เรื่องจากปก : เกินกว่าค่าน้ำนม พิมพ์ผกา – ณภัทร เสียงสมบุญ
    Search
  
08
เรื่องจากปก : เกินกว่าค่าน้ำนม พิมพ์ผกา – ณภัทร เสียงสมบุญ
 
 

เรื่องจากปก : ณ ชล
All magazine สิงหาคม 2559


 เกินกว่าค่าน้ำนม พิมพ์ผกา – ณภัทร เสียงสมบุญ

พิมพ์ผกา – ณภัทร เสียงสมบุญ

เกินกว่าค่าน้ำนม
พิมพ์ผกา – ณภัทร เสียงสมบุญ

     ช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี เพลง ‘ค่าน้ำนม’ คงดังก้องอยู่ในใจใครหลายคน โดยปกติแล้ว คำว่า ‘ครอบครัว’ มักประกอบไปด้วย ‘พ่อ – แม่ – ลูก’ แต่อีกหลายครอบครัวก็อาจเหลือเพียง ‘แม่กับลูก’ หรือ ‘พ่อกับลูก’ ด้วยเหตุผลบางประการของชีวิต ‘ออล แม็กกาซีน’ ฉบับวันแม่ 2559 มีโอกาสได้คุยกับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ให้ความรักความอบอุ่นแก่บุตรชายอย่างเต็มที่ เพื่อให้เขาเติบโตเป็นคนคุณภาพของสังคม อาจเรียกได้ว่า นอกจาก ‘น้ำนม’ ที่ผู้เป็นแม่ ‘กลั่นจากอก’ ให้ดื่มกินแล้ว ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายที่ ‘แม่หมู - พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ’ ทุ่มเทให้บุตรชาย ‘นาย – ณภัทร เสียงสมบุญ’ จนเติบโตเต็มที่ทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติได้ขนาดนี้

:: พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ ::

ย้อนกลับไปตอนที่ประสบปัญหาชีวิตคู่ จำได้ว่าคุณหมูใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อขอน้องนายมาเลี้ยงเอง

หมู พิมพ์ผกา :  ตอนนั้น หมูรู้อย่างเดียวว่าชีวิตหมูอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีน้องนาย หมูไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง ไม่มีสมบัติสักชิ้น แถมยังมีหนี้สินด้วย แต่หมูก็ยืนยันว่าจะขอเป็นคนเลี้ยงน้องนายเอง เขาคือพลังใจของหมู ถ้ามีเขา หมูก็เดินหน้าต่อได้ แต่ถ้าไม่มี ก็เหมือนตายทั้งเป็น เลยเดินหน้าฟ้องศาลขอเขามาให้ได้ แล้วก็ทำจนสำเร็จ จำได้ว่าหมูสบตาศาล ไม่ร้องไห้ ไม่ขอค่าเลี้ยงดู ไม่ขออะไรเลย ขอแค่ชีวิตของหมูกลับมาเท่านั้นเอง ในที่สุดศาลก็ตัดสินให้น้องนายได้มาอยู่กับหมูจริง ๆ

เหนื่อยไหมกับการเลี้ยงดูลูกชายเพียงคนเดียวในฐานะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว
หมู พิมพ์ผกา : พอได้เขามาแล้วโลกมันก็สว่างสดใส หมูเชื่อว่าหมูกลับไปเป็นนักแสดงได้ เพราะที่ผ่านมาหมูคือนักแสดงที่ดี บอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า เราทำได้ ๆ มันก็มีช่วงที่เหนื่อยนะ แต่อาชีพการแสดงคือสิ่งที่หมูรักและใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก การได้ทำงานที่รัก เหนื่อยกายแค่ไหนก็ทนได้ อาจจะมีเหนื่อยใจบ้าง แต่ก็ต้องผ่านไปให้ได้ หมูกับน้องนายอยู่กันสองคน ไม่มีญาติพี่น้องเลย จำเป็นต้องจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลน้อง หมูจะบอกพี่เลี้ยงว่า เราฝากชีวิตไว้กับเขานะ โชคดีที่เขาเป็นคนซื่อและไว้ใจได้ เลยช่วยดูแลน้องนายมาถึง 15 ปี จนตอนนี้น้องโตแล้ว เขาพอมีเงินเก็บ เลยกลับไปอยู่บ้านค่ะ

สิ่งที่ยากที่สุดของความเป็นแม่ น่าจะเป็นเรื่องการบอกลูกว่าเรามีปัญหากับพ่อ คุณหมูมีวิธีบอกลูกยังไง

