เรื่องจากปก : ชีวิตคือธรรมะ ธรรมะคือชีวิต
    Search
  
05
เรื่องจากปก : ชีวิตคือธรรมะ ธรรมะคือชีวิต
 
 

 

คอลัมน์ : เรื่องจากปก / เรื่อง : ณ ชล

All magazine กรกฎาคม 2559

 

 ชีวิตคือธรรมะ ธรรมะคือชีวิต

มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

ผู้หญิงที่นั่งตรงหน้าเราในวันนี้ เป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย ตาคม ผมยาว พูดจาฉาดฉาน บทบาทการแสดงที่ทุกคนรู้จักคือตัวร้ายขี้อิจฉาของละครแทบทุกเรื่อง จนเธอแทบจะกลายเป็นโลโก้นางร้ายสำหรับคอละครเมืองไทย หากในอีกมุมหนึ่งที่ขัดแย้งกับงานแสดงของเธอโดยสิ้นเชิง คือ เธอสนใจ ศึกษา และมุ่งเน้นการปฏิบัติธรรมมาอย่างยาวนาน จนเรียกได้ว่า ชีวิตของนักแสดงสาวนามว่า กิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ คนนี้ อุทิศแด่การปฏิบัติธรรมและเผยแพร่ความรู้ด้านพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทั้งชีวิตและลมหายใจของเธอคือธรรมะ และธรรมะก็คือชีวิตของเธออย่างแท้จริง

หลายคนอาจจำไม่ได้แล้วว่า กิ๊ก มยุริญ เข้าสู่วงการได้อย่างไร

กิ๊ก มยุริญ :          กิ๊กเข้าประกวดรางวัลนิวสตาร์อวอร์ดของนิตยสารทีวีพูล เมื่อปี 1995 พอได้รางวัลที่ 1 ปุ๊บ อีกสามเดือนก็ได้เล่นละครเรื่องแรกทางช่อง 7 คือเรื่อง สุดสายป่าน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เล่นร้ายนะคะ เล่นเป็นนางเอกตัวที่สอง พอดีละครเรื่องนี้ถ่ายไปออกอากาศไป วันหนึ่งพี่แดง - ศัลยา สุขะนิวัตติ์ (นักเขียนบทชื่อดังนาม ศัลยา) มาที่กองถ่าย พี่แดงบอกกิ๊กว่า เวลากิ๊กเล่นละคร กิ๊กจะมีสองบุคลิก ต่อไปพี่จะไม่เขียนให้กิ๊กเป็นคนดีอย่างเดียวแล้วนะ จะเขียนให้แอบร้ายนิดนึงด้วย (หัวเราะ) ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าวันนั้นพี่แดงเห็นอะไรในตัวกิ๊ก

ชีวิตคือธรรมะ ธรรมะคือชีวิต

ตอนที่ได้ยินว่าพี่แดงจะให้เล่นบทร้าย กิ๊กรู้สึกยังไง

กิ๊ก มยุริญ :          ตอนแรกที่ได้ยินก็แอบรู้สึกนิด ๆ ค่ะว่า เราก็อยากเป็นนางเอกนะ ทำไมพี่แดงถึงพูดแบบนี้ล่ะ แต่พอมาถึงวันนี้ กิ๊กรู้สึกว่าพี่แดงตาถึงมากเลย มองขาดจริง ๆ (ยิ้ม) จากนั้นกิ๊กก็ไปเล่นบทคนดีอีกประมาณ 2 เรื่อง แล้วก็มาเล่นบทร้ายในละครเรื่อง นิรมิต เป็นครั้งแรก เล่นกับพี่เบิร์ด - ธงไชย แมคอินไตย์ค่ะ เรื่องนั้นพี่เบิร์ดเล่นเป็นตัวละคร 3 ตัว ก็เลยมีนางเอก 3 คน กิ๊กได้รับบทเป็นนางเอกร้าย

