง ใจเป็นนายใหญ่ ใจเป็นตัวหลัก แก้ที่ใจ ทุกอย่างจะถูกแก้หมด แต่ถ้าผิดที่ใจ ทุกอย่างจะผิดตามไปหมด

ความรู้ด้านจิตวิทยามีส่วนช่วยในการดำเนินชีวิตอย่างไรบ้าง
    ขุนเขา : ปรับใช้ได้ทุกอย่างเลยครับ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ไม่เกี่ยวกับใจ เพราะคุณต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างกับคน เวลาคุณตื่น คุณก็เจอคนแล้ว ซึ่งก็คือตัวเอง ถ้าตื่นมาแล้วอยู่กับใจตัวเองไม่เก่ง ก็ทุกข์ตั้งแต่นาทีแรกที่ตื่น ก่อนนอนคุณก็หลับไปกับตัวเอง ถ้าคุณบริหารใจตัวเองไม่ได้ จะมีความสุขได้อย่างไร ถ้าเราอยากรู้จักใช้ชีวิตให้ดีขึ้น มีความสุขขึ้น ศาสตร์ที่คุณสามารถศึกษาได้เลยคือจิตวิทยา และไม่ว่าอาชีพไหน ถ้าคุณรู้จักใจตัวเองดีขึ้น คุณจะสำเร็จและสุขมากขึ้นไปด้วย เพราะคุณจะสามารถติดต่องานกับลูกค้า ลูกน้อง หัวหน้า และคนอื่น ๆ ได้เก่งขึ้นครับ

ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

แล้วเรื่องพุทธศาสนาล่ะคะ ทำไมคุณจึงสนใจศึกษาเรื่องนี้
    ขุนเขา : เรื่องจิตวิทยากับพุทธศาสนา เป็นเรื่องเดียวกันนะครับ จิตวิทยาแค่เป็นการนำเครื่องมือข้างนอกมาวัดสิ่งที่อยู่ในใจ แต่ศาสนาพุทธคือนั่งดูใจตัวเองเพื่อจะได้เข้าใจโลกภายนอก ผมสนใจธรรมะมาตั้งแต่อายุ 14 – 15 ช่วงนั้นยังติดเกมอยู่เลย ผมชอบนั่งสมาธิ แต่ก็นั่งแบบงู ๆ ปลา ๆ ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ มาเกิดจุดพลิกผันตอนอายุ 17 คืออกหัก ต้องขอบคุณมาก ๆ ที่อกหัก (หัวเราะ) ผมเจ็บมาก ทุกข์มาก จำได้ว่าเดินขึ้นบันไดเพื่อไปชั้นบนของบ้าน ผ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘พุทธธรรม’ ของพระพรหมคุณาภรณ . (ป. อ. ปยุตฺโต) ก็เห็นว่ามันหนาดี เลยอยากศึกษาให้มันดิ่งเข้าไปข้างใน ก็เริ่มอ่าน บทแรก ๆ ก็โดนเลยครับ ทุกข์คืออะไร ชีวิตคืออะไร ผมเลยอ่านอย่างบ้าคลั่ง เพราะผมกำลังทุกข์ ตอบโจทย์สุด ๆ ‘ไม่เห็นทุกข์ ไม่หาธรรม’ คำนี้ใช้ได้จริง ๆ ความทุกข์เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด เมื่อไหร่เกิดความทุกข์ จงดีใจ แสดงว่าคุณมีโอกาสที่จะรู้วิธีมีความสุขแล้ว ชีวิตกำลังเปิดโอกาสให้คุณหาคำตอบว่าความสุขมาจากไหน พออ่านจบ ผมพบว่า ตลอดเวลาที่อ่าน ผมยังบังคับตัวเองไม่ให้ง่วงไม่ได้เลย แล้วผมจะไปบังคับให้เขามารักผมได้อย่างไร ผมเข้าใจเลยว่า ในชีวิตนี้ เราไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย เราทำได้แค่เพียงพยายามดูแลสิ่งต่าง ๆ เท่านั้นเอง เมื่อควบคุมอะไรไม่ได้ แล้วเราควรปล่อยวางดูบ้างมั้ย เท่านั้นเองครับ ผมสว่างโพลงเลย (ยิ้มกว้าง) เราต้องเข้าใจว่า สรรพสิ่งไม่ได้มีไว้ให้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง เราทำได้แต่เพียงชื่นชมและเปลี่ยนแปลงเท่าที่เราพอจะทำได้ ถ้าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ก็จงปล่อยมันไป หนังสือพุทธธรรมทั้งเล่ม ผมขอรวบมาเหลือแค่บรรทัดเดียวคือ ‘จงเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ถ้าปล่อยเป็นก็สุข แต่ถ้าปล่อยไม่เป็นก็ทุกข์’ (ยิ้ม)

