เรื่องจากปก : ชีวิตดี สร้างได้ ‘วนิษา เรซ’
    Search
  
05
เรื่องจากปก : ชีวิตดี สร้างได้ ‘วนิษา เรซ’
 
 

เรื่องจากปก : ณ ชล
All magazine กันยายน 2559


ชีวิตดี สร้างได้ ‘วนิษา เรซ’
วนิษา เรซ

ชีวิตดี สร้างได้
‘วนิษา เรซ’

     สาวสวยบุคลิกดีคนนี้ แจ้งเกิดจาการเป็นผู้ชนะล้านที่ 15 ของรายการ ‘อัจฉริยะข้ามคืน’ ต่อด้วยรายการ ‘จับเข่าคุย’ ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา ทำให้ ‘หนูดี’ หรือ ‘วนิษา เรซ’ เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วประเทศภายในข้ามคืน ชื่อชั้นและตราประจำตัวของ ‘หนูดี’ คือสาวอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพและการพัฒนาสมอง อันเป็นส่วนสำคัญของชีวิตให้ก้าวเดินไปบนเส้นทางที่มั่นคงและแข็งแรง ‘ออล แม็กกาซีน’ ฉบับนี้ จึงมี ‘วนิษา เรซ’ หรือ ‘ครูหนูดี’ ของเด็ก ๆ แห่งโรงเรียนวนิษา มานั่งพูดคุยตรงหน้า เพื่อพิสูจน์กันว่า ชีวิตดี... สร้างได้จริง ๆ

หนูดีเรียนจบมาด้านไหน
หนูดี :    หนูดีเรียนมาด้านการศึกษาค่ะ ปริญญาตรีเรียนสายครอบครัวศึกษา พวก family study ตอนปริญญาโท ก็ย้ายไปเรียนด้านสมองและการศึกษา (วิทยาการสมอง) เป็นหลักสูตรที่ศึกษาว่าสมองทำงานยังไง เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ยังไง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคน ซึ่งเป็นคนละอย่างกับการเรียนผ่าตัดสมองนะคะ นั่นคือการเรียนลักษณะทางกายภาพ กายวิภาคของสมอง หนูดีจะเน้นการนำงานวิจัยมาประยุกต์ใช้มากกว่าค่ะ ตอนนี้ก็ทำโรงเรียนวนิษา สุขุมวิท, วนิษา รังสิต ทำสำนักพิมพ์อัจฉริยะสร้างได้ จะเน้นการนำความรู้มาใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ค่ะ

ทำไมถึงสนใจเรื่องการพัฒนาสมอง
หนูดี :    น่าจะเป็นความต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่หนูดีเรียนสายการศึกษา ตอนนั้นหนูดีชอบนักทฤษฎีที่ชื่อ ดร.โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) มากเป็นพิเศษ พอเขาไปเปิดหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หนูดีก็สนใจอยากไปเรียน ก็เลยไปสมัคร ตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะไปเรียน แต่กระบวนการสมัครของที่โน่นค่อนข้างเยอะค่ะ ต้องส่งจดหมายแนะนำตัว ต้องมีหนังสือรับรอง ต้องส่งใบเกรด ต้องไปสอบวัดมาตรฐานอะไรต่าง ๆ ใช้เวลาประมาณ 6 – 7 เดือน