ไม่รู้สึกเสียใจมั่งหรือที่สวยขนาดนี้ แต่กลับได้เล่นบทร้ายตลอด

กิ๊ก มยุริญ :          ก็มีบ้างนะคะ (ยิ้มขำ) แต่อย่างตอนที่ละครนิรมิตติดต่อมา พี่เขาบอกว่ามีละครฟอร์มยักษ์ให้เล่น แถมยังได้เล่นกับพี่เบิร์ดด้วย ตอนแรกกิ๊กก็ไม่ได้รับทันที ขอไปซื้อหนังสือมาอ่านก่อน พออ่านจบก็ตกใจว่าบทดีขนาดนี้ มาถึงเราได้ยังไง เพราะถึงจะเป็นบทร้าย แต่ก็เป็นนางเอกของเรื่อง เลยตัดสินใจรับเล่น ตอนเล่นเครียดมาก แล้วก็เล่นแข็งมาก (ลากเสียง) พบจบนิรมิตก็ได้เล่นเป็นศันสนีย์ในเรื่อง จำเลยรัก ค่ะ ถือเป็นละครแจ้งเกิดในบทร้ายของกิ๊กอย่างเต็มตัว

ชีวิตคือธรรมะ

เสน่ห์ของการเล่นบทร้ายอยู่ตรงไหน

กิ๊ก มยุริญ :          การเล่นละครที่ผ่านมา กิ๊กมักจะได้รับบทร้ายมากกว่าดีนะคะ เสน่ห์ของการเล่นบทร้ายคือเราได้เห็นตัวตนในด้านมืดของคน เช่น กิเลส ตัณหา อุปาทาน ทิฐิ มานะ มีกิเลสฝั่งไม่ดีครบหมด กิ๊กมองว่า ถ้าเราจะดูละครแบบให้ได้ปัญญา เราต้องดูให้เขาเป็นครู ถ้าสังเกตดี ๆ ละครไทยที่ใคร ๆ บอกว่าเป็นละครน้ำเน่าเนี่ย ทุกเรื่องสอนเราได้หมด เพราะตัวร้ายที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่มีเรื่องไหนที่ชีวิตจบสวยเลย ก็เลยได้สัจธรรมว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง ๆ เวลาเล่นบทร้าย กิ๊กจะรู้เลยว่าใจเราไม่ปกติ ใจที่อิจฉาริษยา จะมีแต่ความกระวนกระวาย มีแต่ความร้อนที่เผาอยู่ข้างในค่ะ

กิ๊กมีวิธีแยกแยะตัวตนจริง ๆ กับบทบาทการแสดงอย่างไร

กิ๊ก มยุริญ :          เวลากิ๊กเล่นละครก็จะเป็นไปตามบท ตามเนื้อหาค่ะ เวลาเล่นละครหนึ่งเรื่อง เราต้องรู้ว่า ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี ทุกคนอยากเป็นคนดี แต่บางครั้งคนเราก็มีที่มาต่างกัน เวลาเล่นก็จะดูว่าตัวละครนั้น ๆ เขามีที่มาอย่างไร พ่อแม่สิ่งแวดล้อมเป็นยังไง วิธีคิดเขาถึงเป็นแบบนั้น ถ้าเรารู้จักตัวละครนั้น ๆ ดีแล้วก็จะสามารถตีบทบาทตัวละครตัวนั้นออกมาได้ค่ะ กิ๊กจะพยายามทำตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ พยายามมีสติรู้เท่าทันในทุกขณะ จึงไม่ค่อยกังวลว่าจะดีหรือไม่ดียังไง เรามีทีมงาน มีผู้กำกับที่เขาช่วยดูเราอยู่ เขาจะบอกว่าต้องการแบบไหน กิ๊กรู้สึกว่าการที่เราทำงานมานาน ไม่ได้หมายความว่าเราเก่ง กิ๊กมองว่าชีวิตคือการเรียนรู้ คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน จะได้อะไรดี ๆ กลับมามากกว่าคนที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วตลอดเวลา กิ๊กอาจถามลึกหน่อยเพื่อให้รู้ว่าฟีลลิ่งของตัวละครเป็นยังไง กิ๊กจะบอกว่าทีมงานเสมอว่า ขอให้คิดว่ากิ๊กเป็นนักแสดงหน้าใหม่คนนึง อย่าคิดว่าพี่เก่งแล้ว พี่ไม่ได้เก่ง พี่แค่ทำงานมานานเฉย ๆ เวลาไปทำงานก็จะมีความสุข เพราะเราไม่ได้ไปแบบมีอัตตาตัวตน เราแค่ไปรับจ้างทำงานเท่านั้นเอง (ยิ้ม)