หมู พิมพ์ผกา : ไม่ยาก (เสียงสูง) ก็บอกลูกตามความเป็นจริง ด้วยความที่หมูเป็นนักแสดง ใคร ๆ ก็รู้จัก หมูจำเป็นต้องสร้างเกาะป้องกันให้ลูกไว้ก่อน และสิ่งที่ดีที่สุดคือความจริง หมูบอกลูกตามความเป็นจริงแต่สวยงาม ไม่ไปใส่ความหรือใส่ร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง บอกไปตรง ๆ ว่าพ่อกับแม่อยู่ด้วยกันไม่ได้ก็เลิกกันไป ให้ลูกรู้ความจริงจากแม่ดีกว่าไปรู้จากคนอื่น บางคนอาจจะกลัวลูกไม่เข้าใจ กลัวลูกมีปัญหา อย่าเอาความกลัวของตัวเองไปใส่ที่ลูก ตัดสินใจดี ๆ วางแผนดี ๆ คิดถึงอนาคตเยอะ ๆ เด็กเขาใส บอกอะไรก็เป็นอย่างนั้น เหมือนผ้าขาว หยดสีอะไรลงไปก็เป็นสีนั้น

ส่วนใหญ่เด็กที่ขาดพ่อหรือแม่มักจะทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา แต่สำหรับน้องนายกลับไม่เป็นแบบนั้น คุณหมูมีเคล็ดลับเลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นเด็กดีขนาดนี้
หมู พิมพ์ผกา : หมูคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ พ่อแม่คิดแบบไหน ลูกตัวเองก็ออกมาเป็นแบบนั้น ถ้าด่าลูกว่าโง่ เขาก็จะฝังในจิตใต้สำนึกว่าเขาโง่ ถ้าแม่บอกว่า โถ ! ลูกขาดพ่อ น่าสงสาร เขาก็จะเป็นเด็กน่าสงสาร ทั้งหมดอยู่ที่วิธีคิดของพ่อแม่ แต่สำหรับหมู น้องนายคือฮีโร่ คือคนเก่งของหมู เขาคือพระเอกในสายตาหมู (หัวเราะขำ) เวลาเขาทำอะไร หมูจะชื่นชมเขาตลอด ถ้าเราคิดว่าลูกเราเจ๋ง ลูกเราสมบูรณ์แบบ มันก็จะสมบูรณ์แบบ เราควรกำจัดความกลัวและความคิดที่ไม่ดีในใจออกไปให้หมด หมูว่าไม่ผิดนะที่เราจะวางเป้าหมายสำหรับลูกไว้ หมูฝึกบุคลิกภาพให้เขาตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะเรียนอินเตอร์ฯ แต่หมูก็ฝึกภาษาไทยให้เขา เพราะวันหนึ่งข้างหน้า เขาอาจต้องอ่านบทหรือเป็นพิธีกรได้

หมู พิมพ์ผกา ภูมิใจกับลูกชายคนนี้แค่ไหน
หมู พิมพ์ผกา : ความภูมิใจมีมาตั้งแต่เขายังเล็ก เขาสร้างความภูมิใจให้เรามาก น้องนายเป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่เด็ก เราคุยกันแบบเพื่อน เขาจึงเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่ 10 ขวบ หมูไม่เคยคิดว่าหมูคุยกับเด็กเลย หมูคุยกับเขาเหมือนเพื่อนคู่คิด เวลาจะไปไหนก็ปรึกษาเขา ได้ฟังความคิดเด็ก ๆ ใส ๆ ก็ง่าย ๆ ตรง ๆ ดี หมูได้ไอเดียดี ๆ จากเขาเยอะเหมือนกันนะ (ยิ้ม)

อยากให้ลูกทำงานในวงการบันเทิงเหมือนแม่หรือเปล่า
หมู พิมพ์ผกา : ตอนแรกหมูก็กันไม่ให้น้องนายเข้าวงการนะ ไม่มั่นใจว่าเขาจะให้นายไปเล่นอะไร หมูเชื่อว่าบุคลิกภาพเป็นสิ่งสำคัญ ที่หมูฝึกบุคลิกภาพให้เขา ก็ไม่ได้หวังให้เขาเป็นพระเอก หมูฝึกให้เขาหลายอย่าง ทั้งบุคลิกภาพ การใช้ภาษาไทย ทักษะการพูด รวมถึงเรื่องพระพุทธศาสนา หมูสอนเสริมให้เขาเอง ตอนเด็ก ๆ หมูบอกเขาว่าคุณวิกรม กรมดิษฐ์ เขียนหนังสือดีมาก เขาเขียนถึงบุคคลสำคัญของโลก นายช่วยไปอ่านแล้วมาเล่าให้แม่ฟังหน่อย เขาก็ไปอ่านแล้วมายืนเล่า พอเล่าไม่รู้เรื่อง หมูก็ไล่ให้กลับไปอ่านใหม่ หลาย ๆ ครั้งเข้า เขาเริ่มเซ็ง เลยไปอ่านครั้งเดียวแล้วมาเล่ารู้เรื่องเลย พอเล่าจบจะได้เอาเวลาไปเล่น แม่ถามอะไร เขาตอบได้หมด หมูสอนเขาว่า เวลาอ่านให้เห็นเป็นภาพ ขนาดไอน์สไตน์ยังบอกว่า ‘จินตนาการสำคัญกว่าความรู้’ ซึ่งหมูก็ว่าจริง หมูจำบทการแสดงเป็นภาพเหมือนกัน จากนั้นก็มาสอนเรื่องบุคลิก เวลาเล่าเรื่องควรวางมือไว้ที่ไหน ควรสบตาคนฟังอย่างไร ทุกวันนี้เขาพูดหน้าห้องได้อย่างเพอร์เฟ็คต์มาก (ยิ้มภูมิใจ)

