เรื่องจากปก : อุตสาห ‘ขำ’ บก.วิธิต – พิมพ์พิชา อุตสาหจิต
    Search
  
07
เรื่องจากปก : อุตสาห ‘ขำ’ บก.วิธิต – พิมพ์พิชา อุตสาหจิต
 
 

เรื่องจากปก : รินคำ ภาพ : บันลือกรุ๊ป และอนุชา ศรีกรการ
All magazine ตุลาคม 2559

อุตสาห ‘ขำ’ บก.วิธิต – พิมพ์พิชา อุตสาหจิต

บก.วิธิต – พิมพ์พิชา อุตสาหจิต

อุตสาห ‘ขำ’
บก.วิธิต – พิมพ์พิชา อุตสาหจิต

     กว่า 43 ปีแล้วที่หนังสือการ์ตูน‘ขายหัวเราะ’ และ ‘มหาสนุก’ ของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ในเครือบันลือกรุ๊ป กระโดดโลดเต้นอยู่บนแผงหนังสือ ส่งอารมณ์ขันผ่านแก๊กและมุขตลกไปสู่มือผู้อ่านมาแล้วกว่า 3,000 ฉบับ จนเรียกได้ว่าเป็น ‘ความฮาสามัญประจำบ้าน’ ของคนไทย ในวันนี้‘บก.วิติ๊ด – วิธิต อุตสาหจิต’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บันลือกรุ๊ป จำกัด บรรณาธิการและผู้ก่อตั้งนิตยสาร ‘ขายหัวเราะ’ และ ‘มหาสนุก’ จูงมือ ‘นิว – พิมพ์พิชา อุตสาหจิต’ บุตรสาวผู้รับไม้ต่อการดำเนินธุรกิจในตำแหน่งกรรมการบริหารของเครือบันลือกรุ๊ป มานั่งพูดคุยกับออล แม็กกาซีน ถึงเส้นทางการผลิตความขำผ่านอารมณ์ขันสู่สังคมไทยตลอดสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา

จุดกำเนิด ‘บรรลือสาส์น’
     เมื่อปี พ.ศ. 2498 คุณบันลือ อุตสาหจิต ซึ่งเป็นบิดาของ บก.วิธิต อุตสาหจิต ได้มองเห็นช่องทางการทำธุรกิจขายหนังสือและนิตยสารเก่า เขาไปรับหนังสือเก่ามาจากย่านเวิ้งนาครเขษมและวงเวียนโอเดียนมาขายตามท่ารถ ซึ่งปรากฏว่าขายดีมาก “สมัยก่อนความบันเทิงมีแค่ไม่กี่อย่าง โรงหนังมีเพียงไม่กี่แห่ง หนังสือมีราคาแพง เมื่อเป็นหนังสือเก่าที่ราคาย่อมเยาลงมา คนทั่วไปก็สามารถซื้อหาได้ คุณพ่อเลยคิดทำธุรกิจจริงจัง จึงไปที่สำนักพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อรับนิตยสารรายปักษ์ รายสัปดาห์ รายเดือน และนวนิยายกำลังภายในมาจำหน่าย ตอนนั้นมีหนังสือหมุนเวียนค่อนข้างเยอะและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่ธุรกิจหนังสือของครอบครัวเรา” บก.วิธิต เล่าย้อนอดีตให้ฟัง