เคยแสดงบทร้าย ๆ แล้วอินติดกลับไปที่บ้านบ้างไหม

กิ๊ก มยุริญ :          เมื่อก่อนมีบ้างนะคะ แต่พอปฏิบัติธรรมแล้วก็วางได้ง่ายขึ้น บางทีเล่นร้าย ๆ กลับไปก็หงุดหงิด กิ๊กเป็นคนไม่ชอบสุนัข แต่คุณพ่อคุณแม่เขาเลี้ยง เวลาเราใส่เสื้อผ้าสวย ๆ เขาคิดถึงก็จะมาตะกุยอะไรแบบนี้ กิ๊กก็ว่าเขา ด่าเขา แต่สุนัขนี่แหละค่ะ เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่า เรามีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจจากการปฏิบัติธรรม จากที่รำคาญและไม่ชอบกลายเป็นมีเมตตามากขึ้น แต่เดี๋ยวนี้ ที่บ้านก็ไม่ได้เลี้ยงแล้วนะคะ เพราะสุนัขก็ตายหมดแล้ว ไม่อยากมีภาระอะไร คุณพ่อคุณแม่ท่านก็อายุมากแล้ว ดูแลไม่ไหว กิ๊กรู้สึกว่า ถ้าเรามองชีวิตดี ๆ เราจะได้ธรรมะไปเองนะ เมื่อก่อนตอนที่กิ๊กยังไม่ได้อายุมากขนาดนี้ คุณพ่อก็อยากสร้างบ้านใหญ่ ๆ แต่พอเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ของลอยหมด บ้านใหญ่ ๆ ที่กิ๊กมี มันกลายเป็นภาระและเป็นธรรมะให้คุณพ่อเห็นว่า เรายิ่งมีอะไร ก็ยิ่งทุกข์ เพราะต้องดูแลเยอะ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็อยู่ที่มุมมองของเรานะคะว่าจะมองว่าดีหรือร้าย ครูบาอาจารย์มักจะบอกว่า เวลาเกิดปัญหา เกิดความทุกข์ในชีวิต ถ้าเราหาข้อดีจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จับทุกข์จากปัญหานั้นได้ เราก็เป็นผู้มีปัญญา สิ่งต่างๆ เหล่านั้น จะทำให้เราเติบโต เข้มแข็ง และมีกำลังใจพัฒนาตัวเองในการดำเนินชีวิตต่อไปยิ่ง ๆ ขึ้น ซึ่งกิ๊กก็เห็นด้วยนะคะ

 

เริ่มต้นรู้จัก ธรรมะตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงให้ความสนใจ

กิ๊ก มยุริญ :          เริ่มสนใจตอนอายุ 23 ค่ะ กิ๊กไปปฏิบัติธรรมครั้งที่ 2 เพราะหมอดูทัก ไม่ให้เดินทางต่างประเทศ ก็เลยเกิดธรรมะจัดสรรขึ้น กิ๊กบอกคุณแม่ว่า ถ้าช่วงที่ลางานไว้กับในคอร์สปฏิบัติธรรมตรงกัน กิ๊กจะไปปฏิบัติธรรมนะ แล้วก็ตรงกันเป๊ะพอดี (หัวเราะ) เลยตั้งใจไปและปฏิบัติ ซึ่งก็เห็นประโยชน์ ทำให้เข้าใจว่า ทำไมคนเราต้องรักษาศีล 5 กิ๊กเคยไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ตอนนั้นไม่อินอะไร เพราะไม่ได้ตั้งใจเท่าที่ควร แต่ตอนไปครั้งที่ 2 นี่ตั้งใจมาก เพราะมีประสบการณ์จากครั้งแรกว่า ถ้าไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติ ก็จะไม่ได้อะไร จากนั้นก็ยาวมาจนถึงวันนี้ค่ะ (ยิ้ม)

การปฏิบัติธรรมทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

กิ๊ก มยุริญ :          เห็นเลยว่ามีความสุขมากขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เบาสบายขึ้น มีความเมตตามากขึ้น กิ๊กจะมองเพื่อนร่วมงานว่า เรากับเขาต่างเหมือนกัน เราทุกข์ เขาก็ทุกข์เหมือนเรา เราโกรธ เขาก็โกรธเหมือนเรา ความโกรธความทุกข์เป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ เลยไม่รู้ว่าจะผูกโกรธ เกลียด อาฆาตพยาบาทไปทำไม เพราะจิตใจเราก็เป็นทุกข์เหมือนกัน มีคำพระท่านกล่าวไว้ว่า เหตุสมควรโกรธไม่มีในโลก อย่างเวลาเราโกรธใคร มันเผาใจเราก่อนนะคะ เหมือนไม้ขีด จุดปุ๊บ ไฟก็จะเผาตัวเองก่อน จิตใจของเราก็เป็นอย่างนั้น เวลาเราโกรธ เกลียด อาฆาตพยาบาท คนที่ร้อนคนแรกก็คือเรา แล้วเราจะโง่หรือ ก็ต้องบอกว่ามีธรรมะแล้วฉลาดขึ้น โง่น้อยลง ใจกว้างขึ้น มองทุกอย่างเป็นกฎพระไตรลักษณ์ว่า มันไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้ ความโกรธเกิดขึ้นเดี๋ยวก็หาย ความทุกข์เกิดขึ้นเดี๋ยวก็หาย