ทราบว่าจุดเปลี่ยนของชีวิตหนูดีคือเหตุการณ์สึนามิ
หนูดี :    ระหว่างรอสมัครที่ฮาร์วาร์ด กำลังจะส่งเอกสารชิ้นสุดท้ายคือจดหมายแนะนำตัว ตอนนั้นหนูดีไปพักผ่อนที่เขาหลัก พังงา ไปเจอเหตุการณ์สึนามิพอดี เลยทำให้เห็นว่า ในสถานการณ์คับขัน คนที่ฉลาดมาก ๆ จะช่วยให้ตัวเองรอดได้ เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ มันสามารถให้ความรู้และวางแผนเพื่อช่วยชีวิตตัวเองได้ แต่บ้านเรามักจะไม่ค่อยพูดถึง พอไม่พูดถึงก็ไม่ได้ป้องกัน เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ๆ จึงมีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หนูดีมองว่าเราควรมีการป้องกันเรื่องแย่ ๆ ในเชิงรุกมากกว่านี้ พอเจอเหตุการณ์นี้ก็เลยเกิดความคิด จึงเปลี่ยนจดหมายแนะนำตัวไปว่า หนูดีอยากไปเรียนที่โน่นเพื่อนำความรู้กลับมาปรับใช้และแนะนำให้คนฉลาดขึ้น (ยิ้ม) โดยเฉพาะในกรณีคับขัน เขาจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ จำได้ว่า ใช้เวลาขียนจดหมายแนะนำตัวมา 6 เดือน พอเจอสึนามิ หนูดีแก้ไขจดหมาย 2 วัน แล้วส่งเลย (หัวเราะ) และในที่สุดทางฮาร์วาร์ดก็พิจารณาคัดเลือกให้หนูดีได้เข้าไปเรียนค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างกับการเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด
หนูดี :    จริง ๆ หนูดีเป็นลูกครึ่ง แล้วก็เคยเรียนที่สหรัฐอเมริกามาตั้งแต่เด็ก ปริญญาตรีก็เรียนที่นั่น จะบอกว่าตื่นเต้นตกใจคงไม่ใช่ (ยิ้ม) แต่มันก็แตกต่างนะคะ สมัยเรียนปริญญาตรีจะสบาย ๆ นิดหนึ่ง มีเวลาไปเที่ยว ไปทำงานพิเศษเยอะหน่อย แต่พอเรียนปริญญาโท กลัวเหมือนกันว่าจะเรียนไม่จบ โชคดีที่หนูดีเรียนเรื่องหลักการอ่านเร็ว เรียนเรื่อง Mind Map มาก่อน ฮาร์วาร์ดเรียนหนักค่ะ แต่เป็นการหนักที่ความยากของเนื้อหา ไม่ได้หนักที่การท่องจำ เป็นลักษณะการทำความเข้าใจเนื้อหาที่ยากขึ้นมาอีกสเต็ปหนึ่ง ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงค่ะ คนไทยคนอื่น ๆ ก็ทำได้ เด็กไทยหลาย ๆ คนเก่งกว่าหนูดีอีก โดยเฉพาะทางกฎหมาย มีคนไทยจบจากที่นั่นเยอะมาก

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง เด็กอายุเท่าไหร่จึงเหมาะแก่การพัฒนาสมองมากที่สุด
หนูดี :    หนูดีเป็นทูตขององค์การยูนิเซฟ เขาจะมีแคมเปญทั่วโลกว่า ช่วงอายุ 0 – 3 ปี เป็นช่วงสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมอง มีงานวิจัยรางวัลโนเบลในเชิงเศรษฐศาสตร์บอกว่า การลงทุนในเด็กวัยนี้ ให้ผลคุ้มค่าที่สุดในเชิงเม็ดเงิน โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 7 เท่า ขณะที่ถ้าลงทุนกับเด็กวัยมหาวิทยาลัย ผลตอบแทนจะต่ำมาก การลงทุนกับเด็กเล็กอายุประมาณนี้ จึงคุ้มค่าแก่การลงทุนทุกอย่าง แต่คุณพ่อคุณแม่คนไทยส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่า ส่งลูกเรียนระดับอนุบาลที่ไหนก็ได้ แล้วค่อยไปเรียนในมหาวิทยาลัยแพง ๆ รู้ไหมคะว่า เด็กวัยนั้น เขาไม่สนใจเรียนหนังสือแล้ว เพราะมีสิ่งจูงใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเบื่อ ฮอร์โมน เพศตรงข้าม เกม ฯลฯ หนูดีจึงมองว่าการลงทุนกับเด็กตั้งแต่เล็กเป็นสิ่งสำคัญ เพราะพอเด็กมีความฉลาดและรู้จักคิด เราจะส่งเข้าไปเรียนที่ไหนก็ได้ เขาสามารถพัฒนาตัวเองได้

