เรื่องจากปก : ไม่มีอะไร เป็นไปไม่ได้ ‘เศรษฐา ศิระฉายา’ > All Magazine
    Search
  
01
เรื่องจากปก :  ไม่มีอะไร เป็นไปไม่ได้ ‘เศรษฐา ศิระฉายา’
 
 

เรื่องจากปก : ณ ชล
All magazine พฤศจิกายน 2559


ไม่มีอะไร เป็นไปไม่ได้ ‘เศรษฐา ศิระฉายา’
ไม่มีอะไร เป็นไปไม่ได้ ‘เศรษฐา ศิระฉายา’

ไม่มีอะไร เป็นไปไม่ได้
‘เศรษฐา ศิระฉายา’

    ชีวิตเหมือนฝันของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 16 เพื่อไปทำงานกับน้าชายในวงดนตรีตามต่างจังหวัด เขาไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า แต่ใช้วิชา ‘ครูพักลักจำ’ จากเวทีการแสดง จนเชี่ยวชาญทั้งร้องเพลงและเล่นดนตรี เมื่อสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอ เขาก็ก่อร่างสร้างวง ‘ดิ อิมพอสซิเบิ้ลส์’ (The Impossibles) จนกลายเป็นสุดยอดตำนานวงสตริงคอมโบเมืองไทย รวมทั้งยังเป็นนักแสดงและพิธีกรมากความสามารถที่ทุดคนยอมรับ กระทั่งได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล - ขับร้อง) ประจำปี 2554 ซึ่งไม่ว่าชีวิตจะพลิกไปอยู่ในรูปแบบใด ‘เศรษฐา ศิระฉายา’ หรือ ‘อาต้อย’ ของทุกคน ล้วนทำสิ่งที่ ‘เป็นไปไม่ได้’ ให้ ‘เป็นไปได้’ ด้วยหนึ่งสมองและสองมือของเขาเอง

หลายคนคงไม่รู้ว่าชีวิตบนเส้นทางบันเทิงของอาต้อยเริ่มจากการเป็นเด็กขนเครื่องดนตรี

   เศรษฐา ศิระฉายา : ผมเกิดในครอบครัวศิลปิน น้าชายเป็นพระเอกหนังที่ดังมาก ๆ ในสมัยนั้น แต่ศิลปินสมัยก่อนเขาไม่ค่อยคิดอะไรมาก ไม่ได้มีการวางแผนชีวิตเหมือนศิลปินสมัยนี้ เลยทำให้ครอบครัวค่อนข้างลำบาก พอที่บ้านเริ่มมีปัญหา ผมต้องออกจากโรงเรียนเพื่อติดสอยห้อยตามไปกับวงดนตรีลูกทุ่งเวลาเขาไปแสดงต่างจังหวัด ก็ไปช่วยเขาแบกของ ขนเครื่องดนตรี พอไม่รู้จะทำอะไรก็ดูเขาร้องเพลง ดูเขาเล่นดนตรี แล้วก็มาฝึกเล่น ใช้ทักษะครูพักลักจำไปเรื่อย ไม่ได้เรียนดนตรีเป็นกิจจะลักษณะ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้ด้วยซ้ำ

จากเด็กขนเครื่องดนตรีกลายมาเป็นนักร้องได้อย่างไร
     เศรษฐา ศิระฉายา : ช่วงนั้นผมมีโอกาสได้ร้องเพลงบ้าง โดยเฉพาะเวลาไปเล่นจังหวัดไกล ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนดู (หัวเราะ) ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ผมร้องเพลงสากลอย่างเพลงเอลวิสอะไรประมาณนี้ พอมีคนรู้ว่าผมพอจะร้องเพลงได้ ก็ชวนไปอยู่ด้วย จนวันหนึ่งได้ไปอยู่ในแค้มป์ทหารอเมริกันที่อุบลราชธานี ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทหารอเมริกันเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเยอะมาก ก็ไปเป็นนักร้องอยู่ในแค้มป์นั้นเป็นปี ๆ

สมาชิกวง ‘ดิ อิมพอสซิเบิ้ลส์ (The Impossibles)’ มารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อไหร่