ได้นำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง

กิ๊ก มยุริญ :          ตอนนี้กิ๊กกับน้องสาวเปิดศูนย์แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังค่ะ ชื่อ เซเว่นพลัส อยู่ซอยพระรามเก้า 51 มีปัญหาสารพัด เราจะคุยกันตลอดว่าเวลาเกิดปัญหา เราจะค่อย ๆ แก้ ค่อยๆ ทำไป กิ๊กตั้งใจจะมอบสิ่งดี ๆ ให้สังคม และเชื่อมั่นว่าความดีก็จะส่งผล ที่คลินิกเราสวดมนต์ตอนเช้าทุกวันนะคะ วันละประมาณ 20 – 30 นาที กิ๊กไม่ได้คิดจะทำธุรกิจแข่งกับใคร กิ๊กทำเพราะอยากจะมอบสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม เราพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เรารู้สึกว่าคนไข้ที่ให้เกียรติมารักษากับเรา คือผู้มีพระคุณ มีเมตตากับเรา สิ่งที่เราต้องมอบคืนกลับให้เขาก็ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพทั้งหมอและคลินิกของเราจะมอบให้ได้ โชคดีที่คุณหมอของเราก็เป็นนักปฏิบัติธรรม น้องกิ๊กเขาอยากจะใช้วิชาชีพที่เรียนด้านผิวหนังมารักษาคนไข้อย่างมีประสิทธิภาพ อยากรวมแพทย์ที่มีความสามารถ ไม่ต้องรอคิวนานอย่างโรงพยาบาลของรัฐ แต่คิดค่าใช้จ่ายในราคายุติธรรมไว้ด้วยกันค่ะ กิ๊กทำธุรกิจแบบพร้อมเจ๊งตลอดเวลา ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลจะเป็นยังไงเราไม่คาดหวังค่ะ แต่จากผลประกอบการ 8 เดือนที่ผ่านมา เราก็ดีใจที่มีคนรู้จักมากขึ้น บอกตรงๆ ว่าทำตรงนี้เหนื่อยมาก แต่เราผ่านทุกวันนี้มาได้เพราะมีธรรมะ จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดค่ะ

กิ๊ก มยุริญ

กิ๊กได้อะไรจากการศึกษาธรรมะ

กิ๊ก มยุริญ :          กิ๊กรู้สึกว่าธรรมะอยู่รอบตัวเรา ธรรมะเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสิ่งธรรมดาเป็นจริงและถูกต้อง ทุกวันนี้กิ๊กยอมรับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ ซึ่งถ้าเรารับได้ เราก็จะมีความสุข กิ๊กเรียกว่า 3 ย. ค่ะ ย. แรก คือ ยอมรับความจริง ความจริงที่กิ๊กพูดถึง คือความจริงที่เป็นสัจธรรมของชีวิต ย. ที่สอง คือ ยอมรับความเป็นไป ก็คือความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา และ ย. สุดท้าย คือ ยอมรับความตาย เราทุกคนมีความตายเป็นธรรมดาและวันหนึ่งเราก็ต้องตายแน่นอน ถ้าเรายอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ใจของเราเข้าใกล้ธรรมชาติ และอยู่กับธรรมชาติอย่างมีความสุข พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนเพื่อให้เรามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ท่านสอนให้เราได้พบกับความสุขที่แท้จริงของชีวิต สุขจากการไม่มีอะไร สุขจากการไม่ยึดมั่นถือมั่น สุขจากการไม่มีตัณหาอุปาทาน สุขจากการไม่มีตัวกูของกู