ต่อยอดเป็นสำนักพิมพ์เต็มตัว

     เมื่อก้าวเข้าสู่ถนนสายน้ำหมึกได้ระยะหนึ่ง คุณบันลือเห็นช่องทางจึงอยากทำสำนักพิมพ์เอง หนังสือการ์ตูนในยุคนั้นมีแต่การ์ตูนฝรั่ง จุดเด่นของการ์ตูนฝรั่งคือวาดภาพสวย องค์ประกอบภาพดี มีเนื้อหาสาระเหมาะสำหรับเด็ก ๆ คุณบันลือได้ติดต่อคุณเสถียร หาญคุณตุละ ช่างเขียนประจำร้านบล็อก ที่ใช้นามปากกาว่า ‘จิงโจ้’ มาเป็นนักเขียนคนแรก บก.วิธิตเล่าว่า “คุณจิงโจ้ทำอาร์ตเวิร์คได้ อ่านภาษาอังกฤษและภาษาจีนออก ก็เลยเอาการ์ตูนฝรั่งเหล่านั้นมาดัดแปลงเป็นภาษาไทย ได้รับความนิยมมาก ตอนนั้นยังไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์นะครับ คุณพ่อทำควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง คือ รับหนังสือเก่ามาขายและทำสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ไปพร้อม ๆ กัน โดยยังไม่มีโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง”
‘หนูจ๋า’ ‘เบบี้’ หนังสือการ์ตูนในยุคบุกเบิก
    ในปี 2495 มีหนังสือการ์ตูนฝีมือคนไทยกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในนาม ‘ตุ๊กตา’ เป็นผลงานของคุณพิมน กาฬสีห์ ภายในเล่มมีตัวละครหลัก 4 คน คือ หนูไก่ หนูนิด หนูหน่อย และหนูแจ๋ว  นับเป็นการ์ตูนสำหรับเด็กที่ได้รับความนิยมสูงมากในยุคนั้น (หนังสือการ์ตูน ‘ตุ๊กตา’ ยุติการจำหน่ายเมื่อปี 2532 เนื่องจากคุณพิมน กาฬสีห์ เสียชีวิต) เมื่อทั้งตลาดมีหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กเพียงเล่มเดียว ทำให้คุณบันลือเห็นช่องว่างทางการตลาด จึงสนใจทำหนังสือการ์ตูนแนวนี้บ้าง “เราได้คุณจุ๋มจิ๋ม (จำนูญ เล็กสมทิศ) มาเขียน ‘หนูจ๋า’ ซึ่งประสบความสำเร็จสูงมาก เว้นไปไม่กี่ปี ก็ได้คุณวัฒนา เพ็ชรสุวรรณ หรืออาวัฒน์ เข้ามาร่วมชายคาสำนักพิมพ์ ทั้งสองถือเป็นนักเขียนการ์ตูนหัวหอกคนสำคัญของบรรลือสาส์น ระยะแรกทั้งหนูจ๋าและเบบี้ มีขนาดตีพิมพ์ใหญ่ประมาณ A4 และออกเป็นรายเดือน นอกจากสองเล่มนี้แล้ว เรายังผลิตหนังสือการ์ตูนอื่น ๆ เช่น คุณหนูเด็กดี รวมรสสำราญ ที่เกิดจากนักเขียนการ์ตูนคนอื่นด้วย เรียกว่า ใครที่มีฝีมือด้านนี้ อยากทำงานที่นี่ ก็จะมาสมัครงานกับคุณพ่อ โดยมากคุณพ่อจะรับไว้ทั้งหมด ท่านเชื่อว่า นักเขียนยิ่งเขียนเยอะ ฝีมือก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงมีต้นฉบับเยอะมาก มีเก็บไว้เป็นตู้ ๆ เพราะออกไม่ทัน ผมมีโอกาสได้ไปช่วยคุณพ่อจัดเก็บต้นฉบับตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าต้นฉบับเต็มไปหมด” บก.วิธิตเล่าให้ฟังพร้อมรอยยิ้ม “สมัยก่อนนักเขียนการ์ตูนจะวาดเป็นแผ่น ๆ แล้วเอาต้นฉบับมาส่งที่โรงพิมพ์ ทุกวันนี้นักเขียนบางคนก็ยังวาดลงบนกระดาษอยู่นะครับ เพราะเส้นจากคอมพิวเตอร์กับการวาดมือไม่เหมือนกัน นักเขียนแต่ละคนจะถนัดเครื่องมือวาดแตกต่างกันไป บางคนถนัดพู่กัน บางคนถนัดคอแร้ง บางคนถนัดปากกา แต่ในระยะหลังนักเขียนการ์ตูนส่วนใหญ่จะเขียนด้วยปากกาเคมีมากกว่า”

ยุคแรกไม่ได้จำกัดแค่ ‘การ์ตูน’

     เหตุผลที่คุณบันลือเลือกผลิตหนังสือการ์ตูนนั้น บก.วิธิตเล่าว่า”คุณพ่อมองว่าทุกคนสามารถอ่านการ์ตูนได้ แม้อายุไม่เท่ากันก็เข้าใจในสิ่งที่การ์ตูนสื่อออกมา การ์ตูนสามารถส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้อย่างไม่รู้จบ และคนไทยก็มีอารมณ์ขันกันทุกคน จึงเรียกได้ว่า อารมณ์ขันของคนไทยเป็นเบื้องหลังสำคัญในความสำเร็จของการ์ตูนเครือบรรลือสาส์นจริง ๆ” หากขณะเดียวกัน บรรลือสาส์นยุคนั้นก็ออกหนังสืออื่น ๆ ที่ไม่ใช่การ์ตูนด้วย เช่น หัสนิยายชุด ‘พล นิกร กิมหงวน’ ของ ‘ป. อินทรปาลิต’ นวนิยายจากฝีมือการประพันธ์ของ ‘เศก ดุสิต’ ผู้เขียน ‘อินทรีแดง’ นวนิยายของ ‘พนมเทียน’ ‘ทมยันตี’ รวมไปถึงนวนิยายกำลังภายในของ ว. ณ เมืองลุง “หนังสืออีกประเภทหนึ่งที่ประสบความสำเร็จสูงมากในช่วงนั้น คือหนังสือเพลง สมัยก่อนเพลงลูกทุ่งลูกกรุงดังมาก คนฟังเพลงเขาก็อยากมีเนื้อเพลงเพื่อร้องตาม เราเลยจัดพิมพ์หนังสือเพลงเล่มเล็ก ๆ ขนาดเหมาะมือ สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ ขายราคาเล่มละ 1.50 - 2 บาท ในเล่มบรรจุเนื้อเพลงลูกทุ่งลูกกรุงดัง ๆ เช่น เพลงของทูล ทองใจ, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ชาย เมืองสิงห์ โดยเราไปขอซื้อลิขสิทธิ์เนื้อเพลงจากครูเพลงมาตีพิมพ์” บก.วิธิตกล่าว