     เศรษฐา ศิระฉายา : ตอนนั้นผมตกงาน (หัวเราะขำ) ทหารอเมริกันเขาทยอยกลับ ผมก็เลยไม่ได้ร้องเพลงที่อุบลฯ ต่อ แต่ทหารอเมริกันในกรุงเทพฯ ยังมีอยู่เยอะ แถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่มีบาร์ที่ฝรั่งเที่ยวกันอยู่เยอะมาก ผม วินัย พันธุรักษ์ และพิชัย ทองเนียม ก็เลยไปเดินหางานทำแถวนั้น ตอนแรกเรารวมตัวกันตั้งวงชื่อ Holiday J3 ซึ่งมาจากบาร์ที่ไปเล่นชื่อ Holiday เจ้าของบาร์ชื่อ จุ่น แล้วก็มีสาขาที่ 3 เลยเอามาตั้งเป็นชื่อวง (หัวเราะขำ) มาเปลี่ยนเป็นชื่อ The Impossibles เพราะผมดูการ์ตูนชื่อ The Impossibles เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักดนตรีที่ไปปราบอธรรมอะไรพวกนี้ ผมว่ามันน่ารักดี ก็เลยเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้ แล้วมันก็ Impossibles จริง ๆ นะ เป็นชีวิตที่เหลือเชื่อมาก ๆ เพราะก่อนหน้านี้ ทุกคนก็เล่นดนตรีหากินไปวัน ๆ ไม่ได้คิดว่าจะมามีชื่อเสียงอะไร จนวันหนึ่งสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เขาจัดประกวดวงดนตรีสตริงคอมโบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ครูเพลงนริศ ทรัพย์ประภา เขามาเห็นพวกเราเล่นดนตรี ก็บอกว่า พวกเราเล่นดี ให้ลองไปประกวดดู น่าจะมีโอกาส อย่างน้อย ๆ ถ้าไม่ชนะ ก็น่าจะมีคนรู้จักเพิ่มขึ้น เรามาคิดกันว่าที่ครูเพลงท่านพูดก็จริง เลยฟิตซ้อมกันใหญ่ ตอนประกวดก็ร้องเพลงประสานเสียงของวง The Lettermen ตรงนี้ถือเป็นการเปลี่ยนทางของวงด้วย จากที่ร้องเพลงแบบโย่ว ๆ มาเป็นร้องประสานเสียงแทน คนฟังก็ชอบด้วย (ยิ้ม)

ในที่สุดก็คว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ แถมยังชนะเลิศ 3 ปีซ้อนเสียด้วย

     เศรษฐา ศิระฉายา : เขาจัดประกวดที่สวนลุมพินี เวทีมีสองด้าน พอวงหนึ่งเล่นเสร็จ จะหมุนอีกวงมาเล่นต่อ พวกเราตื่นเต้นและรู้สึกกันได้เลยว่า เราน่าจะพอมีโอกาส เพราะเสียงกรี๊ดดังมาก เรียกว่าพูดกันแทบไม่ได้ยิน ในที่สุดเขาก็ประกาศให้เราได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้เข้ารับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งท่านเสด็จฯ มาพระราชทานให้ด้วยพระองค์เอง ผมเคยคิดนะว่าถึงแม้ผมจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เมื่อมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลจากท่าน ถือเป็นสิ่งสูงสุดในชีวิตของผมแล้ว (ยิ้ม)

