ตำนานมายา : ‘แพรดำ’ รำลึก ‘รัตน์ เปสตันยี’ ผู้บุกเบิกหนังไทย
    Search
  
26
ตำนานมายา :  ‘แพรดำ’ รำลึก ‘รัตน์ เปสตันยี’ ผู้บุกเบิกหนังไทย
 
 

ตำนานมายา : หนึ่งเดียว
All magazine กรกฎาคม 2559


‘แพรดำ’ รำลึก ‘รัตน์ เปสตันยี’ ผู้บุกเบิกหนังไทย
‘แพรดำ’ รำลึก ‘รัตน์ เปสตันยี’ ผู้บุกเบิกหนังไทย

‘แพรดำ’ รำลึก ‘รัตน์ เปสตันยี’ ผู้บุกเบิกหนังไทย

     ปี พ.ศ. 2504 ภาพยนตร์เรื่องแพรดำ เป็นเรื่องแรกที่ถ่ายทำในระบบสโคป จอกว้าง วางโครงเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อน แบบฟิล์มนัวร์ [Film Noir] ที่หาได้ไม่ง่ายเลยในหนังไทยแม้แต่ในปัจจุบัน มีทั้งอาชญากรรม ฆาตกรรมที่มีเงื่อนงำและการทรยศหักหลัง โดยอาศัยตัวละครที่มีความสั่นคลอนในจิตใจ ขาดความเชื่อมั่น มีปมปัญหา และอยู่ระหว่างด้านมืดกับความถูกต้องดีงาม สร้างโดยหนุมานภาพยนตร์ อำนวยการสร้าง บทภาพยนตร์ และกำกับการแสดงโดย รัตน์ เปสตันยี ผู้แสดงคือรัตนาวดี รัตนาพันธ์ ร่วมด้วย ทม วิศวชาติ, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ, เสนีย์ อุษณีสานต์, จมื่นมานพนริศร์, ภาพยนตร์สี สโคป ความยาว 129 นาที เนื้อหาของเรื่องเล่าถึงตัวละครนำผู้มีปูมหลังอันน่าเศร้า หลังจากการตายของสามีทำให้แพร (รัตนาวดี รัตนาพันธ์) สวมเสื้อผ้าชุดดำตลอด คนจึงเรียกเธอว่า แพรดำ ซึ่งในสังคมไทยมักจะมองแม่ม่ายไปในแง่ลบเสมอ เธอมีชายหนุ่มมาติดพันชื่อ ทม (ทม วิศวชาติ) คนคุมไนต์คลับซึ่งหลงรักเธอมาตลอดแต่กลับใช้เธอเป็นเครื่องมือให้เจ้านายในการวางแผนฆาตกรรม ซึ่งทำให้แพรเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไม่มีทางเลี่ยง ต่อมาทมเสียชีวิต และลูกสาวของแพรก็ถูกลักพาตัวไป แพรท้อแท้กับชีวิตจนหันหน้าเข้าหาศาสนา โดยการไปบวชเป็น ‘ชี’ แต่ก็มาทราบภายหลังว่าถูกหลอกมาตลอด ทมปรากฏตัวขึ้นไม่ได้ตายอย่างที่แพรเคยรับรู้และมาสารภาพผิด แต่ก็ดึงแพรเข้าไปพัวพันกับการฆาตกรรมอีกครั้ง ตำรวจตามจับทั้งสองได้ แต่สถานการณ์ก็พลิก เพราะหลักฐานมัดตัวทม จนถูกศาลพิพากษาข้อหาฆ่าคนตาย ทมถูกประหารชีวิต แพรกลับไปบวชชี ถือเป็นแนวหนังไทยที่มาก่อนกาล และหาญกล้าในการนำเสนอ โดยที่ไม่ได้จบแบบ ‘สุขนาฏ’ เสมอไป หนังได้รับรางวัลตุ๊กตาทองปี 2505 สาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยมและส่งเข้าประกวดในเทศกาลหนังนานาชาติเบอร์ลิน ปี2504
    แพรดำ มีความโดดเด่นในการวางพล็อตเรื่อง และดำเนินเรื่องอย่างสลับซับซ้อนและพลิกผันเหนือการคาดเดา น่าจะเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ นางเอกโกนผมจริงเพื่อรับบท ‘ชี’ ซึ่งก็มีปมปริศนาให้คิดว่าเธอบวชชีเพื่อหนีความผิด อำพรางคดีหรือทำด้วยศรัทธาจริง ๆ เป็นอีกมุมหนึ่งที่หนังสะท้อนแนวคิดทางสังคมได้อย่างล้ำลึก รับบทนี้โดย รัตนาวดี รัตนาพันธ์ ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตของ รัตน์ เปสตันยี ผู้บุกเบิกวงการหนังไทยในระดับสากล