คุณแม่ทุ่มเทฝึกแบบนี้ ลูกชายไม่รู้สึกว่าเราจู้จี้เกินไปหรือ
หมู พิมพ์ผกา : ก็ต้องบอกให้เขาเข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร ถ้าน้องนายทำแบบนี้ ลูกจะเก่งกว่าใคร ไม่มีใครทำได้อย่างน้องนาย เราต้องชักจูง ไม่ใช่บังคับ น้องนายอยากเป็นแบบนี้ไหม ถ้าอยากเป็นแบบนี้ ต้องฝึกแบบนี้ ถ้าน้องนายทำได้ น้องนายจะพิเศษกว่าเด็กคนอื่น แต่ถ้าน้องนายไม่ทำ แล้วคนอื่นทำได้ น้องนายก็จะเป็นแค่คนตาม อะไรอย่างนี้ค่ะ

อยู่กันแค่สองคน เมื่อลูกเริ่มเข้าวัยรุ่น คุณแม่คุยเรื่องเพศกับลูกชายอย่างไร

หมู พิมพ์ผกา : เคยพยายามจะสอนเขานะ นายก็บอกว่า ไม่ต้องหรอกแม่ ครูเขาสอนหมดแล้ว โรงเรียนอินเตอร์ฯ เขาสอนเป็นเรื่องปกติ นั่งฟังด้วยกันทั้งผู้หญิงผู้ชาย เราก็หายห่วง เด็กอินเตอร์ฯ จะมีความรู้ด้านนี้และกล้ากว่าเด็กไทยค่ะ (ลูกชายเป็นหนุ่มหล่อขนาดนี้ คุณหมูหวงลูกชายไหม) ไม่หวงเลย หมูรู้นิสัยเขา เขารู้หน้าที่ว่าตอนนี้เขาทำอะไรอยู่ เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าหมูอีก แอบห่วงว่าจะไม่มีมากกว่า กลัวว่าเขาจะช่างเลือก เขาเคยบอกว่าชอบผู้หญิงตลก ๆ ที่ทำให้เขาขำ เพราะเขาจะขรึม ๆ หน่อย

น้องนายโรงเรียนนานาชาติมาตลอด คุณหมูมีการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ทำงานคนเดียว