คนทั่วไปที่มีกิเลสอยู่ ต้องทำอย่างไรให้ยอมรับ 3 ย. แบบกิ๊กได้บ้าง

กิ๊ก มยุริญ :          เวลากิ๊กไปบรรยายธรรม กิ๊กจะพูดถึงความจริง 5 ประการเสมอ นั่นก็คือ 1. เรามีความแก่เป็นธรรมดา 2. เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา 3. เรามีความตายเป็นธรรมดา 4. เรามีความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นธรรมดา 5. สัตว์โลกล้วนมีกรรมเป็นของของตน ยิ่งกิ๊กศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันคือความจริงของชีวิต อย่างการรักษาศีล กิ๊กมองว่าศีลเป็นหลักประกันความสุขในชีวิต ใครรักษาได้ก็จะมีความสุข อย่าไปรู้สึกว่าศีลเป็นเรื่องหนัก การรักษาศีลเป็นเรื่องง่ายค่ะ ง่ายมาก ๆ กิ๊กมีหลักปฏิบัติง่าย ๆ มาฝากค่ะ มีแค่ 3 ข้อเอง ถ้าทำได้คุณก็จะมีความสุข นั่นก็คือ งดกระทำความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ทั้ง 3 ข้อคือหัวใจที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ถ้าทำได้ชีวิตคุณก็จะมีความสุข แต่คนส่วนมากยังทำไม่ได้ เพราะมีกิเลสทั้งโลภ โกรธ หลงอยู่ แต่ถ้าฝึกทุกวัน ก็จะทำได้ค่ะ

เคยอ่านเจอว่า คุณกิ๊กพร้อมตายทุกเมื่อ เหตุผลที่คิดแบบนี้คืออะไร

กิ๊ก มยุริญ :          มีใครเกิดมาแล้วไม่ตายไหม ยังไงทุกคนก็ต้องมีความตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบลืมตาย เขาวิ่งหาเงินโดยที่คิดว่ามันคือความสุข ซึ่งความสุขเหล่านั้นแท้จริงเป็นเพียงความสุขชั่วคราว ถ้าเราไม่ใช้ชีวิตแบบลืมตาย เราพึงสังวรและระวังว่า เรามีความตายเป็นที่สุดรออยู่ ความตายไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นครูที่ประเสริฐและเป็นมิตรที่สำคัญ เราจะรู้ว่าชีวิตนี้สั้นนัก เราควรใช้ชีวิตทุกวินาทีอย่างมีคุณค่าที่สุด ความตายจึงเป็นการเปิดโอกาสสำคัญให้กับชีวิตของเรา คนส่วนมากกลัวตายเพราะไม่เข้าใจความตาย แต่ถ้าเราเปิดใจยอมรับว่าความตายไม่น่ากลัว เรียนรู้ศึกษาว่าความตายคืออะไร และการที่เราระลึกถึงความตายบ่อย ๆ จะทำให้เราปล่อยวางสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น มองเห็นคุณค่าของชีวิตที่ยังมีอยู่ และจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไหร่ เราต้องเตรียมพร้อมที่จะตายค่ะ ไม่ว่าคุณจะมีทรัพย์สมบัติเงินทองมากมากแค่ไหน สุดท้ายแล้วคุณก็เอาไปด้วยไม่ได้ พอตายไปทุกอย่างก็สลายกลับคืนสู่ธรรมชาติหมด ทุกสรรพชีวิตอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ นั่นก็คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่มีอะไรเป็นของของเรา สิ่งที่จะติดตัวคุณเมื่อตายไปก็คือ บุญและบาปเท่านั้น (ยิ้ม) ชีวิตเราทุกคนไม่ได้มีอะไรที่ยาก ถ้าเราเข้าใจและยอมรับและศึกษา

เหตุผลที่ทำให้กิ๊กเชื่อว่าพลังแห่งบุญนั้นมีจริงคืออะไร

กิ๊ก มยุริญ :          แต่ก่อนไม่ค่อยเชื่อหรอกนะคำว่าธรรมะจัดสรร เรื่องความดี เรื่องพลังบุญ กิ๊กอยากบอกว่า ตั้งแต่กิ๊กทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน งดชั่ว รักษาศีล ทำความดี เจริญจิตภาวนา วิปัสสนาภาวนา ก็เห็นเลยค่ะว่าความดีนั้นมีพลัง เวลาเราทุกข์ยากหรือลำบาก บุญจะส่งผลค่ะ มีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นกับกิ๊กหลายครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่กิ๊กจะทำความดี เช่น เวลากิ๊กจะไปเป็นเจ้าภาพวิปัสสนาหรือไปสร้างกุฏิ กิ๊กก็มักจะได้เงินก้อนเข้ามาเสมอ ซึ่งกิ๊กรู้สึกว่า ถ้าเรามีเจตนาทำความดี เราจะทำได้สำเร็จ ขอเพียงเรามีความตั้งมั่นและมีความพยายามอย่างแท้จริงเท่านั้นกิ๊ก มยุริญ