เหตุผลที่คุณชอบศึกษาแบบลงลึกในหลายศาสตร์คืออะไร
    ขุนเขา : ผมเคยพูดไว้ว่า “จงมีคนทุกคนเป็นครู จงมีความใฝ่รู้เป็นอาจารย์ใหญ่ และจงมีโลกทั้งใบเป็นห้องเรียน” ผมใช้หลักนี้ในการดำเนินชีวิตตลอด ผมเชื่อเสมอว่า คนทุกคนเป็นครูเราได้หมด เช่น ขอทาน ถ้าไม่มีขอทาน คนหลายคนจะไม่รู้เลยว่า เราเองโชคดีขนาดไหนที่ได้มีงานทำและมีบ้านอยู่ คนที่เป็นขอทานเขาสอนให้เรารู้สึกยินดีกับชีวิตตัวเองโดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรกับเราเลยสักคำเดียว หรือแม้กระทั่งคนเลวหรือคนโกง ก็สอนเราได้ว่า อย่าทำอย่างเขานะ เพราะคนจะเกลียดเขามาก ผมจึงชอบที่จะศึกษาทุกอย่าง อ่านทุกอย่าง คุยกับทุกคน เรียนรู้จากทุกสิ่ง และเราไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากคนเท่านั้นนะครับ ธรรมชาติก็สอนเราเยอะมาก อย่างเวลาลมพัดมาแล้วใบไม้ร่วง ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ามันไม่ได้มีแต่ใบแก่เท่านั้นที่ร่วงนะครับ บางครั้งใบอ่อนก็ร่วงลงมาด้วย เรื่องนี้สอนผมว่า ไม่จำเป็นว่าคนแก่เท่านั้นที่จะตาย บางครั้งคนหนุ่มคนสาว ก็ตายได้เหมือนกันแม้โอกาสจะน้อยกว่า ฉะนั้น อย่าใช้ชีวิตอย่างประมาท ตรงนี้แหละครับที่ใบไม้สอนเรา (ยิ้ม)

คุณศึกษาทั้งด้านจิตวิทยาและพุทธศาสนา แล้วยังสนใจศาสตร์ด้านสมองเป็นพิเศษอีก ทำไมถึงสนใจด้านนี้