หมู พิมพ์ผกา : จริง ๆ แล้วอาชีพนักแสดงอย่างหมู ไม่ได้มีรายได้มากมายนะคะ แต่หมูเป็นคนชอบตอกเสาเข็มให้แน่น ตอนนั้นมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง ตั้งใจจะเอาไปซื้อบ้าน แต่คุณพ่อของเพื่อนเขาแนะนำว่า เอาเงินผ่อนบ้านมาผ่อนลูกดีกว่าไหม เพราะเด็กที่เรียนอินเตอร์ฯ จะได้ทั้งบุคลิกภาพและภาษา ตอนนั้นก็คำนวณแล้วว่าเงินเก็บที่มี น่าจะพอ แต่เอาเข้าจริง ปรากฏว่าเงินไม่พอ เราก็ปรึกษากัน ช่วยกันแก้ปัญหา จำได้ว่า ตอนย้ายไปเรียนอินเตอร์ฯ เขาไปเล่นกอล์ฟ แล้วเขาเล่นดี คุณครูบอกว่าเขามีพรสวรรค์ คุณหมูต้องส่งน้องเรียนกอล์ฟนะ ช่วงนั้นหมูก็ไม่ค่อยมีเงิน การเล่นกอล์ฟใช้เงินค่อนข้างเยอะ เลยคุยกับน้องนายว่าเอาจริงใช่ไหม เขาก็บอกใช่ ทำเป็นแผนการมาให้เสร็จสรรพ ถ้าเล่นกอล์ฟถึงสเต็ปนี้ เขาจะหาเงินให้แม่ได้เท่านี้ ถ้าเขาได้เป็นโปรกอล์ฟ จะหาเงินได้เท่าไหร่ พูดแล้วจะร้องไห้ทุกที (น้ำตาคลอ) เขาเขียนแผนด้วยลายมือเด็ก ๆ เขาอยากเล่นจริง ๆ นั่นคือแผนของเขา แต่ตัวเรายังไม่สามารถส่งเขาได้ ก็ขึ้นไปร้องไห้ข้างบน (ยิ้มเศร้า) จากเหตุการณ์นั้น กลายเป็นแรงถีบให้หันมาทำธุรกิจเสริม หมูผลิตและขายเครื่องสำอางยี่ห้อ born to be cosmetics ซึ่งน้องนายก็ใช้ เขารู้จักสินค้าของหมูทุกตัว เพราะเขาใช้เอง จากเด็กเล่นกอล์ฟตัวดำ หาความหล่อไม่เจอ กลายเป็นนักกอล์ฟที่หล่อที่สุดไปแล้ว (หัวเราะ) ธุรกิจเสริมของหมูเกิดเพราะเขาจริง ๆ ค่ะ พอเขาใช้ เพื่อนที่เล่นกอล์ฟด้วยกันก็มาถาม แล้วใช้ต่อ ๆ กัน

คุณหมูวางอนาคตของลูกไว้อย่างไรบ้าง
หมู พิมพ์ผกา : ไม่เคยวางอนาคตให้ลูกนะ แต่หมูจะให้เกราะป้องกันตัว ให้แผนที่ชีวิตในทางพระพุทธศาสนา เกราะป้องกันตัวคือศีล 5 ข้อ หมูจะไม่ให้เขาท่องเฉย ๆ เขาต้องมีความเข้าใจในศีลแต่ละข้ออย่างลึกซึ้งด้วย เขาท่องอาราธนาศีลเป็นภาษาบาลีเป็นด้วยนะคะ หมูเชื่อว่าพระพุทธศาสนาเป็นวิชาจิตวิทยาที่ดีและมหัศจรรย์ที่สุดในโลก เพราะหมูศึกษามาเป็น 10 ปีแล้ว ส่วนแผนที่ชีวิตก็คือกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) พอเขามีความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ลึกซึ้ง หมูก็ไม่กลัวอะไรแล้ว ในอนาคต ลูกของหมูเอาตัวรอดได้แน่ ๆ เพราะหมูให้แผนที่และเกราะป้องกันตัวไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องวางแผน รับรองชีวิตเขาดีแน่ การมีศีล 5 ข้ออยู่เนี่ย ทุกข์เขาจะน้อยลง ถึงทุกข์ก็ทุกข์ไม่เยอะแล้วค่ะ (ยิ้ม)

ในฐานะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว อยากฝากอะไรถึงผู้หญิงที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวเพื่อเป็นกำลังใจให้เขาบ้างไหม
หมู พิมพ์ผกา : อย่างที่บอกค่ะว่าจะเลี้ยงเดี่ยวหรือเลี้ยงคู่ ทุกคนหนีไม่พ้นเรื่องทุกข์หรอก ทั้งหมดมันอยู่ที่วิธีคิดของเรา ถ้าเราคิดสิ่งใดลูกเราจะเป็นอย่างที่เราคิด ถ้าเราคิดว่าลูกเราขาด ลูกเราก็จะขาด เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องกลัวเลยว่า ถ้าเราเลี้ยงลูกด้วยความรักอย่างเต็มร้อย ให้ความรักบริสุทธ์อย่างเต็มที่ ดูแลหัวใจเขา ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบเขา ให้เวลาเขา รับรองเลยว่าถ้าให้เต็มร้อยอย่างนี้ ลูกของคุณไม่มีคำว่าขาดแน่นอน


:: ณภัทร เสียงสมบุญ ::


นายยังเรียนหนังสืออยู่ปีไหนแล้ว
นาย ณภัทร : ผมเรียนชั้นปีที่ 4 ที่คณะ Communication Design ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลครับ ได้เรียนกราฟิกดีไซน์ ผสมหลาย ๆ อย่าง เรียนค่อนข้างกว้าง ที่นี่เขาจะให้เลือกเองว่าสนใจทางด้านไหน เรียนตั้งแต่ออกแบบไม้จิ้มฟันยันผลิตของชิ้นใหญ่ ๆ ก็เรียนหนักพอสมควรครับ

