เรื่องเก่าเล่าสนุก : ‘วงเวียน ๒๒ กรกฎา’ อนุสรณ์ไทยสู่สงครามโลก
    Search
  
25
เรื่องเก่าเล่าสนุก : ‘วงเวียน ๒๒ กรกฎา’ อนุสรณ์ไทยสู่สงครามโลก
 
 

เรื่องเก่าเล่าสนุก : โรม บุนนาค
All magazine กรกฎาคม 2559


 ‘วงเวียน ๒๒ กรกฎา’ อนุสรณ์ไทยสู่สงครามโลก

 ‘วงเวียน ๒๒ กรกฎา’ อนุสรณ์ไทยสู่สงครามโลก

‘วงเวียน ๒๒ กรกฎา’
อนุสรณ์ไทยสู่สงครามโลก

      ตรงที่ถนน ๓ สายตัดกันเป็น ๖ แยก คือถนนมิตรพันธ์ ซึ่งแยกจากถนนเจริญกรุงที่สามแยกตรงไปวัดเทพศิรินทร์กับถนนไมตรีจิตต์ จาก ๕ แยกพลับพลาชัยไปหัวลำโพง และถนนสันติภาพ ที่แยกจากถนนพลับพลาชัยไปบรรจบถนนกรุงเกษมจะเป็นวงเวียนกว้าง มีชื่อว่า ‘วงเวียน ๒๒ กรกฎา’มีป้ายหินแผ่นใหญ่สลักเป็นภาษาไทยและภาษาจีน มีข้อความว่า
      “วงเวียน ๒๒ กรกฎา อนุสรณ์สถานแห่งนี้ เป็นวงเวียนแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่บนถนน ๓ สาย คือ ไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ และสันติภาพ ได้สร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ผู้ทรงนำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ เข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตร ผลแห่งชัยชนะของสงคราม ทำให้ประเทศไทยได้รับเอกสิทธิ์แก้ไขกฎหมายที่เสียเปรียบต่างประเทศ และนานาอารยประเทศรู้จักประเทศไทย (สยาม) ดียิ่งขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา”
    สงครามโลกครั้งที่ ๑ นี้มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยอย่างมาก ในฐานะประเทศที่อยู่ในฝ่ายของผู้ชนะสงคราม
    ความจริงสงครามโลกครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ไทยจะเข้าร่วมถึง ๓ ปี โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ มี เยอรมัน ออสเตรีย - ฮังการี ฝ่ายหนึ่ง กับฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย อีกฝ่ายหนึ่ง จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็มีผู้เข้าสมทบด้วยเรื่อย ๆ จนแผ่กว้างไปทั่วโลก
    เมื่อตอนสงครามเริ่มต้นในยุโรป ไทยเราก็ประกาศเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ นั้นว่า ขอวางตัวเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่สำหรับประชาชนต่างเทใจช่วยเยอรมันเต็มที่ เพราะเยอรมันเป็นมิตรที่ดีของไทยมาตลอด คบกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีนโยบายมาล่าอาณานิคมในย่านนี้ ทั้งเทคโนโลยีของเยอรมันก็ล้ำเลิศ คนไทยเชื่อถือในสินค้าเยอรมันว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเป็นอันดับหนึ่งของโลก ชาวเยอรมันได้เข้ามาตั้งห้างค้าขายอยู่ในเมืองไทยมาก และเข้ารับราชการมากกว่าชาวตะวันตกทุกชาติ ช่วยวางรากฐานความเจริญในด้านต่าง ๆ เช่น การไปรษณีย์โทรเลข สร้างทางรถไฟ และขุดอุโมงค์ขุนตาน ทั้งชาวเยอรมันยังเป็นฝ่ายหัดพูดภาษาไทย เพราะคนไทยพูดภาษาเยอรมันกันไม่ได้เลย
    ส่วนฝรั่งเศสกับอังกฤษนั้น คนไทยทั้งประเทศต่างสาปแช่งขอให้ถูกเยอรมันขยี้ให้ย่อยยับ เพราะสร้างความแค้นไว้ตลอดมาในประวัติศาสตร์ ข่มเหงรังแกอย่างดื้อ ๆ เหมือนหมาป่ากับลูกแกะในนิทานอิสป
    แต่แล้วเมื่อเลยเวลา ๒๔.๐๐ น. ของวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๖๐ ไปเพียงไม่กี่นาที ล่วงเข้าวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศสงครามกับเยอรมันและออสเตรีย - ฮังการี ซึ่งสร้างความตกตะลึงไปทั้งประเทศ โดยเฉพาะมหามิตรชาวเยอรมัน ๒๐๐ กว่าคนในประเทศไทยต้องตกเป็น ‘ศัตรูต่างประเทศ’ ถูกจับและถูกยึดทรัพย์ทันที