วิธีสอนเด็กให้พัฒนาสมองอย่างถูกต้องมีอะไรบ้าง
หนูดี :    พ่อแม่ควรเข้าใจลูกว่า เด็กวัยนี้ชอบเรียนรู้ด้วยการฝึกทำหรือหัดเล่นด้วยตัวเอง การฟังเสียงก็สำคัญ ที่โรงเรียนของหนูดี (วนิษา สุขุมวิท) มีเรียนทั้งหมด 4 ภาษา คือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาจีน หนูดีทำห้องของแต่ละภาษาโดยเฉพาะ เด็ก ๆ จะได้เล่น ได้พูดคุยกับคุณครูด้วยความสนุกสนาน เขาจะได้เรียนภาษา 4 ภาษาครบเมื่ออายุ 6 ขวบ การที่ให้เขาได้เรียนรู้แบบสนุก ๆ จะทำให้เขาไม่เบื่อและไม่กลัวการเรียนหนังสือด้วยค่ะ

หลายคนคงสงสัยกับคำว่า ‘อัจฉริยะสร้างได้’ นั้น สร้างได้จริง ๆ หรือ

หนูดี :    หนูดีจะบอกเสมอว่า สมองมนุษย์มีศักยภาพที่เป็นอัจฉริยะได้ เรามีติดตัวกันมาทุกคน แต่ก็อยู่ที่ว่าคุณจะพัฒนามันต่อไปไหม คุณมีโอกาสนำไปใช้มากน้อยแค่ไหน เรื่องโอกาสก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ถ้าคุณรู้จักสร้างโอกาส คุณก็จะเดินไปถึงจุดจุดนั้นได้ (ยิ้ม)

เหตุผลที่หนูมาเปิดโรงเรียนวนิษาคืออะไร
หนูดี :    ฝันไว้นานแล้วค่ะว่าอยากเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กวัย 0 – 6 ปี เพราะวัยนี้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ สังคม สติปัญญา ร่างกาย จิตใจ เราพยายามพัฒนาเด็กให้มีอัจฉริยภาพทั้ง 8 ด้าน (Multiple Intelligences) เราจะมีทั้งสระว่ายน้ำ ห้องยิม ห้องภาษา ห้องฝึกทักษะการคิด ซึ่งห้องนี้เป็นรากฐานของทุกอย่าง เพราะถ้าเขาคิดเป็น ฟังเป็น เขาจะไปเรียนต่อที่ไหนก็ได้ หนูดีใช้หลักสูตร Creative Curriculum ซึ่งเป็นของสหรัฐอเมริกา มีการวางหลักสูตรและประเมินผลอย่างเป็นระบบ หนูดีใช้ดนตรีมาสอนภาษาด้วยนะคะ มีเพลงให้เด็ก ๆ ฟังเกือบหนึ่งพันเพลง เด็ก ๆ จะชอบมาก เมื่อฟังเพลงเหล่านี้ เด็กจะได้คำศัพท์ติดไปประมาณ 3,000 – 5,000 คำ ซึ่งถ้าเด็กมีคำศัพท์เยอะ เขาก็จะมีโอกาสที่จะเรียนเก่งและเข้าใจง่าย ส่วนเรื่องการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งสำคัญ โรงเรียนของหนูดีมีพื้นที่ที่เป็นสวนใหญ่มาก ๆ ไว้ให้เด็กวิ่งเล่นออกกำลังกาย เด็ก ๆ โรงเรียนนี้ปลูกผักกินเองนะคะ (ยิ้มปลื้ม) เรามีโรงปลูกผัก โรงเพาะเห็ดให้เด็ก ๆ ได้เห็นการเจริญเติบโตของผักต่าง ๆ ด้วยตัวเองค่ะ

เราควรมีแนวทางพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยอย่างไร

หนูดี :    หนูดีมองว่าคนไทยเป็นชาติพันธุ์ที่ฉลาดอยู่แล้วนะคะ มันอยู่ที่ว่าเราจะให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่หรือเปล่า ซึ่งปัจจุบันหนูดีมองว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมด้านภาษา ด้านกีฬา ด้านวิชาการต่าง ๆ นับว่าเป็นโชคดีของเด็ก ๆ รุ่นนี้ค่ะ

             วนิษา เรซ


ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมของเด็กไทยก็เปลี่ยนไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องการอ่านหนังสือที่ลดลง หนูดีมองเรื่องนี้ยังไง
หนูดี :    จริง ๆ แล้วเด็ก ๆ อาจจะอ่านหนังสือมากขึ้นก็ได้นะคะ แต่อาจจะเปลี่ยนจากการอ่านหนังสือเล่มไปเป็นอ่านจากหน้าจอโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตแทน มันอยู่ที่เนื้อหามากกว่า หนูดีมองว่าสำหรับเด็กโตคงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเด็กเล็ก หนูดีจะไม่สนับสนุนการเล่นผ่านหน้าจอโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตค่ะ โรงเรียนของหนูดีไม่ได้สอนด้วยคอมพิวเตอร์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะมันส่งผลกระทบทั้งเรื่องสายตา การโฟกัสภาพ แสงกระพริบจากหน้าจอ รวมทั้งเรื่องเนื้อหาที่เราควบคุมไม่ได้ หนูดียังคงเห็นความสำคัญของการอ่านหนังสืออยู่ เพราะหนังสือปลอดภัยกับสายตา เราสามารถพกไปไหนมาไหนก็ได้ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า แสงกระพริบจากหน้าจออันตรายกับสมองมาก เพราะมันกระพริบตลอด สมองจะเหนื่อยมากกับการเพ่งหน้าจอ

จริงหรือไม่ที่คนเรียนเก่งไม่จำเป็นต้องเรียนหนัก

หนูดี :    อยู่ที่วิธีการค่ะ เช่น วิธีการสอนคณิตศาสตร์ บางคนใช้วิธีท่องสูตรคูณ แต่โรงเรียนของหนูดีสอนคณิตศาสตร์ด้วยดนตรี (map melody) เด็กจะได้ทักษะคณิตศาสตร์ระดับประถมหมดเลยภายใน 6 ขวบ ซึ่งเด็ก ๆ ชอบมาก หนูดีมองว่า เด็กสมัยนี้เรียนหนักมาก น่าจะหนักเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ก็อยากให้หันกลับมามองว่า ชั่วโมงเรียนที่ใส่เข้าไปกับสัมฤทธิผลของการเรียนมันสอดคล้องกันไหม สิ่งเหล่านี้ควรเป็นโจทย์สำคัญของคุณครู คุณพ่อคุณแม่ รวมไปถึงกระทรวงศึกษาธิการควรนำไปพิจาณาด้วยนะคะ

เคล็ดลับในการดูแลสมองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดของหนูดีคืออะไร

หนูดี :    สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ‘เวลานอน’ ค่ะ เวลาที่เราอดนอน สมองจะเหมือนสมองคนแก่ที่มึน ๆ ติด ๆ ขัด ๆ ยิ่งอดนอนเยอะ สมองยิ่งแก่เร็ว ทำให้การตอบโต้ตอบสนองในเรื่องต่าง ๆ ต่ำลงไปด้วย หนูดีเองจะเช็คเสมอว่า ตัวเองพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ ถ้านอนไม่พอ ก็จะเลี่ยงไม่ขับรถ เพราะมันเสี่ยงกับอุบัติเหตุ รองลงมาคือเรื่อง ‘อาหาร’ เพราะอาหารมีผลกับระดับพลังงานในร่างกาย ถ้าเรารู้ว่าอะไรไม่ดีกับร่างกาย ก็อย่าไปกิน หรือถ้าอยากกินก็กินในปริมาณน้อย ๆ อย่างมื้อเช้าควรกินโปรตีนกับไฟเบอร์ สมองจะรับรู้ว่าอิ่มเมื่อได้กินโปรตีนกับไฟเบอร์ ถ้าไม่มีโปรตีน เขาจะไม่รับรู้ว่าอิ่ม ร่างกายก็จะแสวงหาอาหารกินไปเรื่อย ๆ ถัดมาคือเรื่อง ‘การพัฒนาตัวเอง’ การเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ จะทำให้เราไม่เชย ไม่ล้าสมัย แม้ว่าเราจะเรียนจบถึงปริญญาเอกแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเราจะฉลาดที่สุดนะคะ

ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็มีผลต่อการดำเนินชีวิตด้วยใช่ไหม

หนูดี :    เรื่องความสัมพันธ์ก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ หนูดีมองว่า เราไม่ควรอยู่ในความสัมพันธ์แย่ ๆ อย่าอยู่กับคนที่ดูถูกเรา อย่าอยู่กับคนไม่สนับสนุนให้เราดีที่สุดเท่าที่เราจะเป็นได้ อย่าอยู่กับคนที่บั่นทอนและไม่ให้กำลังใจเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นคนที่ชมเราตลอดนะคะ หนูดีอยากจะบอกว่า ถ้าจะมีแฟนหรือสามี อย่าเลือกคนที่เขาชมเราอย่างเดียว ให้เลือกคนที่เตือนเราได้ เวลาจีบกันใหม่ ๆ มักมีแต่คำชม แล้วเราก็จะเหลิง แต่ถ้าเขาช่วยบอกเราได้ว่า เรื่องนี้ควรทำ เรื่องนี้ไม่ควรทำ เราควรเสริมตรงนี้เพื่อให้ชีวิตของเราไปได้ไกลที่สุด ในความเป็นจริง คำเตือนจากคนอื่น คงไม่มีใครอยากฟัง แต่หนูดีก็มองว่า มันเป็นความจริงที่เราจำเป็นต้องฟังค่ะ

ทราบว่าหนูดีมีคุณแม่คอยดูแลและให้คำแนะนำตลอด

หนูดี :    แม่จะคอยบอกค่ะ บอกให้หนูดีไปเรียน ไปเทคคอร์ส หรือถ้าหนูดีไปบรรยายหรือเขียนบทความที่ไหน แล้วแม่ไปอ่านเจอ แม่จะบอกเสมอว่า หนูดีน่าจะทำได้ดีกว่านี้นะ แม่ไม่ยอมให้หลุดค่ะ จะคอยเตือนเสมอ แม่บอกว่า คนเราเวลาโด่งดังเนี่ย มักจะลดมาตรฐานลง สิ่งที่ทำให้เขาหายดัง ไม่ใช่ว่าอยู่มานานจนคนเบื่อหรือว่าอะไร แต่เป็นเพราะว่า พอโด่งดังและลดมาตรฐานตัวเองลงต่างหาก ซึ่งพอเป็นแบบนี้ก็ไม่มีใครอยากยุ่งกับเขาอีกแล้ว แม่ไม่อยากให้หนูดีเป็นคนแบบนั้น การมีคุณแม่ช่วยเตือน ช่วยบอก ถือเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ กับชีวิตของหนูดี (ยิ้ม)