    รัตน์ เปสตันยี มีเชื้อสายมาจากเตหะราน (เปอร์เซีย) ซึ่งมาทำการค้าขายในประเทศไทยกว่าร้อยปีมาแล้ว เรียนจบในไทย, อินเดียและอังกฤษ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพยนตร์ระดับนานาชาติ และได้รับรางวัลชนะเลิศคือภาพยนตร์สั้นสมัครเล่นเรื่อง ‘แตง’ เป็นรางวัลจากการประกวดภาพยนตร์สมัครเล่นแห่งเมืองกลาสโกล์ว ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2481 โดยได้รับรางวัลจาก อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก ผู้กำกับหนังแนวเขย่าขวัญชื่อดัง หลังจากนั้นได้ส่งภาพยนตร์สั้นเรื่อง เรือใบสีขาว เข้าประกวดได้รับรางวัลจากงานมหกรรมโลกนิวยอร์ก เมื่อปี พ.ศ. 2482 เมื่อกลับมาเมืองไทยก็เริ่มทำงานที่บริษัทนายเลิศและบริษัทดีทแฮล์มนานกว่าสิบปี ก่อนที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล ของอัศวินภาพยนตร์ชวนมาถ่ายภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง พันท้ายนรสิงห์ (2492) ซึ่งถ่ายทำในระบบฟิล์ม 16 มม. ได้รับความนิยมอย่างมาก จากนั้นรัตน์จึงเริ่มต้นสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกของตัวเอง ตุ๊กตาจ๋า ในปี พ.ศ. 2494 รับหน้าที่ทั้งกำกับการแสดง เขียนบทและกำกับภาพ ปั้น ด.ญ.อรสา อิสรางกูร ณ อยุธยา รับบทนำ หนังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รัตน์จึงปักใจยึดเป็นอาชีพสร้างภาพยนตร์จริงจัง และก่อตั้งบริษัทหนุมานภาพยนตร์ ผลงานเรื่องแรก ปี พ.ศ. 2497 สันติ - วีณา เพื่อส่งเข้าร่วมการประกวดภาพยนตร์แห่งเอเชียตะวันออกไกล ครั้งที่ 1 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เนื้อหาเป็นเรื่องรักที่มีอุปสรรคของหนุ่มสาวชาวชนบท ได้รับ 2 รางวัลคือรางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม โดย รัตน์ เปสตันยี และรางวัลกำกับศิลป์ยอดเยี่ยมโดย อุไร ศิริสมบัติ นอกจากนี้ยังได้รางวัลพิเศษจากสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งอเมริกาเป็นกล้อง Mitchell BNC ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์ที่แสดงวัฒนธรรมของเอเชียได้ดี แต่กลับมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นเมื่อเดินทางกลับถึงเมืองไทย ต้องเสียภาษีในการนำเข้ากล้องที่เป็นรางวัลจากการประกวด เป็นจำนวนเงินสูงถึง 5000 เหรียญ ทำให้จำเป็นต้องขอเปลี่ยนเป็นกล้อง Mitchell NC ซึ่งมีราคาถูกกว่าเพื่อนำเงินส่วนต่างนั้นมาชำระค่าภาษีที่เกิน แถมเมื่อคราวที่ต้องนำฟิล์มต้นฉบับของ สันติ - วีณา กลับมาเมืองไทย ก็ถูกเรียกเก็บภาษีฟิล์มจากกองเซ็นเซอร์ ในข้อหาส่งฟิล์มเนกาทีฟออกนอกประเทศโดยมิได้รับอนุญาตก่อน ทำให้รัตน์จำต้องทิ้งฟิล์มเนกาทีฟไว้ที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะส่งกลับไปเก็บไว้ยังแล็ปที่ประเทศอังกฤษ แบบนี้เรียกว่าขำไม่ออก
    ชั่วฟ้าดินสลาย (ปี 2498) สร้างจากนิยายขนาดสั้นของ เรียมเอง ซึ่งมีพล็อตเรื่องเป็นสากล มีตัวละครนำแค่ 3 - 4 คน พัวพันกันด้วยความรักความแค้นและแรงปรารถนาจนนำพาไปสู่โศกนาฏกรรม นำแสดงโดย ชนะ ศรีอุบล, งามตา ศุภพงศ์ ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง จากการจัดครั้งที่ 1 รางวัลสำเภาทอง สาขา ถ่ายภาพยอดเยี่ยม ประเภทฟิล์ม 35 มม.