เศรษฐา ศิระฉายา

ชีวิตเปลี่ยนไปมากแค่ไหนเมื่อเริ่มมีชื่อเสียง

     เศรษฐา ศิระฉายา : เปลี่ยนไปมากครับ มีคนรู้จักทันทีจากการประกวดครั้งนั้น งานเยอะมาก เมื่อก่อนตามโรงแรมจะมีแต่วงดนตรีจากต่างประเทศมาเล่น ไม่ค่อยมีวงดนตรีของคนไทย วงคนไทยได้เล่นแต่ตามบาร์ พอเราเริ่มดัง ก็ได้ไปเล่นตามโรงแรม โรงแรมแรกที่เราไปเล่นคือโรงแรมเดอะเฟิร์ส ย่านประตูน้ำ มีคนรอต่อคิวดูวงเราเล่นยาวไปถึงแยกประตูน้ำ จนตอนหลังเจ้าของเขาไปเปิดบาร์ชื่อ Impossibles Café ที่เพลินจิตให้ เป็นบาร์ใหญ่ทั้งชั้นเลย เจ้าของให้เล่นที่นี่ที่เดียว ไม่ให้ไปเล่นที่อื่น เล่นได้สัก 2 ปี ก็มีแมวมองฝรั่งมาชวนเซ็นสัญญาไปเล่นที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา เราก็ตัดสินใจไป เซ็นสัญญาครั้งละ 3 เดือน จำได้ว่าต่อสัญญา 4 ครั้ง ก็ครบปีหนึ่งพอดี ตอนจะกลับเมืองไทย เขาก็บอกว่าให้มาอีกนะ เพราะวงผมได้รางวัล Golden Boy Awards คือทำรายได้ดีที่สุดตั้งแต่เขาเปิดคลับมา

แล้วได้กลับไปเล่นที่ฮาวายอีกไหม

     เศรษฐา ศิระฉายา : ไม่ได้กลับครับ เพราะมารู้ข่าวว่าฝรั่งที่คุยกับเราเขาอมเงินค่าตัว (หัวเราะขำ) ก็เลยกลับมาเล่นที่กรุงเทพฯ เล่นได้ไม่นานก็มีคนชวนไปเล่นดนตรีที่แถบสแกนดิเนเวีย ได้ไปเล่นที่นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ การไปเล่นแถบสแกนดิเนเวียนี่ เขาดูแลเราเหมือนเอเย่นต์ ส่งเราไปเล่นที่โน่นที่นี่ เวลาเรากลับเมืองไทย เขาก็ให้กลับนะ แต่จะยึดเครื่องดนตรีเอาไว้ เพื่อให้เรากลับไปเล่นให้เขาอีก ตอนไปเล่นที่สวีเดนก็ได้บันทึกเสียงอัลบั้มชื่อ Hot Pepper ออกขายทั่วโลกด้วย

ตอนนั้นมีอัลบั้มในเมืองไทยบ้างหรือยัง
     เศรษฐา ศิระฉายา : ที่เมืองไทยก็มีครับ ก่อนไปฮาวายได้บันทึกอัลบั้ม ‘เป็นไปไม่ได้’ ไว้ เป็นอัลบั้มที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะฟัง เพราะต้องขึ้นเครื่องไปก่อน แต่จริง ๆ แล้ว เพลงของดิอิมฯ เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เสียส่วนใหญ่นะครับ มีเป็นร้อย ๆ เพลง ในยุคนั้นเราโชคดีมีครูเพลงมาช่วยแต่งเพลงให้ เช่น ครูสุรพล โทณวนิก ครูสง่า อารัมภีร ครูชาลี อินทรวิจิตร และครูพยงค์ มุกดา ส่วนตัวผมเองเคยแต่งเพลงแค่เพลงเดียวเมื่อปีที่แล้ว ชื่อเพลง ‘เสียงจากใจ’ ใช้ในคอนเสิร์ต ‘จากวันนั้นถึงวันนี้ เพราะมีคุณ’ ผมแต่งเพื่อระลึกถึงและขอบคุณคนดูที่ตามดูผมมาโดยตลอด

มาถึงช่วงที่แฟนเพลงหลายคนคาดไม่ถึง ทำไมตัดสินใจยุติบทบาทของวงดิ อิมพอสซิเบิ้ลส์ล่ะคะ
     เศรษฐา ศิระฉายา  : ตอนนั้นอยู่กันที่สวีเดน ก็คุยกันว่าเราจะปิดฉากความเป็น ดิ อิมพอสซิเบิ้ลส์ เสียที เพราะอยู่ด้วยกันมา 10 – 11 ปีแล้ว เพื่อนบางคนก็อยากทำมาหากินที่เมืองนอกต่อ ส่วนผมน่ะ อยากกลับบ้านก็คิดกันว่าคงถึงเวลาที่ต้องยุบวงแล้ว ตัดสินใจกลับเมืองไทย ตอนกลับ ก็กลับมาพร้อม ๆ กันเลยครับ แล้วก็มีคนติดต่อขอให้ไปเล่นที่ไต้หวัน ก็ไปอยู่ที่ไต้หวันอีก 6 เดือน ถือเป็นการทำงานที่ไทเปแบบครบวงเป็นครั้งสุดท้าย