         บก.วิธิต

ก้าวแรกของ ‘ขายหัวเราะ’
    หลายคนคงสงสัยว่า บก.วิธิต มองเห็นอะไรจึงผลิตหนังสือการ์ตูน ‘ขายหัวเราะ’ ออกมาสู่สังคมไทย พิมพ์พิชาอาสาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “ตอนนั้นคุณพ่อมีหน้าที่ดูแลต้นฉบับจำนวนมากของนักเขียนการ์ตูนที่ส่งเข้ามา สมัยก่อนยังไม่มีใครเป็นเจ้าตลาดเรื่องการ์ตูนแก๊กหรือการ์ตูนตลก เพราะในยุคนั้น การ์ตูนแก๊กถูกมองว่าเป็นเพียงตัวประกอบ โดยเป็นเพียงหน้าแทรกอยู่ตามนิตยสารต่าง ๆ เท่านั้น ตัวคุณพ่อเองก็ชอบเรื่องอารมณ์ขัน จึงมองว่าอารมณ์ขันเหล่านี้ มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นพระเอกด้วยตัวเองได้ เมื่อมารวมกับต้นฉบับที่มีจำนวนมาก คุณพ่อเลยมีไอเดียว่าควรมีสื่อที่ทำให้คนอ่านได้สนุกไปกับอารมณ์ขันเหล่านี้” บก.วิธิตอธิบายเพิ่มว่า “ผมมองว่าในเล่มควรมีเรื่องราวหลากหลาย ไม่จำกัดจินตนาการของนักเขียน เขาจะเขียนอะไรมาก็ได้ แต่ต้องเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ขายหัวเราะจึงเป็นหนังสือการ์ตูนที่รวมนักเขียนหลาย ๆ คนไว้ในเล่มเดียวกันเป็นครั้งแรก ถือเป็นการรวมส่วนผสมของความฮาหลาย ๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกันที่สมัยนั้นยังไม่มีใครทำ”

หนังสือการ์ตูนเล่มแรกจากความคิดของเด็กหนุ่มวัย 16

    เมื่อคิดจะทำหนังสือการ์ตูนของตัวเอง บก.วิธิต ในวัย 16 ปี ณ ขณะนั้น ก็เริ่มลงมือทำ เขาออกแบบโลโก้ วางดัมมี่ คัดเลือกนักเขียน ทดลองเขียนหน้าเปิดคอลัมน์ พอเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็รวบรวมความกล้าไปขอคุณบันลือ ผู้เป็นบิดา ซึ่งคุณบันลือก็อนุญาต “ที่คุณพ่ออนุญาตอาจเป็นเพราะว่า ผมคลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก เวลาสงสัยหรือไม่เข้าใจอะไร ผมก็จะถามนักเขียนการ์ตูนรุ่นใหญ่ เลยสั่งสมเป็นความรู้ติดตัวมา สมัยก่อนผมวาดการ์ตูนเป็นด้วยนะ (ยิ้มภูมิใจ) เรียกได้ว่า ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อเลยวางใจ ผมกับนิวมีจุดร่วมคล้าย ๆ กันคือเติบโตมาในสำนักพิมพ์ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ตอนนิวเกิด ผมเริ่มทำขายหัวเราะฉบับกระเป๋ามาได้สักระยะแล้ว ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากยุคแรกที่เป็นเล่มใหญ่ขนาด A4 เท่าหนูจ๋า เบบี้ ออกเป็นรายปักษ์ อีกประมาณสองปี นิตยสารมหาสนุกก็ตามมา ตอนขายหัวเราะฉบับแรกออกจำหน่าย ได้รับการตอบรับดีมาก (ยิ้มกว้าง) หนังสือขายเกลี้ยง ทุกคนตื่นเต้นมากว่าเป็นไปได้อย่างไร ตัวผมเองก็มีความสุขมาก ทำให้มีกำลังใจทำต่อ ช่วงนั้นผมหมกมุ่นอยู่แต่กับหนังสือ ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างคนทั่วไป กลับจากโรงเรียนปุ๊บก็เข้าโรงพิมพ์ทุกวัน”

จุดต่างระหว่าง ‘ขายหัวเราะ’ กับ ‘มหาสนุก’