เข้าสู่วงการบันเทิงได้อย่างไร
นาย ณภัทร : วันนั้นมีผู้บริหารของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายยี่ห้อนีเวียโทรมาหา อยากคุยด้วย ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ก็เลยเข้าไปคุย ตื่นเต้นมาก ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ปรากฏว่าเขาชอบ ตกลงให้ผมเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งตอนนั้นผมยังทำอะไรไม่เป็นเลย การแสดงก็ไม่เคยเรียน แต่ก็ลองไปถ่าย พอผลงานออกมาก็ตลกตัวเอง (ยิ้มเขิน) มีความรู้สึกว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ อยากแก้ไข อยากพัฒนาให้ดีขึ้น ก็เลยมีโฆษณาชิ้นต่อมา คือโฆษณา ‘คิง พาวเวอร์’ ที่หลายคนน่าจะรู้จักผมจากโฆษณาชิ้นนี้ เขาเห็นผมจาก IG แต่ช่วงนั้นผมติดสอบ เขาเลยมาดูตัวผมที่มหิดลตอน 4 ทุ่ม ผมก็มาแคสต์ นั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงที่ผมแต่งให้แม่ในวันเกิด วันต่อมาก็ได้รับแจ้งว่า ผมได้เล่นโฆษณาชิ้นนี้ เป็นโฆษณาที่สนุกมากครับ แล้วคนก็ชอบด้วย ตอนแรกผมก็อึ้ง ๆ เหมือนกัน ไม่ได้คิดว่าจะได้การตอบรับขนาดนี้ ทั้งหมดก็เป็นโอกาสที่ผู้ใหญ่มอบให้มาตลอดครับ ผมยังรู้สึกว่ามีอะไรต้องปรับปรุงอีกเยอะ เลยเล่นมาเรื่อย ๆ สนุก สะใจดี รู้สึกว่าทำได้และรักมากตั้งแต่นั้น

นายเป็นที่รู้จักภาพยนตร์โฆษณา ตอนนี้ก็เริ่มมีละครและภาพยนตร์เข้ามาใช่ไหม
นาย ณภัทร : ละครเป็นของช่อง 3 ชื่อ ‘รักกันพัลวัน’ ของป้าแหม่ม (ธิติมา สังขพิทักษ์) มีป้าแจ๋ว (ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์) เป็นผู้กำกับ เล่นคู่กับไอซ์ – ปรีชญา พงษ์ธนานิกร กำลังถ่ายทำอยู่ครับ แล้วก็มีโปรเจ็คต์หนังพิเศษของ GDH ชื่อ ‘นิวเยียร์กิ๊ฟ’ แบ่งเป็น 3 ตอน มีพระเอก 3 คน มีพี่เต๋อ – ฉัททวิชช์ พี่ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และผมเป็นน้องใหม่ครับ เป็นหนังเกี่ยวกับเพลง ซึ่งผมก็เล่นดนตรีอยู่แล้ว คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีก็เลยรับเล่น (ยิ้ม)

เวลาทำงานเสร็จ นายจะกลับมาทบทวนเสมอว่าต้องแก้ไขอะไรเพิ่มเติม ทำไมถึงคิดแบบนี้

นาย ณภัทร : แม่สอนครับ ตอนเด็ก ๆ โดนแม่ตีด้วยไม้มะยม เขาไม่ได้ตีซี้ซั้วนะครับ เขาจะถามว่ารู้ไหมว่าตีเพราะอะไร ผมก็ตอบว่าไม่รู้ครับ แม่จะอธิบายถึงเหตุผล ผมก็มานั่งคิด เออ... มันก็จริงนะ โอเค ยอมโดนตีแต่โดยดี (ยิ้มขำ) แม่จะสอนผมแบบนี้ ยิ่งเรื่องงานในวงการ เขามีประสบการณ์มาก่อน เวลาไปทำงานกลับมา เขาก็จะบอกข้อผิดพลาดของผม ผมก็เอามาคิดมาปรับ ซึ่งมันก็เห็นผลจริง ผมโอเค เลยทำอย่างนี้มาตลอด แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่เชื่อฟังเขาทุกเรื่องนะ ผมดื้อเหมือนกัน เพียงแต่ผมรู้ว่าทุกอย่างที่แม่ทำให้อยู่บนพื้นฐานของความหวังดี ผมจะลองคิด ลองทำดู ถ้ามันเวิร์คกับผม ผมก็ทำ แต่ถ้ามันไม่เวิร์ค ผมก็ค้าน เป็นเรื่องธรรมดา เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ทุกอย่างที่เขาบอกมา เหมือนให้เราคิดต่อเอง