การพัฒนาสมองควรเริ่มตั้งแต่เด็ก แล้วผู้ใหญ่ที่อยากพัฒนาสมอง มีโอกาสเป็นไปได้บ้างไหม
หนูดี :    ผู้ใหญ่ก็สามารถพัฒนาสมองได้ค่ะ ผู้อ่านของหนูดีหลายคนก็ยังเข้ามาคุยกับหนูดีเพื่อค้นหาความเป็นตัวเอง หนูดีมองว่า กลุ่มคนที่ต้องการค้นหาตัวเองแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ นักเรียนนักศึกษา กับผู้ใหญ่วัยทำงานอายุประมาณ 40 ปี เพราะเขารู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมามันไม่ใช่เขาเลย ช่วงวัยนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งหนึ่ง การเป็นมนุษย์มันดีตรงที่ว่าเราเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน ตื่นมาวันนี้คิดว่าฉันจะเปลี่ยนชีวิต ก็สามารถเปลี่ยนได้ ถ้าคุณพร้อม คุณเปลี่ยนได้ทุกครั้ง ทุกเวลา หนูดีคิดว่าอายุไม่ใช่สิ่งสำคัญ

หนูดีมีคำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการกำลังใจในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง

หนูดี :    ทุกอย่างอยู่ที่ใจค่ะ เราต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเอง ไม่มีใครให้กำลังใจใครได้ตลอดชีวิตนะคะ ฟังดูโหดแต่มันคือเรื่องจริง หนูดีเพิ่งไปคุยกับสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย (The Samaritans of Thailand) ซึ่งเป็นองค์กรที่บาทหลวงจากประเทศอังกฤษเป็นผู้ก่อตั้ง เป็นองค์กรที่ดีมาก ๆ เขาจะช่วยคนที่หมดกำลังใจและจะฆ่าตัวตาย เขาก่อตั้งสมาคมนี้เนื่องจากมีเด็กผู้หญิงอายุ 12 ฆ่าตัวตายเพราะเธอมีประจำเดือนครั้งแรก แล้วตกใจเพราะไม่รู้ว่าประจำเดือนคืออะไร สมาคมนี้จึงเกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากให้ใครฆ่าตัวตายด้วยเหตุผลที่ไม่เหมาะสม ใครที่คิดว่าชีวิตฉันหมดสิ้นแล้วทุกอย่าง ไม่มีกำลังใจเลย ลองโทรไปที่สายด่วนคลายทุกข์ โทรศัพท์ 0 – 2713 - 6793 (ภาษาไทย) หรือ 0 – 2713 - 6791 (ภาษาอังกฤษ) เขาเปิดให้บริการฟรีทุกวัน ตั้งแต่ 12.00 น. ถึง 22.00 น. เขาฝึกอาสาสมัครเหมือนที่หนูดีเรียนจากฮาร์วาร์ดเลย ใช้เทคนิคดียวกัน เป็นการฝึกที่สุดยอดมาก เขาเรียกว่าการฟังแบบสะท้อนกลับ ผู้ให้คำปรึกษาจะไม่ให้ความคิดเห็นใด ๆ ไม่ช่วยคิด ไม่อะไรทั้งสิ้น เขาจะฟังอย่างเดียว จนเราเห็นกระบวนการความคิดของเราและหาทางออกเองได้ มันมาจากพื้นฐานความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง และถ้าเราฟังเขาไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ไปบอกทางออก ในที่สุดเขาจะคิดได้เองจากการประมวลคำพูดของตัวเอง ซึ่งหนูดีคิดว่าเป็นวิธีการที่ดีมาก ๆ

ท่ามกลางสังคมอันสับสน เราในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมควรมีส่วนช่วยอย่างไรบ้าง