    ขุนเขา : เพราะ ‘จิตใจที่แท้จริงอยู่ในสมอง’ ครับ หัวใจของเราเป็นแค่อวัยวะสูบฉีดโลหิต มันคิดไม่ได้ ทุกอย่างอยู่ที่สมอง คุณเปลี่ยนอวัยวะได้ทุกอย่างโดยที่คุณยังคงเป็นคนเดิม แต่ถ้าคุณเปลี่ยนสมอง คุณจะไม่ใช่คนเดิม ผมเริ่มสนใจด้านสมองตั้งแต่ผมค้นพบว่า สมองคือแหล่งกำเนิดของทุกอย่าง สมองดับ ทุกอย่างดับ สมองเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน สมองเป็นเหมือนตัวกรองโลกทั้งโลกมาให้เราเห็น ถ้าสมองเกิดความผิดพลาด เราจะมองทุกอย่างผิดไปหมดเลย แต่ถ้าสมองเราดี เราจะมองโลกได้อย่างเที่ยงตรง ผมอยากจะบอกว่า ทั้งความโชคดีและความโชคร้ายมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขอย่างแท้จริง เพราะสารแห่งความสุขมีอยู่ 4 ตัว คือ 1. โดพามีน (dopamine) 2. เซโรโทนิน (serotonin) 3. ออกซิโทซิน (oxytocin) และ 4. เอ็นดอร์ฟิน (endorphine) ซึ่งสารทั้ง 4 ตัวนี้ ไม่ได้มีอยู่ในเงินล้าน ไม่ได้มีอยู่ในอาหารอร่อย ๆ แต่มีอยู่ในสมองของคุณเอง คุณไม่ต้องไปไล่เปลี่ยนอะไรมากมายเพื่อให้มีความสุขก็ได้ เพราะถ้าคุณเปลี่ยนสมองได้อย่างเดียวก็จบเลย อย่าลืมว่าสมองคือทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพูด ทำ คิด และเวลาคุณนอนหลับ นั่นคือสมองไม่ได้ทำงาน โลกจะดับไปด้วย แล้วโลกจะเปิดอีกครั้งตอนคุณตื่นขึ้นมาพร้อมสมอง นี่คือความมหัศจรรย์ของเจ้าอวัยวะหน้าตาประหลาดใต้กะโหลกศีรษะของเราครับ

อยากให้คุณพูดถึงความเชื่อมโยงของการดูแลจิตใจและสมองกับความสำเร็จของชีวิต

    ขุนเขา : ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ ให้ปรับที่สมองก่อน โดยมีวิธีที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ ‘สมองเศรษฐี’ ไว้ 3 ข้อว่า   
     1. Heart คือ ความฝัน ทุกสิ่งที่คุณทำต้องมีเป้าหมายชัดเจน ผมอยากให้คุณผู้อ่านลองเงยหน้าดู ลองนับว่ามีสิ่งรอบ ๆ ตัวที่เป็นสีดำกี่อย่าง แล้วก้มอ่านหนังสือต่อ ระหว่างอ่านบรรทัดนี้ ให้ตอบว่าเมื่อกี้เห็นสิ่งที่เป็นสีเขียวกี่อย่าง โดยที่ห้ามเงยหน้าขึ้นไปมองซ้ำนะครับ คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถตอบได้หรือตอบได้น้อยมาก เพราะเราตั้งใจนับเฉพาะสีดำ กิจกรรมนี้สอนให้เรากำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เพราะสมองจะมองเห็นเฉพาะสิ่งที่มันมองหา ถ้ามองหาโอกาส ก็จะมองเห็นโอกาส เช่น ถ้าคุณมีเป้าหมายชัดเจนว่าคุณอยากเปิดร้านเบเกอรี่ คุณก็จะมองหาแต่เรื่องเบเกอรี่ตลอดเวลา ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเบเกอรี่ก็จะเหมือนเคลื่อนที่เข้ามาหาคุณ เพียงเพราะคุณสามารถมองเห็นและได้ยินมันมากกว่าเดิม นี่คือ ‘กฎแห่งแรงดึงดูด’ ที่แท้จริง
    2. Head หมายความว่า คุณต้องหาความรู้ที่ดีและใหม่เสมอ ผมเคยบอกว่า คุณเสพสิ่งใด ก็จะได้สมองแบบนั้น เมื่อสมองเป็นอย่างไร ก็จะสร้างสิ่งนั้น ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ให้เสพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จ เหมือนอย่างที่ผมยกตัวอย่างร้านเบเกอรี่ คุณต้องเสพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณอยากจะสร้าง จำไว้ง่ายๆว่า เสพสิ่งใดจะได้สมองแบบนั้น และสมองเป็นแบบไหนชีวิตคุณก็จะเป็นแบบนั้น)
    3. Hand คือการลงมือทำ ผมมีเคล็ดลับก้าวข้ามความขี้เกียจไว้ว่า อย่าคิดจะทำเยอะเกินไป เพราะแค่ ‘คิด’ ก็เหนื่อยแล้ว คุณสามารถวางแผนไกลได้ แต่เวลาทำให้ทำทีละน้อย อย่างที่ผมบอกเสมอว่า ‘ฝันต้องใหญ่ แต่วินัยต้องเล็ก’ เวลาจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง อย่าทำให้ตัวเองเครียด เพราะพอเครียดแล้วจะเลิกทำ ความสุขเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ มันเป็นเรื่องยากมากที่ความทุกข์จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ จงอย่าให้ความกลัวดันก้นเรา แต่ควรให้ความรักดึงใจเรา อย่างคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมจะแนะนำว่า ให้อ่านแค่วันละหน้าก็พอ เพราะพอผ่านไปหนึ่งปีก็อ่านได้ 365 หน้า เท่ากับหนังสือเล่มใหญ่ ๆ หนึ่งเล่มแล้ว ถ้าอ่านได้ 5 ปี ก็เท่ากับ 5 เล่ม เพียงเท่านี้ คุณจะมีความรู้มากกว่าคนไม่ได้อ่านเลยสักเล่มแล้ว การนั่งสมาธิก็เช่นกัน คุณนั่งแค่วันละ 10 นาที ปีหนึ่งก็ได้ 3,650 นาทีแล้ว ไม่นิ่งขึ้น ไม่สงบขึ้น ก็ให้มันรู้ไป อย่าดูถูกอำนาจของเวลานะครับ ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เสมอ ผมชอบใช้คำว่า ‘ปรับหนึ่งองศา เปลี่ยนชะตาชีวิต’ เรือสองลำออกจากท่าเดียวกัน แต่มีเรือลำหนึ่งปรับหัวผิดไปแค่องศาเดียว แต่เมื่อออกเรือไปกลางทะเลนาน ๆ เข้านี่ ไปคนละทวีปเลยนะครับ ผมอยากให้คุณหัดสังเกตตัวเอง แล้วก็ลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวเอง จากนั้นก็ลงมือทำ ความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลครับ (ยิ้ม)