วัยรุ่นทั่วไปมักไม่ชอบเวลาแม่พูดเยอะ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายจะต่อต้านเป็นพิเศษ นายมีวิธีจูนกับแม่ยังไง

นาย ณภัทร : ผมจะนิ่งครับ รับฟังความคิดเห็นของเขา เขาไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ผมรับฟังไปตามหน้าที่ของลูก เขาก็บ่นก็สอนตามหน้าที่ของแม่ เราต่างคนต่างมีหน้าที่ เราอยู่กันเหมือนเป็นเพื่อน เป็นแม่ลูกคู่คิดมากกว่าครับ

แม้ว่าคุณพ่อจะไม่อยู่กับนายและแม่ นายก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไรใช่ไหม
นาย ณภัทร : ผมไม่เคยคิดว่าผมมีปัญหา แม่เป็นทูอินวัน เป็นทั้งผู้หญิงผู้ชาย ผมเล่นอะไร เขาก็เล่นด้วย ต่อยมวย กระโดดร่ม แม่ทำด้วยทุกอย่าง แม่เป็นหัวหน้าครอบครัวแล้วก็คอยดูแลผม จนผมเติบโตมาเป็นแบบนี้
นาย ณภัทร
คุณแม่เล่าให้ฟังว่านายวางแผนชีวิตไว้ตั้งแต่เด็ก ทำไมตอนนั้นถึงคิดแบบนั้น
นาย ณภัทร : ไม่ได้คิดอะไร รู้สึกว่าเราต้องเอาตัวรอด ผมรู้ว่าแม่เลี้ยงผมคนเดียว มีค่าใช้จ่ายเยอะมาก เพราะย้ายจากโรงเรียนสามภาษามาเรียนนานาชาติ จริง ๆ ผมเริ่มเล่นกอล์ฟเพราะโดนเพื่อนล้อนะ โรงเรียนของผมอยู่ในสนามกอล์ฟ เพื่อน ๆ เขาเล่นเป็นกันหมด กอล์ฟเป็นวิชาบังคับ เป็นกีฬาประจำหลักสูตรระบบอังกฤษ สัปดาห์หนึ่งจะมีเรียน 3 – 4 วัน ตอนผมเล่นไม่เป็น โดนล้อแรงมาก มันเลยเกิดความแค้น แค้นจนอยากลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ผมไม่ใช่พวกใช้ความรุนแรง เลยตัดสินใจซ้อม ซ้อมเยอะ ๆ ซ้อมหนักมาก อยู่สนามกอล์ฟตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสามสี่ทุ่ม จนตีกอล์ฟชนะเพื่อน ทุกคนก็เงียบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก มารู้ตัวอีกทีก็ติดใจการเล่นกอล์ฟไปแล้ว แต่นั่นเป็นเรื่องสนุก ๆ ของเด็ก ๆ นะครับ ผมถือเป็นโชคดีที่ทำให้ผมได้มาเจอกีฬากอล์ฟครับ

ทุกวันนี้ยังอยากเป็นโปรกอล์ฟอยู่ไหม
นาย ณภัทร : ยังอยากเป็นอยู่ครับ (ยิ้มกว้าง) ตอนเด็ก ๆ อยากเป็นทีมชาติ ผมตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก ผมตั้งใจและจริงจัง มีเหตุผลว่าทำไมผมถึงต้องการเล่น ผมเคยเสนอแผนการให้แม่ฟัง ตอนนี้ผมไม่ได้อยากเป็นทีมชาติแล้วนะ แต่ยังต้องการเป็นโปรกอล์ฟอยู่ รอให้เรียนจบมหาวิทยาลัยก่อน เพราะกีฬากอล์ฟต้องใช้เวลาซ้อม ทุกลูกที่ตีเป็นเงินหมดเลย เสียค่าซ้อมค่าแข่งสารพัด ผมมองว่ากอล์ฟเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์มาก ผมได้เพื่อนใหม่ ได้คุยต่อยอดความคิดกัน ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เล่นแล้วมีความสุขมาก แต่ไม่ใช่ว่าพวกเราที่เล่นกอล์ฟจะเป็นคนรวยนะครับ ผมกับเพื่อนหลายคนอาศัยไม้มือสองของรุ่นพี่ที่บริจาคมา เราเล่นกอล์ฟเพราะความตั้งใจที่อยากจะเล่นกันจริง ๆ