หนูดี :    ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันค่ะ อย่างหนูดีเป็นครู ก็จะทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็มีหน้าที่เลี้ยงดูลูกให้ดี เพราะพ่อแม่นี่แหละที่จะเลี้ยงลูกให้เป็นอะไรก็ได้ เป็นฮิตเลอร์ เป็นคานธี ลูกสามารถเป็นได้หมดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ หรือบางคนอาจจะไม่เลี้ยงลูกเลย ให้ลูกเติบโตไปเองแล้วเป็นอะไรสักอย่างตามแต่เขา นั่นก็น่ากลัวอีก หนูดีคิดว่าใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไปในขอบข่ายของตัวเอง หนูดีมองที่ภาพสังคมโดยรวมนะคะ หนูดีทำงานเป็นสื่อ ก็มีโอกาสได้พูด แต่พูดแล้วคนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันไม่ใช่สิทธิ์ของหนูดีแล้ว หนูดีทำได้อย่างมากสุดก็แค่จุดประกายและให้ความรู้ที่ถูกต้อง ส่วนคนฟังจะนำไปปรับใช้กับชีวิตแค่ไหน ก็อยู่ที่ตัวของเขาเอง

หนูดีมองเรื่องความสุขและความสำเร็จของชีวิตเป็นอย่างไร

หนูดี :    หนูดีมองเรื่องความสงบในใจเป็นสิ่งสำคัญค่ะ คนเราสามารถมีความสุขได้หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นความสุขแบบแพง ๆ รวย ๆ ความสุขแบบตื่นเต้น ความสุขจากความสบายใจ ความสุขจากความสำเร็จ หรือความสุขจากการปล่อยวาง ไม่มีอะไรได้ดังใจตลอดชีวิตหรอกค่ะ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ ตอนนี้หนูดีทำใจได้เก่งเร็วขึ้นมาก เพราะหนูดีนั่งวิปัสสนาทั้งเช้าและเย็น เริ่มเห็นว่าชีวิตในวันนี้เป็นอย่างไร รู้จักมองชีวิตมากขึ้น ไม่สะสมความทุกข์ให้มันหมักหมมเป็นปัญหาในวันข้างหน้า การนั่งวิปัสสนาจะทำให้เราเคลียร์ชีวิตทุกวัน ศาสนาพุทธสอนว่า ไม่สำคัญว่าจะเกิดเรื่องดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่ว่าเรารับมือและมีวุฒิภาวะต่อสิ่งนั้นอย่างไรมากกว่า ตอนนี้หนูดีรู้สึกตัวว่ารับมือตอบโต้ต่อสิ่งต่าง ๆ ช้าลง รู้สึกโกรธน้อยลง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความสำเร็จของหนูดีค่ะ ส่วนเรื่องงานหรือชีวิตด้านอื่น ส่วนมากก็เป็นไปตามที่วางแผนไว้ค่ะ

มีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำหรือกำลังจะทำอีกไหม

หนูดี :    อยากเปิดร้านอาหารมังสวิรัติค่ะ (หัวเราะ) จะเปิดในโรงเรียนนี่แหละ เพราะหนูดีชอบกินผัก ชอบกินอาหารเจ หุ้นส่วนของหนูดีทำอาหารเจอร่อย เลยชวนเขามาเปิดร้านอาหารเจ ส่วนเรื่องหนังสือ ปีนี้จะออกหนังสือแปลเกี่ยวกับการอ่านเร็ว น่าจะออกประมาณเดือนตุลาคม ตอนนี้หนูดีก็เริ่มทำรายการที่ช่องยูทูบด้วยชื่อ Noodi Brain Works มีทั้งช่องภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นำเสนอข้อมูลความรู้สำหรับพ่อแม่ สำหรับวัยรุ่น แบบสั้น ๆ กระชับ เข้าใจง่ายค่ะ ก็อยากให้ติดตามหนูดีกันนะคะ
    แม้คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะสร้าง ‘ชีวิต’ ที่ดีได้ จากมุมมองความคิดของสาวสวยคนนี้ คงไม่ยากเกินไปใช่ไหมที่คุณจะสร้างชีวิตดี... ด้วยตัวคุณเอง

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);