     หนังสือการ์ตูนสองเล่มที่มีลักษณะคล้ายกัน กำเนิดจากค่ายเดียวกัน มีจุดที่แตกต่างกันตรงไหน บุตรสาวผู้รับไม้ต่อจากคุณพ่ออธิบายให้ฟังว่า “ขายหัวเราะวางตำแหน่งไว้ที่ ‘ความฮาสามัญประจำบ้าน’ ทุกคนในครอบครัวอ่านได้ เนื้อหาจึงค่อนข้างกว้าง บางครั้งก็มีแก๊กสามีภรรยา มีความทะเล้น มีมุขเสียดสีค่อนข้างลึก หรือมุขการเมืองที่พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะเห็นว่าไม่ค่อยเหมาะสำหรับเด็กเท่าไหร่ เขาเลยอยากให้มีการ์ตูนตลกที่เนื้อหาเบาลงมา คุณพ่อก็เลยทำนิตยสารมหาสนุกเพิ่มขึ้นอีกฉบับหนึ่ง โดยมีส่วนผสมที่ปรุงขึ้นมาให้แตกต่างจากขายหัวเราะ เช่น ในมหาสนุกจะมีเรื่องสั้นที่เป็นจุดกำเนิดของซีรีส์การ์ตูนเรื่องอื่น ๆ อย่างปังปอนด์ สาวดอกไม้กะนายกล้วยไข่ หนูหิ่น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ทำให้หนังสือทุกหัวของเรามีความแตกต่างกันค่ะ”

คัดเลือกต้นฉบับอย่างเข้มข้น

    เพราะ ‘ทุกคน’ อ่านการ์ตูนได้ การคัดเลือกต้นฉบับทุกชิ้นจึงต้องเข้มข้น “คุณพ่อจะปลูกฝังให้นิวนึกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะสื่อเสมอ หากมีเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ เช่น แก๊กสูบบุหรี่ เราจะมีคำอธิบายต่อคนอ่าน แต่ไม่ใช่เป็นเชิงสั่งสอนนะคะ เราไม่ชี้นำคนอ่าน แต่จะให้เขาคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาเอง ส่วนเนื้อหาต่าง ๆ ก็จะมีการคัดกรองต้นฉบับตามหลักการที่วางไว้” พิมพ์พิชากล่าว โดย บก.วิธิตเสริมต่อว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ บก. ทำงานคนเดียวนะครับ ทีมงานสำคัญมาก ถ้าประเด็นไหนมีใครสะกิดขึ้นมา ก็ต้องเอามาคุยกัน เพราะการ์ตูนของเราส่งผลกระทบต่อสังคมค่อนข้างมาก เมื่อเกิดผลกระทบ จะมีฟีดแบ็คกลับมาค่อนข้างแรงด้วย”

43 ปีแห่งความสนุกที่อยู่คู่สังคมไทย
    บก.วิธิตเล่าถึงจุดเด่นหนังสือการ์ตูนทั้งสองเล่มที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยมากกว่า 40 ปี “เราเคยทำการสำรวจพบว่า วงจรชีวิตหนังสือของเรา เล่มหนึ่ง ๆ จะผ่านมือคนอ่านถึง 20 – 30 คน เรามักพบหนังสือของเราที่ร้านตัดผม ร้านกาแฟ ท่ารถโดยสาร ฯลฯ นักอ่านหลายคนโตมากับขายหัวเราะ บางคนเริ่มอ่านหนังสือด้วยการดูภาพการ์ตูน ทั้ง ๆ ที่ยังอ่านไม่ออก บางคนอ่านหนังสือออกจากขายหัวเราะ คนต่างชาติหลายคนเรียนภาษาไทยจากหนังสือการ์ตูนสองเล่มนี้ ขายหัวเราะจึงเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่จุดประกายการอ่านให้กับคนในสังคม เนื้อหาของการ์ตูนทั้งสองเล่มก็เป็นสิ่งที่อ่านง่าย เราเชื่อในพลังอารมณ์ขันของคนไทย คนไทยชอบเรื่องขำขัน ความบันเทิง การละเล่นต่าง ๆ ส่วนฝีมือนักเขียนของเราก็ค่อนข้างแข็งแรง ไม่เหมือนใครในตลาด ทำให้เราสามารถอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ราคา เราอยากให้ทุกคนอ่านได้แบบสบายกระเป๋า จึงยังคงราคาไว้ที่เล่มละ 15 บาท ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงหนังสือของเราได้ แม้ในช่วงนี้จะมีสื่อมากมายให้เลือกเสพ แต่เราก็เชื่อว่าการ์ตูนในขายหัวเราะยังคงเป็นรสชาติที่คนไทยชื่นชอบและไว้วางใจได้เสมอ”
ขยายทีม เพื่อให้อุตสาห ‘ขำ’ ไม่มีวัน ‘ตัน’
    ทั้งขายหัวเราะและมหาสนุก เดินทางสู่มือผู้อ่านรวมแล้วกว่า 3,000 ฉบับ ปล่อยแก๊กผ่านตาผู้ชมมาแล้วนับล้าน หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วอุตสาหกรรม ‘ขายขำ’ ที่ผลิตงานแทบทุกวันนี้ จะมีวัน ‘ตัน’ บ้างไหม ผู้บริหารสาวไฟแรงตอบด้วยความมั่นใจว่า “ตอนนี้เราขยายทีมเพิ่มค่ะ ไม่ได้ให้นักเขียนทำงานอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน เราเสริมทีมครีเอทีฟที่เรียกว่า Humour Creative เข้ามาช่วย ทีมนี้จะช่วยคิดและสร้างสรรค์ประเด็นใหม่ ๆ เพิ่มเติมจากที่นักเขียนเขียนเข้ามา งานบางชิ้น มีคุณภาพค่อนข้างดี เกือบผ่านการพิจารณาแล้ว แต่ยังขาดองค์ประกอบบางอย่าง เช่น แก๊กยังไม่ถึง ทีมนี้ก็จะเข้ามาช่วย ทำให้นักเขียนทำงานอย่างสบายใจขึ้น และถ้าในบางช่วงมีแก๊กตามกระแสอย่าง ‘โปเกมอน โก’ ที่เข้ามาช่วงนี้ ทีมนี้ก็ช่วยคิดแก๊กเกี่ยวกับกระแสเหล่านี้ด้วยค่ะ” บก.วิธิตเสริมว่า “มันยากนะครับ นักเขียนเรามี 30 – 40 คน บางแก๊กก็ชนกัน ผมอ่านมาเยอะมากจนรู้ว่าบางมุข บางแก๊ก มันช้ำ มันธรรมดาแล้ว บิดเท่าไหร่ก็ไม่พอ ผมต้องตีกลับ มีเหมือนกันนะครับที่บางแก๊กเคยใช้แล้วถูกบิดไป ผมจำไม่ได้ เลือกให้ผ่าน ก็จะมีทีมงานคอยช่วยกรองอีกชั้นหนึ่ง”