แสดงว่านายเป็นคนที่รู้คุณค่าของเงินพอสมควร

นาย ณภัทร : รู้ครับ ผมใช้เงินเป็น (ตอบจริงจัง) เห็นแม่ทำงานแล้วผมสงสาร ทุกวันนี้ เวลาได้เงินมา ผมรู้ว่ากว่าจะได้เงินมามันต้องใช้เวลานะ ผมไม่ได้เป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือย เวลาจะซื้ออะไร ผมคิดก่อนเสมอว่าจำเป็นแค่ไหน เพราะเงินที่ได้มาในวันนี้ ผมถือเป็นโอกาสที่ดี ผมจึงวางแผนเก็บเงินไว้เป็นกองทุนในอนาคต ซึ่งค่าครองชีพในอนาคตมันสูงมาก ถ้าเราเอาเงินไปซื้อแต่สิ่งของที่ไม่จำเป็น ก็คงไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าเอาเงินไปลงทุน ไปต่อยอด มันมีแต่ได้กับได้ครับ

ความคิดที่เป็นผู้ใหญ่เกินวัยเหล่านี้ นายเรียนรู้มาจากไหน

นาย ณภัทร : ผมโชคดีที่ตอนเด็ก ๆ ได้มีโอกาสอยู่กับพ่อแม่เพื่อนที่เป็นผู้บริหาร มีโอกาสฟังความคิดใหม่ ๆ เสมอ บวกกับที่คุณแม่คอยปลูกฝัง ทำให้ผมมีตัวอย่างดี ๆ หลายคน ผมมองว่าประสบการณ์และโอกาสเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ามีโอกาสดี ๆ เข้ามา ผมก็จะเลือกทำสิ่งนั้นครับ

นายมีวิธีบริหารจัดการเวลายังไง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงานในวงการ หรือเรื่องกีฬากอล์ฟ
นาย ณภัทร : คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ไม่มีใครได้น้อยหรือมากกว่า อยู่ที่เราจะจัดสรรมันยังไง ในช่วงปีหนึ่ง ผมเคยแต่เรียนหนังสือ พอเริ่มมีงานเข้ามา ทุกอย่างพังหมดเลย แต่ผมเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ พอมีงานที่ต้องทำส่งอาจารย์ ผมจะตั้งเวลาไว้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ พยายามทำตามเวลาที่กำหนดไว้ พอเริ่มทำแบบนี้ เราจะชิน แล้วทำได้เร็วขึ้น ผมเอาไปบอกเพื่อน ทุกคนก็เริ่มทำแบบนี้ เห็นผลกันหมดเลยนะ มันทำได้จริง ๆ ขอแค่เราฝึกฝนไปเรื่อย ๆ พยายามเซ็ตเป้าหมายและแบ่งเวลาให้ได้ครับ (ยิ้ม) แม้จะมีงานบันเทิงเข้ามา ผมไม่เคยทิ้งเรื่องเรียนนะครับ การเรียนดีไซน์ของผม อาจารย์ค่อนข้างวัยรุ่น ต้องอาศัยไอเดียหรือแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เวลาผมออกไปทำงานก็จะได้ไอเดียหลาย ๆ อย่างมาปรับใช้ ผมทำงานส่งก่อนเวลาตลอด ไม่เคยส่งเลท ที่ผมต้องรีบทำให้เสร็จ เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีงานอะไรเข้ามาไหม แต่ทุกอย่างยังไม่สมบูรณ์แบบนะครับ มันแค่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้นเอง (ยิ้ม)

ทราบว่าคุณแม่สอนเรื่องศีลห้าและกฎไตรลักษณ์มาตั้งแต่เด็กด้วยใช่ไหม

นาย ณภัทร : ครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าแม่สอนปุ๊บ ผมจะเข้าใจปั๊บนะครับ นานพอสมควรกว่าจะเห็นว่าเป็นเรื่องจริง ผมไม่ได้เป็นคนที่ฟังแม่ทุกคำ ที่ผมยึดเรื่องศีลห้าและกฎไตรลักษณ์เป็นแผนที่ชีวิต เพราะผมลองทำแล้วมันเห็นผลจริง มีสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตจริง ทุกสิ่งผมลองทำมาหมดแล้ว อย่างศีลห้า แม่จะสอนแบบอธิบายให้เห็น ไม่ใช่แค่ท่องจำ ผมเลยเข้าใจ สามารถคิดและทำตามได้ ผมยังไม่เคยไปปฏิบัติธรรมนะครับ แต่ผมพอรู้ว่ามันเป็นยังไง หรืออย่างกฎไตรลักษณ์ ซึ่งก็คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีสองด้านเสมอ อยู่ที่ว่ายอมรับมันได้ไหม ความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ต้องเจอ แม่ผมบอกเสมอว่าไม่จำเป็นต้องเข้าวัด แค่เรามีศีล ทาน ภาวนาก็พอแล้ว คนเราไม่ใช่หุ่นยนต์ วันหนึ่งเราก็ต้องตาย และถ้าเราตาย ทุกอย่างรอบกาย นาฬิกา รองเท้า รถ ก็ไม่สามารถเอาไปได้ แม่สอนหลายอย่างมาก ผมไม่สามารถพูดได้หมด ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยมีเรื่องกับใคร เพราะแม่ให้อาวุธผมไว้ 2 อย่างคือคำว่า ‘ขอโทษ’ กับ ’รอยยิ้ม’ ถ้าเราขอโทษเป็น ทำผิดแล้วยอมรับผิด มันก็ไม่มีปัญหา เวลาเราเจอใครแล้วเรายิ้มให้เขา เขาก็จะรู้สึกดี