คนในสังคมปัจจุบัน ควรใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขในโลกแห่งความสับสนใบนี้

    ขุนเขา : ผมเชื่อว่า แค่คนเราสามารถมีชีวิตในแต่ละวัน โดยไม่ใช้คำพูดทำร้ายคนอื่น และไม่ใช้ความคิดทำร้ายตัวเองได้ ก็ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดแล้ว ความสำเร็จของแต่ละคนมีนิยามต่างกัน แต่สำหรับผม คือเมื่อไหร่ที่เราเป็นมิตรกับใจตัวเอง อยู่กับสมอง และมีสมองเป็นเพื่อนได้ นั่นแหละคือความสำเร็จสูงสุด ผมมองว่าความสำเร็จทุกอย่างควรจะเริ่มมาจากจุดนั้น หลายครั้งเราไม่ได้สังเกตเลยว่าวันหนึ่ง ๆ เราทะเลาะกับตัวเองบ่อยแค่ไหน ความจริงก็คือสันติภาพของสังคม ของประเทศ และของโลก มีจุดเริ่มจุดเดียว คือ การที่คนแต่ละคน สามารถอยู่กับตัวเองได้แบบเป็นมิตรมากขึ้นจนเกิดเป็น ‘สันติภาพเรา สันติภาพโลก’ ท่านดาไลลามะเคยพูดไว้ว่า ถ้าอยากให้โลกสงบสุข เราต้องอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุขให้ได้ ถ้าเราอยู่กับตัวเองได้อย่างมีความสุขจริง ๆ เราจะไม่มีวันทำร้ายคนอื่น (ยิ้ม)