    แม้เรื่องนี้จะเป็นความลับสุดยอด แต่เมื่อปลัดทูลฉลองกระทรวงต่างประเทศนำประกาศสงครามไปยื่นให้สถานทูตเยอรมันเมื่อเวลา ๒๔ น. เศษ เจ้าหน้าที่สถานทูตก็รู้ล่วงหน้ารอรับกันอยู่แล้วเพราะมีความสัมพันธ์ที่ล้ำลึก แต่สถานทูตออสเตรีย - ฮังการีต้องไปปลุกให้ตื่นขึ้นมารับ
    บรรดาพ่อค้าเยอรมันต่างลำเลียงของออกแจกจ่ายเพื่อนพ้อง พ่อค้าเพชรก็นำออกขายในราคาถูกก่อนจะโดนยึด  ส่วนเรือสินค้าเยอรมันที่จอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งนายพลเรือตรีกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงนำทหารเรือไปยึดด้วยพระองค์เองบางลำก็มีอารมณ์ ดึงบันไดขึ้นไม่ยอมหย่อนลงมา ทำให้ต้องปีนขึ้นไปเอง บางลำก็แอบถอดชิ้นส่วนสำคัญโยนทิ้งแม่น้ำ แต่คนไทยต่างเห็นใจเพื่อน
    สถานที่กักกันเชลยศึกเหล่านี้ ทรงใช้โรงพยาบาลทหารบกที่ถนนตรีเพชร ซึ่งมีอุปกรณ์ทันสมัย เช่น โถส้วมชักโครกที่คนยุโรปนั่งยอง ๆ กันไม่เป็น ส่วนเชลยที่มีครอบครัวและมีลูกเล็ก ๆ ก็ให้ใช้สโมสรของชาวเยอรมันที่ถนนสุริวงศ์ (ชื่อเดิมในขณะนั้น) เป็นที่ควบคุม ทำให้เป็นที่พอใจของเหล่าเชลยศึกทุกคน แต่ผู้ดีอังกฤษเกิดห่วงศักดิ์ศรีว่าคนผิวขาวต้องตกเป็นเชลยถูกควบคุมโดยคนตะวันออก ขอย้ายเชลยทั้งหมดไปควบคุมเองที่อินเดีย ฝ่ายไทยไม่มีอะไรขัดข้อง แต่เชลยทั้งหลายต่างไม่พอใจไปตามกัน
    รุ่งเช้าจากวันประกาศสงคราม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงชุด ‘มหาพิชัยยุทธ’ อันเป็นเครื่องทรงของกษัตริย์ยามออกศึก ประกอบด้วยภูษาม่วงไหมสีแดงเลือดนก ฉลองพระองค์ด้วยแพรสีแดงเช่นเดียวกัน ทั้งผ้าคาดฉลองพระองค์ ถุงพระบาทและรองพระบาท ล้วนสีแดงทั้งชุด พระอังสาเบื้องขวาสะพายเครื่องอิสริยาภรณ์ พระสังวาลนพรัตน์ราชวราภรณ์ พระหัตถ์ซ้ายทรงถือพระแสงดาบคาบค่ายที่สมเด็จพระนเรศวรทรงคาบปืนค่ายพม่า ทรงทัดใบสน พระหัตถ์ขวาถือใบยอ เสด็จโดยขบวนพยุหยาตราไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำพิธีทางศาสนา แล้วเสด็จไปยังปราสาทพระเทพบิดร ทรงกล่าวคำอธิษฐานต่อบูรพกษัตริย์ จากนั้นได้เสด็จไปยังท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ให้ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนเข้าเฝ้าฟังพระบรมราโชวาทถึงเหตุผลของการประกาศสงครามในครั้งนี้ ว่าทรงวิเคราะห์แล้วว่ากรุงสยามจะเพิกเฉยต่อไปอีกไม่ได้ และเมื่อคำนึงถึงประโยชน์ของกรุงสยามและสันติภาพของโลกแล้ว จึงตัดสินพระทัยเข้าข้างฝ่ายผู้กระทำสงครามเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์แห่งธรรมะ
    ทรงส่งพระยาพิชัยชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดิน ต่อมาเป็นพระยาเทพหัสดิน) เป็นหัวหน้าคณะทูตออกไปก่อนที่จะทรงส่งทหารอากาศ ๓ กองจำนวน ๔๐๐ นาย ในความควบคุมของหลวงทยานพิฆาฎ (ทิพย์ เกตุทัต) และทหารบก ๘ กอง กำลังพล ๘๕๐ คน ในความควบคุมของ หลวงรามฤทธิรงค์ (ต๋อย หัสดิเสวี) เป็นผู้บังคับบัญชา ขึ้นเรือที่เกาะสีชังเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ไปขึ้นบกที่เมืองมาร์เซลล์ ประเทศฝรั่งเศส และเข้าร่วมกับกองทัพสัมพันธมิตรในหน่วยการบินสื่อสารและยานพาหนะทางบก จนสงครามยุติลงในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑
    ตอนนั้นประเทศสยามเพิ่งใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติใหม่ ธงไตรรงค์จึงไปสะบัดพลิ้วอยู่ในยุโรป โดยเฉพาะในการเข้าร่วมสวนสนามของทหารไทย ทั้งที่ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และเบลเยี่ยม ทำให้ประเทศสยามและธงไตรรงค์เป็นที่รู้จักกันของนานาชาติ