คนไทยกับเสียงหัวเราะ
    ใคร ๆ ก็บอกว่า คนไทยชอบความสนุก ชอบความบันเทิง ชอบเฮฮาปาร์ตี้ แต่ปัจจุบัน วิถีชีวิตคนไทยเปลี่ยนไป บก.วิธิตในฐานะที่คลุกคลีกับเสียงหัวเราะมาอย่างยาวนาน มองประเด็นนี้อย่างไร “คนไทยยุคนี้ มีความเครียดสูงมาก สิ่งที่จะทำให้เขาหลุดจากโลกแห่งความเป็นจริงได้เร็ว ง่าย สบาย และถูกที่สุดก็คือหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือการ์ตูนที่มีครบหมด ทั้งภาพและตัวหนังสือ เขาจะอ่านเมื่อไหร่ จะหยุดเมื่อไหร่ อ่านต่อตอนไหนก็ไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่ผมภูมิใจอย่างหนึ่งคือหนังสือของเราเปรียบเสมือนจดหมายเหตุที่บอกว่า ในแต่ละช่วงเวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง มีใครพูดถึงอะไรในช่วงนั้น หรือมีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นในสังคมไทย และคนไทยกำลังคิดอะไรในช่วงเวลานั้น” คำพูดของ บก.วิธิตไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย นักอ่านขายหัวเราะหลายคนคงจำแก๊กน้ำท่วม แก๊กรถติด แก๊กแซวผู้ว่า กทม. แก๊กแซวนายกรัฐมนตรี แซวราคามะนาวในช่วงเวลาต่าง ๆ กันได้เป็นอย่างดี

หนังสือการ์ตูนที่สร้างนักเขียนเรื่องสั้น

    แม้จะเป็นหนังสือการ์ตูน แต่ทั้งขายหัวเราะและมหาสนุก ยังคงเปิดพื้นที่ให้คนอ่านส่งเรื่องสั้นและเรื่องขำขันเข้ามา จนแทบจะเป็น ‘สนามเรื่องสั้น’ เพียงไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่ในหน้านิตยสารขณะนี้ “ผมเป็นคนคัดเลือกเรื่องสั้นเอง ส่วนขำขันก็ส่งให้นิวช่วยเลือก ผมมองว่า เรื่องสั้นเป็นวรรณกรรมอีกประเภทที่มีลีลาการเขียนต่างไป นักเขียนเรื่องสั้นจะมีการปูเรื่อง มีการดำเนินเรื่อง และมีการหักมุม ทำให้คนอ่านอยากติดตามอะไรที่มันยาวกว่าการ์ตูน ถึงวันนี้ ขายหัวเราะตีพิมพ์มาแล้ว 1,400 กว่าเล่ม มีเรื่องสั้นเล่มละ 2 เรื่อง มหาสนุกตีพิมพ์มา 1,300 เล่ม มีเรื่องสั้นเล่มละเรื่อง คิดแค่คร่าว ๆ ผมอ่านเรื่องสั้นเฉพาะที่ได้ลงตีพิมพ์มาแล้วร่วม ๆ 4,000 เรื่อง” และจากสนามเรื่องสั้นในขายหัวเราะนี่เอง ได้เป็นจุดกำเนิดนักเขียนชื่อดังหลายคน อาทิ อธิชัย บุญประสิทธิ์, ดำรง อารีกุล, น้ำอบ เป็นต้น