เวลาเจอความสับสนวุ่นวาย ควรมีหลักปฏิบัติเพื่อดึงสติและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอย่างไรบ้าง

กิ๊ก มยุริญ :          มีคนบอกว่าเราเกิดมาใช้กรรม ถ้าเราไม่มีกรรมเก่าหรือไม่มีกิเลส เราก็จะไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่ที่ทุกคนยังเกิดมาในโลกใบนี้ ก็เพราะยังไม่หมดกิเลส เราจึงมีหน้าที่ทำปัจจุบันกรรมให้ดีที่สุด ถ้าเปรียบเทียบแล้ว อดีตก็เปรียบเหมือนคนที่ตายไปแล้ว อนาคตคือสิ่งยังมาไม่ถึง สิ่เดียวที่เราทำได้คือ ปัจจุบันขณะ ที่ทุกวันนี้เรายังเป็นทุกข์หรือสับสนอยู่ เพราะจิตเราไม่เคยถูกฝึก เรามักคิดถึงอดีตที่จบไปแล้ว คิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง โดยลืมที่จะมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน เราควรฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ดูธรรมชาติจิตของตัวเองให้เป็น เช่น เวลาผิดศีล คุณสบายใจไหม เวลาขาดสติ คุณโอเคหรือเปล่า ถ้าคุณปล่อยให้จิตมันไปกับเรื่องแย่ ๆ จิตคุณจะสงบได้อย่างไร ถ้าเราฉลาด เราควรศึกษาธรรมะแล้วลงมือปฏิบัติ แค่รักษาศีล 5 ก่อนก็ได้ค่ะ ไม่มีเวลาไปปฏิบัติธรรมก็ไม่เป็นไร ขอให้ตั้งใจที่จะรักษาศีล 5 ไว้ให้ได้มากที่สุด หากรู้ว่ารั่ว ก็ตั้งเจตนาไว้ว่าฉันจะไม่ทำพลาดแบบนั้นอีก ดึงมันกลับมาให้ได้ แล้วก็เริ่มต้นทำความดีด้วยหลักของบุญกริยาวัตถุ 10 เช่น ทำความดีด้วยการสละทรัพย์สินเงินทอง ทำความดีด้วยการมีสายตาเมตตาปราณี ทำความดีด้วยการมีวาจาที่ไพเราะ ทำความดีด้วยการให้แรงงานช่วยเหลือผู้อื่น ทำความดีด้วยการให้ธรรมะเป็นทาน ทำความดีด้วยการให้อาสนะที่นั่ง ทำความดีด้วยการให้ที่พักอันสะดวกสบาย การทำความดีคือการบำเพ็ญทาน 10 ประการต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าทำได้คุณก็มีความสุขแล้วค่ะ

สนใจธรรมะถึงขนาดจะบวชชีตลอดชีวิตจริง ๆ บ้างไหม

กิ๊ก มยุริญ :          จริง ๆ กิ๊กอยากบวชเป็นภิกษุณีนะคะ แต่ในประเทศไทยคงไม่เหมาะ แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ ง่ายสุดก็คือการบวชเป็นแม่ชี กิ๊กไม่อยากมีผม เพราะมันเป็นภาระ เวลาไปปฏิบัติธรรม กิ๊กไปปฏิบัติยาวแบบ 55 วันต่อเนื่อง ผมยาวก็คือภาระ ต้องสระ ต้องไดร์ ทุกวันนี้ตัดผมสั้นเพราะว่าพร้อมบวชแล้ว (ยิ้ม) เมื่อก่อนไม่เคยตัดผมสั้นเลย เพราะคิดว่าผมสั้นไม่เหมาะกับตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้ กิ๊กมีตัวตนน้อยลง ความยึดมั่นถือมั่นในผมก็น้อยลง เลยกล้าตัด ตัดแล้วรู้สึกว่าชีวิตเบาสบายขึ้น ไม่ต้องดูแลอะไรมาก พอไม่มีผม เวลาไปปฏิบัติธรรมก็สบาย เลยเป็นแรงบันดาลใจให้อยากบวช อยากจะเติบโตในการปฏิบัติธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ที่ตอนนี้ยังบวชไม่ได้เพราะยังมีภาระงานอยู่ ก็คิดว่าจะเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ อยากเรียนท่านว่าอยากจะบวช อยากบอกล่วงหน้า เผื่อกิ๊กจะได้ไปทำตามฝัน เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ต้องรอให้งานหมด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ตัดใจละทางโลก ก็คงไม่มีโอกาสไปเจริญทางธรรม กิ๊กอยากบวชแบบปฏิบัติสัก 7 เดือน ยังไม่คิดถึงตลอดชีวิตนะคะ อยากลองดูก่อนว่า 7 เดือนนี่อยู่ได้ไหม เรามีความสุขไหม วันหนึ่งถ้าพร้อมก็อาจจะหาที่ลงสวย ๆ ไปโกนหัวบวชชีอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่ว่าจะโกนหัวหรือไม่โกนหัว เราก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ ถ้าคุณปฏิบัติธรรมได้ถูกต้อง คุณก็มีโอกาสที่จะมีดวงตาเห็นธรรมเหมือนกัน