อาต้อยรู้สึกอย่างไรที่วงดิ อิมพอสซิเบิ้ลส์ ประสบความสำเร็จสูงมาก และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงดนตรีรุ่นหลังจำนวนมากด้วย

     เศรษฐา ศิระฉายา : เป็นความภูมิใจที่เราสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ ผมถือว่าเขาให้เกียรติเรามากนะครับ (ยิ้ม) แต่ผมก็ขอชื่นชมเด็กสมัยนี้เช่นกัน อยากบอกว่าเขาเก่งกันมาก เขาสามารถเป็นนักร้องนักดนตรีได้อย่างครบเครื่องมาก ไม่ว่าจะเป็นวิธีการร้อง การแสดง การเล่นดนตรี เรียกว่าถ้าเขาเกิดในยุคนั้น พวกผมไม่ได้เกิดแน่ ๆ (หัวเราะ)

จุดที่ทำให้อาต้อยก้าวจากโลกดนตรีมาสู่โลกภาพยนตร์คืออะไร

     เศรษฐา ศิระฉายา : ก่อนไปไต้หวัน ป้าจุ๊ – จุรี โอศิริ ขอให้ผมไปเล่นภาพยนตร์เรื่อง ‘ฝ้ายแกมแพร’ ป้าจุ๊บอกว่าได้เล่นเป็นพระเอก เรื่องนั้นมีพระเอก – นางเอก 2 คู่ คู่แรกคือคุณนาท ภูวนัย และคุณอรัญญา นามวงศ์ ส่วนอีกคู่คือผมกับคุณดวงดาว จารุจินดา ตอนแรกก็ลังเลว่าจะทำได้ไหม แต่ป้าจุ๊บอกว่า เธอทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ผมเลยตัดสินใจเล่น พอเล่นเสร็จก็เดินทางไปไต้หวัน ปรากฏว่าผมได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สมทบชาย ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นยังอยู่ไต้หวัน จำได้ว่านั่งเครื่องบินกลับมารับรางวัล พายุเข้าไต้หวันหนักมาก เรียกว่าต้องเสี่ยงตายบินกลับเมืองไทย ในใจผมคิดถึงในหลวงตลอดเวลา สมัยนั้น บินจากไต้หวันต้องมาแวะเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง แล้วต่อเครื่องบินแอร์สยามกลับกรุงเทพฯ ซึ่งเดี๋ยวนี้เครื่องบินแอร์สยามก็ไม่มีแล้ว (ยิ้ม)

แล้วงานละครและพิธีกรล่ะคะ อาต้อยเริ่มทำตั้งแต่เมื่อไหร่

     เศรษฐา ศิระฉายา : จากนั้นผมก็อยู่ในวงการแสดงมาเรื่อย ได้มาเล่นละครที่ช่อง 3 แล้วมาเริ่มต้นเป็นพิธีกร ผมกำกับละครอยู่ที่รัชฟิล์มทีวี เจ้าของรัชฟิล์มทีวีเขามีรายการ ‘มาตามนัด’ ที่ทำมา 2 ปีแล้ว เขาอยากเปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการและพิธีกร เลยมาชวนผมให้เป็นพิธีกร ผมก็บอกว่าผมไม่เคยเป็นพิธีกรมาก่อนเลยนะ แต่มั่นใจว่าน่าจะทำได้ ขอเวลาผม 3 เดือน และผมขอเป็นตัวเอง จะทำในสิ่งที่อยากทำเท่านั้น คือสนุกไว้ก่อน เช่น ถ้าช่วงตรุษจีนผมก็แต่งจีน ถ้าสงกรานต์ผมก็นุ่งโจงกระเบน ปรากฏว่าประสบความสำเร็จมาก พิธีกรคู่คือ คุณตุ๊ก ญาณี จงวิสุทธิ์ ก็มันส์มาก ทำอยู่เป็นสิบปีเหมือนกันนะครับ จบจากมาตามนัดก็คิดว่าจะไม่เป็นพิธีกรอีกแล้ว เพราะเหนื่อยมาก ทุกอย่างอยู่ในมือเราทั้งหมด แต่พอมีการประกวด True Academy Fantasia (AF) เข้ามา ทีมงานเขามาหาที่บ้าน บอกว่าพิธีกรต้องเป็นอาต้อยเท่านั้น ผมไม่ค่อยปฏิเสธใครอยู่แล้วก็เลยไปทำให้ ตอนแรกเซ็นสัญญา 3 ปี แต่ทำไปซะ 12 ปี (หัวเราะ)