    โรงแรมนรก รัตน์ รับหน้าที่กำกับและเขียนบทเองเพื่อทดลองว่าการถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม. ขาวดำนั้นมีการลงทุนที่ต่ำกว่าหนังที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสี อีกทั้งยังสามารถล้างและพิมพ์ฟิล์มได้ภายในประเทศไม่จำเป็นต้องส่งไปยังแล็ปในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สร้างหนังไทยหันมาสนใจสร้างภาพยนตร์ด้วยฟิล์ม 35 มม. กันมากขึ้นเพื่อช่วยกันยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศ โรงแรมนรก เล่าเรื่องได้ล้ำหน้ามากในปี พ.ศ. 2500 ทั้งการเล่าเรื่องและวางตัวละครมีทั้งบทพูดตลกแบบเสียดสี การพลิกผันอย่างมีชั้นเชิง ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขาผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม
    หลังจากที่ สันติ – วีณา สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติทำให้วงการหนังไทยคึกคัก และเป็นเหตุให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เกิดความตั้งใจที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่างจริงจัง ได้มีการมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ทำโครงการสร้างเมืองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยจะทำการรวบรวมบริษัทสร้างภาพยนตร์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นหลักฐานเข้าร่วมกันเป็นองค์การรัฐวิสาหกิจ เตรียมการจัดสร้างขึ้นที่บางแสน แต่โครงการก็มีอันต้องถูกระงับไปหลังจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหาร เมื่อปี พ.ศ. 2500
    ปี 2507 น้ำตาลไม่หวาน เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่รัตน์สร้าง โดยหันเข้าหา ‘ตลาด’ มากขึ้น นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี, เมตตา รุ่งรัตน์ แต่หนังล้มเหลวด้านรายได้อย่างสิ้นเชิง รัตน์จึงยุติการสร้างหนังด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ และความเบื่อหน่ายในการขอคิวดารา แต่ก็ยังรับผลิตหนังสารคดีให้กับกรมศิลปากร อาทิ ธรรมจักร, ไทยแลนด์, นิ้วเพชร
    รัตน์ เปสตันยี เป็นแกนนำสำคัญในการเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจปัญหาที่ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยกำลังเผชิญอยู่ เรียกร้องให้สนับสนุนภาพยนตร์ไทยในฐานะที่เป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่ง พร้อมทั้งเป็นผู้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทยด้วย กระทั่งมีการก่อตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2509 โดยมี รัตน์ เปสตันยี เป็นนายกสมาคมคนแรก นอกจากนี้เขายังเข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมก่อตั้งสหพันธ์ผู้สร้างภาพยนตร์แห่งภาคตะวันออกไกล ณ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2496 โดยมีจุดมุ่งหมายในการก่อตั้งเพื่อผดุงฐานะภาพยนตร์ในเอเชียให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศในภาคพื้นยุโรป รวมทั้งเสนอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมภาพยนตร์ไทย เพื่อรับพิจารณาช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ ของผู้สร้างภาพยนตร์ไทย วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2513 รัตน์เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายล้มลงกลางที่ประชุม ต่อมารัฐบาลรีบจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนั้น
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);