มองเรื่องความรักและชีวิตครอบครัวอย่างไร

กิ๊ก มยุริญ :          ไม่อยากมีครอบครัวค่ะ มันเป็นห่วง ทุกวันนี้โชคดีไม่มีลูกมีแต่หลาน ชีวิตมีความสุขดีค่ะ อยากไปวัดเมื่อไรก็ไปได้ เรื่องทรัพย์สินถึงมี กิ๊กก็ไม่ได้ยึดติดนะคะ เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา อย่างทำคลีนิกกับน้องสาว กิ๊กก็จะบอกน้องไว้ว่า กิ๊กจะไปบวชนะ จะช่วยน้องให้ถึงฝั่งก่อน แล้วเดี๋ยวพี่จะไปนะ เขาก็โอเค รับได้ เขารู้ว่าความฝันเราคืออะไร เขารู้ว่ากิ๊กไม่ได้จะทำงานงก ๆ จนลืมที่ใช้ชีวิตอะไรอย่างนี้ (ยิ้ม)

กิ๊กเคยใช้ธรรมะในการช่วยเหลือและให้กำลังใจคนอื่นด้วยใช่ไหม อยากให้เล่าเรื่องนี้

กิ๊ก มยุริญ :          กิ๊กว่าธรรมะช่วยได้ทุกอย่างนะคะ ธรรมะโอสถสามารถช่วยชีวิตคุณในทุกเรื่องได้ เมื่อเรารู้สึกว่าเราได้พบสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิตแล้ว ก็อยากให้คนรอบข้างได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้บ้าง กิ๊กชวนคนมาปฏิบัติธรรม 10 กว่าปีแล้วค่ะ อย่างเช่น พี่ธง (ธงธง มกจ๊ก) ไปปฏิบัติธรรมกับกิ๊กครั้งแรกเพราะพี่สาวป่วยหนัก เขามาถามกิ๊กว่า ไปสะเดาะเคราะห์ที่ไหนดี กิ๊กก็บอกว่าจะพาไปทำบุญสูงสุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ ซึ่งก็คือการไปปฏิบัติธรรม ครั้งแรกพี่ธงไป 3 วันค่ะ เขาก็มีความสุขนะ พี่ธงรักพี่สาวมาก ตอนแรกที่พี่สาวป่วยหนัก เขารับไม่ได้ บอกกิ๊กว่าถ้าพี่สาวตาย เขาจะกระโดดเข้ากองไฟตายตาม แต่พอเขาไปปฏิบัติธรรม ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนมาก เขาเล่าว่าเขากำหนดตลอดตอนพี่สาวจะตาย แล้วในที่สุดเขาก็ผ่านทุกอย่างไปได้ ส่วนคริต (ชาคริต แย้มนาม) ไปปฏิบัติธรรมกับกิ๊กเพราะมีปัญหาเรื่องความรัก อยู่ ๆ คริตก็มาขอไปปฏิบัติธรรมด้วย ซึ่งล่าสุดคริตก็ได้ไปบวชจริง ๆ หลังจากคริตสึกแล้ว เขาบอกกิ๊กว่าการบวชคือที่ที่ใช่ของเขา ตลอดเวลาที่อยู่ในผ้าเหลือง คริตเขามีวินัย เคร่งครัด และตั้งใจมากนะคะ

 

ตอนน้องพิมพ์ (พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร) ป่วย ก็ทราบว่ากิ๊กไปให้กำลังใจน้องด้วย