การทำงานในสมัยก่อนกับสมัยนี้แตกต่างกันมากไหม

     เศรษฐา ศิระฉายา : แตกต่างครับ ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้ทำงานง่ายขึ้น สมัยก่อนเวลาร้องเพลงมีลำโพงสองตัวซ้ายขวา สมัยนี้มีลำโพงทุกมุม มีมอนิเตอร์ให้เราเช็คเสียงหน้าเวทีอีกต่างหาก ส่วนเรื่องความสามารถคงไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ แต่คนฟังรุ่นเก่าส่วนใหญ่จะบอกว่าเพลงสมัยโน้นเพราะกว่า มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า คนฟังสมัยก่อนจึงติดการฟังเพลงแบบต้นฉบับเดิมมากกว่า


เศรษฐา ศิระฉายา
หลักการทำงานของอาต้อยที่ยึดมาตลอดชีวิตคืออะไร
     เศรษฐา ศิระฉายา : หลักที่ผมยึดมาตลอดชีวิตคือจะทำอย่างไรให้คนดูคนฟังมีความสุขมากที่สุด เวลาร้องเพลงก็ไม่ได้ร้องเพลงอย่างเดียว ผมจะหาเกร็ดหามุขมาเล่าให้เขาฟื้นถึงความหลัง จะได้มีความสุขไปด้วยกันครับ

กว่าจะผ่านมาถึงวันที่ทุกคนยอมรับ อาต้อยเคยเหนื่อยหรือท้อบ้างไหม
     เศรษฐา ศิระฉายา : ไม่เคยเลยครับ (ตอบทันที) เป็นชีวิตที่มีความสุขมาก ผมไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใด ๆ ผมดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังตอนเช้าวันละครึ่งชั่วโมง แล้วแต่อยากทำอะไร จะเดิน จะวิ่ง จะแกว่งแขน จะยกเวต ทำอะไรก็ได้สักครึ่งชั่วโมง แล้วก็หมั่นตรวจเช็คสุขภาพของตัวเอง ผมเพิ่งไปตรวจสุขภาพมาเมื่อเดือนที่แล้ว หมอบอกว่าสุขภาพดีกว่าปีที่แล้วอีก (ยิ้มกว้าง) เรื่องอารมณ์ก็สำคัญครับ ผมเป็นคนอารมณ์ดี ไม่ค่อยเครียด ส่วนเรื่องอาหารการกินก็ปรับมาหนึ่งปีเต็ม ๆ คือทานข้าวให้น้อยลง กินผักให้มากขึ้น แต่ก่อนหน้านี้ ผมไม่สบายเป็นกรดไหลย้อน เลยต้องดูแลร่างกายหน่อย

หลายคนอาจไม่รู้ว่า จากเด็กยกของที่จบเพียงชั้นมัธยม 3 ในวันนั้น ได้กลายเป็น ดร.เศรษฐา ศิระฉายา ในวันนี้เรียบร้อยแล้ว