คุณสมบัติของนักเขียนการ์ตูนไทย
    บนเส้นทางลายเส้นและมุขตลก บก.วิธิตเล่าถึงคุณสมบัติสำคัญที่นักเขียนการ์ตูนควรมีคือ นักเขียนการ์ตูนต้องเรียนรู้และอัพเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลา “นโยบายที่เราวางไว้คือ นักเขียนต้องเขียนให้มาก คิดให้มาก เพื่อจะได้พัฒนาฝีมือ อย่าหยุดอยู่กับที่ ถ้าคุณไม่หาวัตถุดิบใหม่ ๆ ไม่อ่านหนังสือ ไม่ออกไปเรียนรู้โลกภายนอก คุณจะไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่ขึ้นมาได้ นักเขียนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เขาจะออกไปหาวัตถุดิบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดูภาพยนตร์ ดูโทรทัศน์ เล่นโซเชียลมีเดีย ท่องเที่ยวเดินทาง เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และนำมาถ่ายทอดออกเป็นงานเขียน ซึ่งนักเขียนเหล่านี้ จะมองสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่มุมที่ไม่เหมือนคนทั่วไป บางครั้งก็ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมองในมุมนั้นได้”

นักเขียนการ์ตูนไทยยังไงก็อยู่ในใจคนไทย

    ต่อข้อถามว่า เมื่อเทียบกันแล้ว ฝีมือนักเขียนการ์ตูนไทยพอเทียบชั้นกับนักเขียนการ์ตูนต่างประเทศไทยได้ไหม บก.รุ่นลายคราม ตอบว่า “เรื่องฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ ผมว่านักเขียนไทยสู้ได้สบายมาก เราเด่นมากเรื่องความหลากหลายและความคม นักเขียนไทยเก่งมากในเรื่องยิงมุขให้กระแทกใจคนอ่าน ซึ่งอาจเป็นเพราะทั้งนักเขียน ทั้งคนอ่าน ทั้ง บก. ต่างมีประสบการณ์ร่วมกัน เมื่อสื่ออะไรสักอย่างออกไป ก็ไม่ต้องอธิบายมาก แต่ถ้าคนเราไม่มีประสบการณ์ร่วมกัน ก็เข้าใจกันยากครับ”

              พิมพ์พิชา อุตสาหจิต

เฟ้นหานักเขียนการ์ตูนรุ่นใหม่

    ทุกวันนี้ หนังสือการ์ตูนทั้งสองเล่ม เดินมาถึงจุดที่ ‘อยู่ตัว’ ในระดับหนึ่ง แต่ทั้ง บก.วิธิต และ พิมพ์พิชา ยังคงเห็นถึงความสำคัญของการปั้นนักเขียนการ์ตูนรุ่นใหม่มาเสริมทัพ “แม้ว่าเรื่องลายเส้นและฝีมือจะสำคัญ แต่คนที่ผมต้องการคือคนที่มีมุมมองเปิดกว้าง สามารถวิเคราะห์และสรุปประเด็นต่าง ๆ ได้เร็ว เราได้นักเขียนการ์ตูนฝีมือดีหลายคนจากการส่งไอเดียเข้ามา เช่น คุณเอ๊ะ คุณก้าง และเราก็ยังรอคอยคนเหล่านั้นจากทางบ้านอยู่ครับ” พิมพ์พิชา ในฐานะผู้รับไม้ต่อก็อธิบายเสริมว่า “นิวมองว่าเรื่องอารมณ์ขันเป็นความแหลมคมอย่างหนึ่ง แน่ละ นักเขียนการ์ตูนทุกคนต้องมีความรักในการเขียนการ์ตูน แต่สิ่งที่เขาเขียน นิวมองว่าไม่ใช่เป็นแค่พรสวรรค์ คนเขียนต้องเข้าใจมิติของความเป็นมนุษย์ เข้าใจมิติของสังคม แล้วบิดสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ออกมาในเชิงของอารมณ์ขันได้ด้วย สิ่งสำคัญอีกอย่างที่นักเขียนการ์ตูนควรมีคือความอดทน นักเขียนการ์ตูนบางคนมาพร้อมอีโก้ พอถูกปฏิเสธก็เลิกเขียน ซึ่งแตกต่างจากพี่ ๆ นักเขียนที่ประสบความสำเร็จ ทุกคนล้วนผ่านการปฏิเสธ ผ่านการเกลามาก่อนทั้งนั้น หน้าที่ของ บก. คือการสะท้อนว่าคนอ่านชอบหรือไม่ชอบอะไร แล้วเราจะช่วยพัฒนานักเขียนไปด้วยกัน นักเขียนบางคนในช่วงแรกถูกปฏิเสธทุกแก๊กเลยนะคะ แม้จะเป็นอย่างนั้น เขาก็ต้องไม่เสียกำลังใจ เพราะถ้าเขารักจะเดินในเส้นทางสายนี้จริง ๆ ก็ต้องไปฝึกเพิ่ม และสุดท้ายเขาก็จะประสบความสำเร็จอย่างที่หลาย ๆ คนทำได้มาแล้ว” ล่าสุดบรรลือสาส์นได้เปิดเวิร์คช็อป ‘1st GAG WORKSHOP’ เพื่อถ่ายทอดความรู้ศาสตร์ด้านการ์ตูนแก๊กให้กับผู้สนใจ รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้มีฝีมือได้ร่วมงานกับ ‘ขายหัวเราะ’ และโปรเจ็คต์ต่าง ๆ ใน ‘บรรลือสาส์น’ ด้วย