    เหล่าทหารอาสาของไทยได้การต้อนรับอย่างสมเกียรติเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๖๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้พระราชทานเลี้ยงที่ท้องสนามหลวงในวันที่ ๒๒ กันยายน และรุ่งขึ้นวันที่ ๒๓ ชาวต่างประเทศในประเทศไทยได้จัดเลี้ยงที่ราชกีฬาสโมสร (ปัจจุบันคือ ราชกรีฑาสโมสร) ในวันที่ ๒๔ กันยาจึงมีการแห่อัฐิของทหารหาญที่เสียชีวิตในครั้งนี้ไปบรรจุที่อนุสาวรีย์ทหารอาสา ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์หินอ่อนสีขาว ตั้งอยู่ด้านเหนือท้องสนามหลวง
    เมื่อสันติภาพกลับคืนมาสู่โลก ได้มีการประชุมเพื่อทำสัญญาสันติภาพขึ้นที่พระราชวังแวร์ซายส์ในกรุงปารีส และเพื่อวางรากฐานในการก่อตั้งสมาคมสันนิบาตชาติด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงกำชับให้ผู้แทนไทยหาทางเจรจาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตซึ่งเป็นความขมขื่นและเสื่อมศักดิ์ศรีของประเทศ ซึ่งไทยถูกมหาอำนาจยุโรปบีบบังคับทำสัญญามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อได้โอกาสผู้แทนไทยจึงได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า
    “เราก็ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน เพื่อพิทักษ์สิทธิของประเทศเล็กและเพื่อผดุงมนุษยธรรมไว้ หากว่าจะเป็นไปเหมือนที่เคยป่าวประกาศกันอยู่บ่อย ๆ แล้วไซร้ก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่า เราได้ต่อสู้ปกป้องผู้อ่อนแอจากการข่มเหงรังแกของผู้ที่แข็งแรงกว่า และเพื่อขจัดความไม่เป็นธรรมทั้งหลายที่เป็นสาเหตุสู่สภาพสงคราม ดังนั้นย่อมเป็นการถูกต้องและเป็นธรรมพอหรือยังที่ประเทศสยามจะได้หลุดพ้นจากความบีบรัดของสนธิสัญญาอันเก่าก่อนที่มีมานานแล้วเสียที ซึ่งสนธิสัญญานั้นก็หมดความหมายทุกประการที่คงจะมีอยู่ต่อไป ในเมื่อสภาพการณ์ในประเทศสยามก็เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว”
    “ถูกของท่านแล้ว” ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกาลุกขึ้นขานรับทันที และว่า “อเมริกาขอทำสัญญากับไทย โดยยอมสละสิทธิสภาพนอกอาณาเขตซึ่งเก่าเกินอายุแล้วนั้นเสีย และการให้สิทธิสัญญาใหม่เช่นนี้ เป็นการปฏิบัติไปตามทำนองคลองธรรม โดยไม่มีสิ่งใดตอบแทนทั้งสิ้น”
    เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศเช่นนั้น ประเทศอื่น ๆ ก็โอนอ่อนตามกันเป็นลำดับ แต่อังกฤษกับฝรั่งเศสเจ้าเก่าก็ยังพยายามจะเอาดินแดนไทยเป็นข้อแลกเปลี่ยนให้ได้ ไทยเราต้องยอมสละอีกครั้งจึงสลัดแอกนี้ได้
    การตัดสินพระทัยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ซึ่งมีผลดีต่อประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงนี้ พระองค์ไม่ได้ทรงคิดถึงความเคืองแค้นจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ทรงคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ จึงทรงพาประเทศเข้าไปยืนอยู่บนเวทีของอารยประเทศได้ถูกฝ่าย อันส่งผลต่อมาถึงประเทศชาติในวันนี้
    โปรดเกล้าฯให้สร้าง ‘วงเวียน ๒๒ กรกฎา’ เป็นอนุสรณ์ในเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ทั้งยังพระราชทานนามถนนที่ทำให้เกิด ๖ แยกนั้นมีความหมายว่า ด้วยไมตรีจิตมิตรภาพกับสัมพันธมิตร ทำให้เกิดสันติภาพขึ้น
___________________


    คำอธิบายภาพ
๑.    พระบรมรูปทรงเครื่องมหาพิชัยยุทธ ที่พิพิธภัณฑ์ ร.๖
๒.    วงเวียน ๒๒ กรกฎา ในอดีต
๓.    วงเวียน ๒๒ กรกฎา ในปัจจุบัน
๔.    อนุสาวรีย์ทหารอาสาที่สนามหลวง
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);