มีวิธีเพิ่มกำลังใจหรือการคิดบวกในการใช้ชีวิตบ้างไหม
    ขุนเขา : การคิดบวกไม่ได้หมายถึงการมองโลกสวยหรือมองโลกในแง่ดีเท่านั้นนะครับ หลายคนเข้าใจผิดไปแบบนั้น คิดบวกคือการคิดไปข้างหน้า เช่น สมมติว่าคุณทำธุรกิจล้มเหลว การคิดบวกคือคุณควรนำบทเรียนทั้งหมดมาประมวล เพื่อที่ครั้งต่อไปจะไม่ให้ล้มเหลวอีก ส่วนคิดลบคือการย้อนไปข้างหลัง ด่าตัวเอง ด่าคนโน้นคนนี้ ด่ากรรม พร่ำบ่นถึงอดีต ผมมองว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป หากคุณต้องการจะฝึกคิดบวก เพียงฝึกคิดว่าจากวินาทีนี้จะทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นได้อย่างไร คิดไปข้างหน้า ไม่ใช่คิดไปข้างหลัง แค่นี้ก็ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้หลายเท่าแล้วครับ

คุณเคยพูดไว้ว่า “ถ้าอยากมีความสุข ก็ให้ดูแลตัวเองให้ดี” อยากให้ช่วยอธิบายประโยคนี้

    ขุนเขา : ผมอยากเปรียบเทียบว่า ถ้าคุณมีเสื้ออยู่ตัวหนึ่งที่โดนบังคับว่าต้องใส่ทุกวัน คุณจะดูแลเสื้อตัวนี้อย่างดีที่สุดไหม คุณจะปล่อยให้เสื้อตัวนี้เหม็นไหม เน่าไหม ราขึ้นไหม คุณก็ต้องดูแลเสื้อตัวนี้ให้ดีที่สุด ใช่มั้ย เสื้อตัวนี้ก็เปรียบเสมือนชีวิตของคุณ คุณเปลี่ยนชีวิตไม่ได้ ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน ผมจึงอยากให้คุณดูแลเสื้อตัวนี้ให้ดี เสื้อที่เรียกว่าชีวิต จิตใจ และร่างกายที่คุณต้องใส่ไปตลอดชีวิต คุณควรซักให้ใหม่และสะอาด หมายความว่าคุณควรทำจิตใจให้สะอาด อย่าปล่อยให้มันสกปรก ทุกเช้า คนเราตื่นมาก็ต้องแปรงฟัน แต่ไม่มีใครเลยที่ตื่นมาแล้วแปรงสมอง แปรงใจของตัวเอง เรายอมเสียเวลาอาบน้ำทุกวัน แต่ไม่เคยยอมเสียเวลาอาบใจแม้แต่นาทีเดียว การแปรงใจ การอาบใจ ทำได้ง่ายมากครับ นั่งนิ่ง ๆ ก็เพียงพอแล้ว ตื่นเช้ามา ผมอยากให้ทุกคน ‘มองใจก่อนมองจอ’ ผมอยากบอกว่า ‘จอ’ เป็นเรื่องคนอื่น ส่วน ‘ใจ’ เป็นเรื่องของตัวเอง ผมไม่เคยเห็นใครเลยที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะสนใจเรื่องคนอื่นมากกว่าตัวเอง ผมอยากขอว่า ช่วงก่อนนอนและช่วงที่ลืมตาตื่น ขอให้คุณตั้งใจ ‘มองใจก่อนมองจอ’ สักวันละ 5 นาที แล้วคุณจะพบว่าชีวิตคุณมีความสุขและประสบความสำเร็จมากขึ้น ถ้าจะหลับก็ขอให้หลับไปกับใจ อย่าหลับไปกับจอ และถ้าจะตื่นก็ขอให้ตื่นมากับใจ อย่าตื่นมากับจอ ถ้าคุณตื่นมากับจอ ชีวิตคุณจะวุ่นวายไปกับเรื่องคนอื่นทั้งวัน ผมขออธิบายว่าช่วงก่อนนอนและช่วงตื่น เป็นช่วงที่คลื่นสมองระดับเทต้า (Theta Brainwave) ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเส้นประสาทจะทำงานได้ดีที่สุด สังเกตดูว่าเวลาที่เราอยู่ในสภาพงัวเงีย เราจะสามารถสะกดจิตตัวเองได้ เพราะจิตใต้สำนึกเราจะเปิด ซึ่งจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมาก ๆ อย่างเห็นได้ชัด ผมอยากให้คำนิยามสั้น ๆ ว่า เวลาคุณขับรถ คุณยังมีจุดหมาย แต่บางคนเวลาใช้ชีวิต กลับไม่ยอมตั้งจุดหมายในการใช้ชีวิต แล้วมันจะไปถึงจุดหมายของชีวิตได้อย่างไร จงใช้ชีวิตให้เหมือนเครื่องบิน อย่าใช้ชีวิตให้เหมือนบอลลูนที่ล่องลอยอย่างไม่มีจุดหมายใด ๆ เลยนะครับ

          ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

ถ้ามีคนเดินมาบอกว่าเขารู้สึกไม่มีความสุข ไม่มีเป้าหมายในชีวิตเลย คุณจะให้คำแนะนำอย่างไร

    ขุนเขา : ผมอยากบอกว่า อย่าท้อ ขอยกตัวอย่าง เรย์ คล็อค เจ้าของแมคโดนัลด์ เขาอายุ 52 แล้วเพิ่งจะเริ่มประสบความสำเร็จระดับโลก หรือแจ๊ค หม่า ที่เคยถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าทำงานที่ KFC แต่ตอนนี้เขารวยมากจนเพิ่งซื้อ KFC ที่จีนทั้งหมด! หรือเจ. เค. โรว์ลิ่ง ผู้เขียนแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ อายุตั้ง 30 กว่า เธอเพิ่งจะเริ่มมีชื่อเสียง หรือนายแบบจีนที่อายุเยอะที่สุดในโลก Deshun Wang หวางเต๋อซุ่น ก็แก่มากแล้วกว่าจะดัง เขาล้มเหลวสุด ๆ มาหลายอย่าง เขามาเริ่มออกกำลังตอนอายุ 50 – 60 แล้วก็ประสบความสำเร็จแบบสุด ๆ อีกคนที่ผมอยากให้ตัวอย่างคือ โมนา ซิงห์ (Monanh Singh) เป็นนักวิ่งมาราธอนอายุ 100 ปี เขาเริ่มวิ่งมาราธอนตอนอายุ 80 – 90 ปี ที่ยกตัวอย่างมาให้ก็เพื่อจะบอกว่า คุณอย่าท้อ คุณแม่ผม (อุษาวดี สินธุเสน) มาเป็นบรรณาธิการนิตยสารซีเคร็ต เมื่ออายุ 40 กว่า ๆ สำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จ ผมจึงอยากฝากไว้ว่า เราต้องทำให้ดีที่สุด ณ จุดที่กำลังทำ อย่างคุณแม่ผมเคยไปทัวร์ธรรมะกับทางอมรินทร์เมื่อหลายสิบปีก่อน แล้วคุณแม่ได้แสดงให้เห็นว่าเขาเก่งเรื่องธรรมะและเรื่องเขียน ผู้บริหารทางอมรินทร์เขาก็จำได้ เลยมาชวนคุณแม่ไปทำนิตยสารซีเคร็ต ซึ่งคุณแม่ก็ทำได้อย่างที่เขาหวังไว้จริง ๆ เวลาเราทำอะไร ให้ทำให้ดีที่สุด อย่าคิดว่าไม่มีใครเห็น ไม่ว่างานเล็กแค่ไหน เชื่อเถอะว่ามีคนเห็นตลอด และในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณทำอะไรแย่ ๆ ก็อย่าคิดว่ามันจะจบตรงนั้น จะมีคนรับรู้มันได้สักวันหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้น จงทำให้ดีที่สุด แม้ว่าจะไม่มีใครเห็น เพราะอย่างน้อยเราก็จะได้พัฒนาตัวเองครับ (ยิ้ม)