ส่งไม้ต่อเพื่อเติบโต

    ทุกวันนี้ บก.วิธิตยังคงเป็นหลักในการคัดเลือกต้นฉบับ ส่วนพิมพ์พิชา บุตรสาวผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจจากประเทศอังกฤษ ก็เริ่มเข้ามาสานต่อในมุมที่ต่างออกไป “นิวจะช่วยคุณพ่อดูปกและแก๊กต่าง ๆ โดยช่วยเสริมมุมมองคนรุ่นใหม่เข้าไป ช่วยดูเรื่องไอเดียและเนื้อหา ไปช่วยคุยกับพี่ ๆ นักเขียนเรื่องการต่อยอดแก๊กต่าง ๆ หรือต่อยอดเป็น Business Project อื่น ๆ รวมไปถึงด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล ด้วยการดูว่าจะสามารถดันนักเขียนของเราไปทางไหนได้บ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คุณพ่อทำมาตั้งแต่นักเขียนรุ่นบุกเบิกแล้วนะคะ อย่างเช่น พี่ต่าย (ภักดี แสนทวีสุข) เขาเขียนเก่งเรื่องครอบครัวและสังคม ทำให้เกิด ‘ปังปอนด์’ ขึ้นมา พี่เอ๊าะ (ผดุง ไกรศรี) เขียนเรื่องท้องถิ่นเก่ง ก็เกิด ‘หนูหิ่น’ ขึ้นมา พี่เฟน (อารีเฟน ฮะซานี) เก่งเรื่องเขียนล้อเลียนละคร พี่ขวด (ณรงค์ จตุธรรมโชติ) ถนัดเขียนการ์ตูนให้เด็ก ๆ อ่าน เราจะพยายามดึงศักยภาพของเขาเหล่านั้นออกมาให้ได้”

ต่อยอดและผลิบานในโลกดิจิตอล
    ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนคงเห็นว่า ปัจจุบัน คาแร็กเตอร์การ์ตูนขายหัวเราะเข้าไปอยู่ในช่องทางดิจิตอลต่าง ๆ มากขึ้น เรื่องนี้ผู้บริหารสาวมองว่า “คาแร็กเตอร์การ์ตูนในขายหัวเราะเป็นทรัพยากรที่เราควรจะต่อยอดและพัฒนา ตัวที่แข็งแรงอยู่แล้ว เช่น หนูหิ่น ปังปอนด์ หรือสามก๊ก เราจะดันให้เต็มที่ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น 2D หรือ 3D ตอนเป็นแอนิเมชั่น เราก็นำไปฉายตามช่องต่าง ๆ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่างยูทูบด้วย ส่วนเรื่องสติ๊กเกอร์ไลน์ (Line Sticker) ที่มาแรงในช่วงนี้ เราก็พัฒนาให้การ์ตูนเหล่านี้กลายเป็นสติ๊กเกอร์ไลน์ ซึ่งทุกตัวก็ขายดี ติดอันดับทุกครั้งและทุกชุด” สำหรับการเติบโตในตลาดต่างประเทศ พิมพ์พิชาบอกว่า “คาแร็กเตอร์การ์ตูนอย่าง ‘ปังปอนด์’ เด็กตัวเล็ก จอมกวน มีผมสามเส้น ถือเป็นคาแร็กเตอร์ที่มีเสน่ห์กับคนทั่วโลก (International appeal) ปังปอนด์ได้ถูกขายลิขสิทธิ์ไปแล้วหลายประเทศ เช่น จีน และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 7 ประเทศ ด้านหนูหิ่น แม้จะเป็นคาแร็กเตอร์การ์ตูนท้องถิ่น แต่ก็กลายเป็นภาพยนตร์ทำเงิน เป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์และสินค้ามากมายหลายชนิด เรียกว่าการตอบรับของผู้ชมต่อคาแร็กเตอร์การ์ตูนในทุกสื่อที่เรามีถือว่าสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือคนไทยในต่างประเทศ ทำให้คาแร็กเตอร์การ์ตูนเหล่านี้ ใกล้ชิดกับชีวิตของคนไทยมากที่สุดก็ว่าได้”