     เศรษฐา ศิระฉายา : (ยิ้ม) ผมอยากเล่าเรื่องนี้เหมือนกัน หลังจากจบ ม. 3 ผมไม่ได้เรียนอะไรอีกเลย ทำงานมาตลอดชีวิต กระทั่งตอนอายุ 60 เกิดความรู้สึกอยากเรียนหนังสือ มันเหมือนขาดอะไรสักอย่างที่เราอยากทำ ผมก็ไปสมัครเรียน กศน. บางคนบอกให้เอาวุฒิการศึกษาไปเทียบ จะได้ข้ามชั้นเร็วขึ้น แต่ผมไม่อยากข้าม เลยเรียน กศน. จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย แล้วไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง จนจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จากนั้นก็เรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เลยตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกอีก จนจบเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา ผมจึงอยากบอกทุกคนว่า คนเราทุกคนล้วนมีโอกาส ให้เราใช้ชีวิตให้ดีที่สุด วันหนึ่งโอกาสจะมาถึงเราเอง

ทั้งร้องเพลง เล่นภาพยนตร์ เล่นละคร เป็นพิธีกร แล้วบทบาทไหนคือตัวตนของ ‘เศรษฐา ศิระฉายา’ มากที่สุด

     เศรษฐา ศิระฉายา : น่าจะเป็นการร้องเพลงครับ เพราะเป็นงานแรกที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จ แล้วก็เป็นงานที่ทำให้ผมยืนหยัดอย่างเข้มแข็งในวงการบันเทิงด้วย เมื่อผ่านการร้องเพลงต่อหน้าคนนับหมื่นมาแล้ว จะทำงานอะไรก็ได้ทั้งนั้น ก่อนหน้านี้ผมหยุดร้องเพลงไป 20 กว่าปี ตั้งแต่ไม่มีวงดิอิมฯ ผมไปแสดงภาพยนตร์และละครเยอะมาก ไม่ได้ร้องเพลงเลย พอไม่ได้ร้องนาน ๆ มันก็ขาดความมั่นใจ ผมไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปในห้องอาหารที่มีเครื่องดนตรี เพราะกลัวคนจะเชิญขึ้นไปร้องเพลง (หัวเราะ) มาเริ่มร้องเพลงใหม่ ตอนที่มีคนอยากให้ดิอิมฯ มารวมตัวกันอีกครั้ง ผมก็เลยกลับไปซ้อม และได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง จากนั้นก็จัดคอนเสิร์ตร่วมกันมาทุกปี

ความสุขในชีวิตของอาต้อยคืออะไร

     เศรษฐา ศิระฉายา : ผมมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกที่ดี ก็มีความสุขแล้วครับ ตอนนี้ น้องอีฟ (พุทธธิดา ศิระฉายา) เขามีคู่หมั้นและใกล้จะแต่งงานแล้ว เมื่อเขามีคนที่ดีมาดูแล เราก็ดีใจและหมดภาระหมดห่วง (ยิ้มกว้าง)

กว่าชีวิตจะเดินมาวันนี้ อาเคยคิดบ้างไหมว่าความสำเร็จของอาเกิดจากอะไร
     เศรษฐา ศิระฉายา : ข้อแรก เราซื่อสัตย์ต่องานที่ทำ ไม่ว่าจะทำอะไร ให้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เรื่องการพัฒนาตัวเองก็สำคัญ ตอนที่ผมเป็นพิธีกร แม้ว่าจะมีชื่อเสียงแล้ว ผมยังหาความรู้เพิ่มเติมตลอด หรือเรื่องร้องเพลง แม้ว่าผมจะร้องเพลงมาตลอด ผมก็ยังไปเรียนร้องเพลงกับครูโรจน์ (รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์) ผมไปเรียนตอนอายุ 60 ปี เพื่อพัฒนาทักษะการร้องเพลงของผม เพราะผมรู้ว่าครูเขาเรียนมาอย่างดีเพื่อที่จะมาสอน ทำให้ผมสามารถร้องเพลงได้ค่อนข้างดีเหมือนเดิม ข้อสุดท้าย ผมมองว่าเราต้องมีความรักให้กับคนดู ซึ่งเป็นคนที่คอยสนับสนุนและมีพระคุณกับเราด้วยครับ