วันแม่ปีนี้ นายอยากทำอะไรให้คุณแม่
นาย ณภัทร : เราไม่ได้เป็นคนที่สวีตหวานมุ้งมิ้งอะไรเท่าไหร่ ทุกวันนี้ผมอยู่กับแม่ ก็พยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ต้องมีวันพิเศษอะไรก็ได้ แม่ชอบบอกว่าโชคดีนะที่แม่ยังอยู่ด้วย ช่วงหลังก็มาคิด เออ... จริงนะ โตมาก็เห็นมีการพลัดพรากของคนอื่นมากขึ้น เขามานั่งร้องไห้เสียใจอะไรอย่างนี้ เราก็ตั้งข้อสงสัย เอ๊ะ... ทำไมไม่ทำทุกอย่างให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดเวลาอยู่กับเขา ผมว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ แค่ลูกอยู่ด้วย ทำกิจกรรมอะไรด้วยแค่นี้เขาก็มีความสุขแล้วครับ

อยู่กันสองคน เคยทะเลาะกันบ้างไหม
นาย ณภัทร : เคยครับ แต่ว่าในที่สุดเราก็มาพูดคุยปรับความเข้าใจกันอยู่ดี เมื่อไหร่ที่แม่เป็นไฟ ผมจะเป็นน้ำแข็ง ถ้าเป็นไฟทั้งคู่ ก็คงปรอทแตก แม่เขาก็รู้ ถ้าผมเดือดเป็นไฟ แม่ก็จะลดลงมา (ยิ้ม)

แม้ครอบครัวไม่ได้สมบูรณ์พร้อมเหมือนคนอื่น แต่นายก็สามารถเป็นลูกที่ดีได้ อยากฝากอะไรถึงบรรดาลูกๆ คนอื่นบ้างไหม

นาย ณภัทร : ผมโชคดีที่เจอสิ่งที่ชอบและรักตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกีฬา เรื่องการสนับสนุน ผมไม่เคยโดนบังคับ เพราะเมื่อบังคับ เด็กจะต่อต้านพ่อแม่ ผมมองว่าการให้ความคิดอิสระหรือการตัดสินใจค่อนข้างสำคัญ ถ้าเด็กชอบอะไรหรือรักอะไร เวลาเขาทำออกมา เขาจะทำออกมาเต็มที่และมีเป้าหมาย อย่างผม ผมมองเป็นภาพเลยว่า โตขึ้นผมจะเป็นนักกอล์ฟ จะมีรถสปอร์ตขับ อะไรแบบนี้ เมื่อเขาเริ่มเห็นภาพ ก็จะเห็นเป้าหมายว่าทำไปเพื่ออะไร ผมอยากให้เริ่มจากการสิ่งที่ชอบก่อน หลายคนอาจมองว่าอยู่กันสองคนแม่ลูก คงจะขาดความอบอุ่น แต่ผมก็เชื่อในความเป็นแม่ของหลาย ๆ คนนะครับ ยังไงแม่ก็ต้องรักลูกอยู่แล้ว ถึงจะทะเลาะกันบ้าง ก็ขอให้คิดไว้เสมอเลยว่า ทุกอย่างที่เขาทำ อยู่บนพื้นฐานของความหวังดี ไม่มีแม่คนไหนคิดร้ายกับลูก จะโกรธจะทะเลาะกันแค่ไหน ความเป็นแม่ลูกกันยังไงก็ตัดไม่ขาดหรอกครับ

   ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ลูกทั้งสองต้องจับมือฟันฝ่าอุปสรรคมากมายในชีวิต แต่ทั้ง ‘พิมพ์ผกา และณภัทร เสียงสมบุญ’ ก็พิสูจน์แล้วว่า ความทุ่มเทที่ผู้เป็นแม่มอบให้ลูกแทบทุกลมหายใจ ได้สรรสร้างลูกที่สามารถทดแทน ‘ค่าน้ำนม’ ได้สมบูรณ์พร้อมเกินความคาดหมายจริง ๆ

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);