แบรนด์ความ ‘ขำ’ ที่คุ้นเคย
    เพราะคาแร็กเตอร์การ์ตูนต่าง ๆ เป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคย หลายหน่วยงานภาครัฐจึงนำคาแร็กเตอร์การ์ตูนของบรรลือสาส์นไปเป็นสื่อในการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ “อย่างปังปอนด์ เขาได้เป็นทูตของกระทรวงและสถาบันต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การศึกษา สาธารณสุข สุขภาพ และพลังงาน รวมถึงแบรนด์สินค้าต่างๆ เพื่อสื่อสารไปถึงกลุ่มเยาวชนและครอบครัว ส่วนหนูหิ่นล่าสุดก็ไปเป็นพรีเซนเตอร์ของสถาบันการเงิน เพื่อสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจเรื่องการเงิน โดยมีแนวคิดว่า ขนาดหนูหิ่นขวัญใจมหาชนผู้สร้างเสียงหัวเราะให้ทุกคนยังเข้าใจ ใครๆ ก็เข้าใจเรื่องนี้ได้เช่นกัน” พิมพ์พิชาเล่าให้ฟังอย่างภูมิใจ บก.วิธิตในฐานะผู้ก่อตั้งถึงกับกล่าวว่า “ผมก็ไม่เคยคิดนะว่าคาแร็กเตอร์การ์ตูนจากขายหัวเราะ ไม่ว่าจะเป็นปังปอนด์ หนูหิ่น จะกลายเป็นสิ่งคุ้นเคยของคนไทยได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อโลกดิจิตอลมาถึง ทำให้ตัวการ์ตูนเหล่านี้ไปไกลเกินกว่าที่เราเคยคิดไว้มาก”

เดินหน้าพัฒนาการ์ตูนไทย
    เมื่ออยู่และเติบโตบนเส้นทางสายนี้มากว่า 40 ปี บก.วิธิตจึงมุ่งมั่นในการพัฒนาการ์ตูนไทยให้แข็งแรง “เราจะทำให้การ์ตูนไทยทันสมัยขึ้น พยายามหาทีมงานใหม่ ๆ เข้ามา และนำเสนอรูปแบบใหม่ ๆ ให้คนจดจำได้ว่า อารมณ์ขันแบบนี้ คืออารมณ์ขันแบบขายหัวเราะ คนอ่านยังคงอ่านขายหัวเราะ เพราะเราปรับตัวตามยุคสมัยตลอดเวลา รวมถึงขยายพรมแดนความสุข กระจายเสียงหัวเราะของเราออกไปอย่างต่อเนื่อง
    ปัจจุบัน บันลือกรุ๊ปไม่ได้หยุดที่การ์ตูนอย่างเดียว หากต่อยอดและพัฒนาตัวเองเป็น ‘สำนักสร้างสรรค์ content ครบวงจร’ ที่สามารถผลิตและวางกลยุทธ์เนื้อหาสื่อได้ทุกประเภท โดยมี ‘บันลือ พับลิเคชั่นส์’ เป็นผู้นำด้านสิ่งพิมพ์ หนังสือ และนิตยสารสำหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นบรรลือสาส์น แซลมอนบุ๊คส์ บันบุ๊คส์ บันลือบุ๊คส์ และนิตยสารจีราฟ ด้านคาแร็กเตอร์และแอนิเมชั่น ก็มี ‘วิธิตา แอนิเมชั่น’ รับผิดชอบ มี ‘แซลมอนเฮ้าส์’ (SALMON HOUSE) ดำเนินการผลิต motion content สำหรับรายการทีวีและสื่อออนไลน์ ส่วนโปรดักส์ด้านดิจิตอล มี MINIMORE แหล่งเชื่อมต่อสำหรับนักอ่านนักเขียนออนไลน์ THE MATTER สำนักข่าวออนไลน์ที่กำลังมาแรง รวมถึง PIXNIQ

ชุมชนช่างภาพที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุด

    ก่อนจากกันในวันนั้น วิธิต และพิมพ์พิชา อุตสาหจิต ได้ให้คำมั่นว่า ขายหัวเราะจะยังคงปฏิบัติภารกิจสร้างความสุขและเสียงหัวเราะในชีวิตประจำวันของคนไทยต่อไป เพราะเป็นหน้าที่ที่ทุกคนรักและภาคภูมิใจที่ได้ทำตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้เรามั่นใจว่าบนเส้นทางบรรณพิภพแห่งนี้ ทุกธุรกิจในเครือบันลือกรุ๊ปจะเติบโตต่อไปอย่างงดงาม..

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);