ปัจจุบันความสุขของขุนเขาคืออะไร
    ขุนเขา : มีอยู่ 2 สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดในแต่ละวัน หนึ่งคือ การได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น อยู่กับตัวเองได้อย่างเป็นมิตรมากขึ้น และสอง การทำให้คนอื่นเข้าใจตัวเอง และอยู่กับตัวเองได้มีความสุขมากขึ้น สองอย่างนี้ ทำให้ผมมีความสุขมากในแต่ละวัน โดยข้อหนึ่งต้องมาก่อน เพราะเราต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ไม่งั้นเราจะช่วยคนอื่นไม่ได้ โดยส่วนตัวผมมีความสุขกับสองสิ่งนี้มาก ๆ แต่สำหรับคนอื่น ผมมีโมเดล ‘4G’ ในการสร้างความสุขให้ชีวิตมาฝากครับ  G ที่หนึ่งก็คือ Gain = การได้รับมา เช่น การได้รับเงินทอง ชื่อเสียง การยอมรับ ทรัพสินย์ ฯลฯ G ที่สองคือ Grow = การเติบโต เช่น การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ การก้าวข้ามความเจ็บปวดจนสำเร็จ การเป็นคนเข้มแข็งขึ้นในแต่ละวัน ฯลฯ G ที่สามคือ Give = การให้ สิ่งนี้จะทำให้ชีวิตมีความหมายขึ้นมาก อย่าง โอเปร่า วินฟรีย์ เองเขาก็เคยบอกว่า ชีวิตที่ดีต้องมีทั้ง ‘Money’ และ ‘Meaning’ คือมีทั้ง ‘เงินเลี้ยงกาย’ และ ‘ความหมายเลี้ยงใจ’ เช่นการช่วยเหลือให้ผู้อื่นได้เติบโต (Grow) เป็นต้น สุดท้าย G ที่สี่ Gratitude = ความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งในสิ่งที่มี นี่คือ G ตัวที่ใหญ่และสำคัญที่สุด G ตัวนี้หมายความว่า เรารู้สึกขอบคุณในสิ่งต่าง ๆ แต่ละวัน ตั้งแต่ตื่นมาตอนเช้า ขอบคุณที่เรายังลืมตาได้และคนที่เรารักยังมีชีวิตอยู่ครบ หรือพอคุณมีเงิน แล้วคุณเห็นคุณค่าของเงินที่มีไหม ถ้าคุณมีงาน แล้วคุณรู้ไหมว่าคนตกงานเยอะเท่าไหร่ คุณมีรถ บ่นว่ารถติด แต่คุณรู้ไหมว่าคนไม่มีรถเขาลำบากขนาดไหน คุณมีชีวิต มีดวงตา มีสมอง มีหัวใจ แล้วคุณเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้บ้างหรือเปล่า จำไว้นะครับว่า ความสุขไม่ได้แค่มีไว้ให้ ‘หา’ แต่ความสุขมีไว้ให้ ‘เห็น’ ถ้าคุณมัวแต่หาความสุขจนลืมเห็นความสุข ต่อให้คุณประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ยากจะมีชีวิตที่เติมเต็มครับ ผมขอพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า You may not have everything you want, but you surely have everything you need in order to be happy. และถ้าคุณมีดวงตาที่จะใช้อ่านบทสัมภาษณ์ของผมในนิตยสารเล่มนี้ และมีสมองที่จะใช้ทำความเข้าใจมันได้ ผมการันตีเลยว่า You truly have everything you need. คือคุณมีปัจจัย 4 ครบแล้วครับ ขอเพียงแต่ละวันคุณมี 4G ครบถ้วน ถ้าทำได้แบบนี้ คุณมีความสุขได้แน่นอน
    เป็นอย่างไรบ้างกับเรื่องราวความสุขที่สร้างได้ด้วยตัวเองจากผู้ชายคนนี้ ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงที่ได้นั่งคุยกันทั้งในเรื่องจิตวิทยา พุทธศาสนา ศาสตร์ด้านสมอง และวิธีสร้างความสุข เรายืนยันได้เลยว่า ‘ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร’ เป็นผู้ชายธรรมดาที่มี ‘ความคิด’ ไม่ธรรมดา และเขาสามารถสร้าง ‘ความสุข’ ด้วยใจตัวเองได้จริง 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);