อีกบทบาทหนึ่ง อาต้อยเป็นประธานมูลนิธิสวัสดิการนักแสดงอาวุโสด้วย อยากให้อาเล่าถึงมูลนิธินี้ค่ะ
     เศรษฐา ศิระฉายา : มูลนิธินี้มีมาตั้งแต่สมัยป๋า ส.อาสนจินดา ป๋าอยากช่วยศิลปินเลยตั้งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นมา ศิลปินสมัยก่อน พออายุมากขึ้น บทจะตกก็ตกเลย เขาไม่มีธุรกิจอะไรรองรับ ตอนแรกที่ยังไม่ได้เป็นมูลนิธิ ก็ล้มลุกคลุกคลานมาพอสมควร เพราะไม่มีกฎระเบียบอะไรรองรับ จนกระทั่งมายุคของ ป้าจุ๊ (จุรี โอศิริ) ป้าจุ๊ได้คุยกับคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณหญิงให้เงินทุนก่อตั้งมูลนิธิมา 2 ล้านบาท มีการจดทะเบียน มีคณะกรรมการบริหาร และมีข้อกำหนดของมูลนิธิถูกต้องทุกประการ ป้าจุ๊เป็นประธานได้ปีหนึ่ง ป้าก็ส่งต่อมาให้ผม ผมรับเป็นประธานมาร่วม 7 ปีแล้ว ที่ผ่านมาก็มีคุณสุประวัติ ปัทมสูตร มารับเป็นประธานอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็คืนกลับมาอีก (หัวเราะ) ผมถือเป็นเรื่องดีนะครับที่เราจะได้ทำอะไร ๆ ให้กับศิลปินอาวุโสบ้าง ในปีหนึ่งเราจะนัดหมายมาพบเจอกัน มีเงินยังชีพมอบให้ ใครเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ช่วยดูแล แต่ยังมีปัญหาอยู่ตรงที่ศิลปินต่าง ๆ ไม่ค่อยยอมมาทำบัตรสมาชิก เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เราก็ไม่ค่อยรู้

ช่วงนี้มีนักร้องยุคก่อนกลับมาเล่นคอนเสิร์ตค่อนข้างบ่อย แถมยังได้รับความนิยมด้วย อาต้อยมองเรื่องนี้อย่างไร ทำไมคนยังนิยมฟังเพลงเก่าอยู่

     เศรษฐา ศิระฉายา : น่าจะเป็นเพราะเพลงเหล่านั้นยังติดอยู่ในใจคนฟังกระมังครับ จะเห็นว่านักร้องรุ่นก่อนอย่างพี่สุเทพ วงศ์กำแหง พี่ชรินทร์ นันทนาคร พี่สวลี ผกาพันธุ์ ยังจัดคอนเสิร์ตอยู่บ่อย ๆ แฟนเพลงก็เต็มทุกครั้ง บางคนให้ลูกหลานประคองไป บางคนนั่งวีลแชร์ไปดู น่ารักดีนะครับ อีกอย่างที่ผมมองก็คือบทเพลงสมัยก่อนไพเราะและมีความหมายดีมาก ๆ ฟังกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ บางเพลงร้องมากว่า 60 ปีแล้ว คนยังจำและร้องตามได้อยู่เลย (ยิ้ม)
     พราะใคร ๆ ก็คิดถึงวงดนตรีอมตะอย่าง ‘ดิ อิมพอสสิเบิ้ลส์’ ล่าสุด เศรษฐา ศิระฉายา จูงมือเพื่อนพ้องน้องพี่มาร้องเพลงเล่นดนตรีให้คนดูคนฟังชื่นใจอีกครั้ง เพื่อเป็นการฉลองความเป็นหนุ่มใหญ่วัย 72 ปี ในคอนเสิร์ต ‘Music Never Die by เศรษฐา ศิระฉายา’ แฟนเพลงคงให้การต้อนรับอบอุ่นและหนาแน่นเช่นเคย ก่อนจากกันในวันนั้น อาต้อยทิ้งท้ายไว้ว่า “ผมอยากร้องเพลงให้ได้ถึงอายุ 85 ปี หลังจากนั้นจะวางมือวางไมค์ไปอยู่ไร่กันสองคนตายาย เพราะชีวิตที่ผ่านมาเหมือนความฝัน นับเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาอยู่ ณ จุดจุดนี้ด้วยซ้ำ”
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);