กิ๊ก มยุริญ :          กิ๊กชวนน้องพิมพ์ให้ไปปฏิบัติธรรมตั้งแต่รู้จักกันใหม่ ๆ กว่าพิมพ์จะไปปฏิบัติธรรมกับกิ๊กได้ก็ร่วมเกือบ 10 ปี ครั้งแรกที่ไปก็ด้วยความเกรงใจ แถมอยู่ไม่ครบด้วยนะคะ น้องพิมพ์อยู่แค่ 3 วัน แต่กิ๊กก็รู้ว่าเขามีพื้นฐานที่ดี เพราะน้องเดินจงกรมได้ นั่งสมาธิได้ อิริยาบถย่อยได้ พอน้องพิมพ์ป่วย กิ๊กมั่นใจว่าวิกฤติชีวิตครั้งนี้ จะทำให้น้องได้เห็นธรรม เมื่อก่อนน้องจะติดเรื่องความสวยความงามมาก ๆ เปลี่ยนทรงผมแทบทุกเดือน พอเขาไม่สบาย และมีโอกาสไปเข้าคอร์สเผชิญความตายด้วยใจสงบของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เขาก็เปลี่ยนไป พิมพ์มีความสุขกับชีวิต ยอมรับกับสิ่งที่ตัวเองเป็น พิมพ์บอกว่า “โรคนี้แพ้รอยยิ้ม” พิมพ์สามารถเดินไปไหนมาไหนแบบไม่มีผมก็ได้ ทั้งหมดคือสิ่งที่กิ๊กเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวน้อง พิมพ์เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น พอก็จบคอร์สปฏิบัติธรรม พิมพ์มีความสุขมาก บอกว่าจะไปปฏิบัติธรรมอย่างน้อยปีละครั้ง กิ๊กบอกเลยนะคะว่า เวลาเราจะให้อะไรใคร ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง สังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ มันเป็นเพียงความสุขแค่ชั่วคราว แต่การให้ปัญญาหรือธรรมะ ซึ่งเป็นสิ่งคุ้มครองจิตใจ จะช่วยดูแลเขาถึงชาติภพหน้า และที่สำคัญสิ่งนี้จะเป็นเพื่อนยามลมหายใจสุดท้ายของชีวิตของเขาเลยนะคะ

ความสุขในชีวิตของกิ๊กตอนนี้คืออะไร

กิ๊ก มยุริญ :          ความสุขในชีวิตตอนนี้คือการมีชีวิตอยู่ทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างบาลานซ์ หมายความว่า กิ๊กมีความสุขในทางโลกที่ได้ทำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น มีจิตอาสา ได้ทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนา ส่วนความสุขทางธรรมก็คือเราได้เจริญสติ ได้ปฏิบัติธรรม มีเวลาไปเข้าคอร์ส กิ๊กพยายามจะบาลานซ์ทั้งทางโลกและทางธรรม แต่กิ๊กก็คิดว่าถ้าเราอยากจะบรรลุธรรมจริง ๆ ก็ต้องสละโลกบ้าง ถ้ามีโอกาสกิ๊กก็จะละโลกเพื่อไปอยู่ทางธรรมบ้าง เพื่อจะดูว่าแท้จริงแล้วเราชอบอะไร (ยิ้ม)

 

 

กิ๊ก มยุริญ

ในมุมมองของกิ๊ก ความสุขของชีวิต จริง ๆ ก็หาได้ไม่ยากใช่ไหม

กิ๊ก มยุริญ :          กิ๊กอยากบอกว่า คนจนที่สุดคือคนที่ไม่รู้จักพอ รวยหรือจนไม่ได้วัดที่คนคนนั้นมีทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไหร่ แต่วัดกันที่ความพอ แม้คนคนนั้นไม่ร่ำรวยเงินทอง แต่หากเขาเป็นคนที่ร่ำรวยความพอ ยินดีในสิ่งตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี คนคนนั้นจะเป็นคนที่ร่ำรวยความสุข มีตัวอย่างข่าวของมหาเศรษฐีหลายรายทั้งในประเทศไทย อเมริกา เยอรมัน อินเดีย ที่ฆ่าตัวตาย หากมีเงินเยอะแล้วนั่นหมายถึงความสุข ทำไมมหาเศรษฐีบางคนจึงฆ่าตัวตาย ในทางตรงกันข้าม ตัวอย่างของคนที่จนที่สุดในโลก เช่น พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้ท่านไม่มีทรัพย์สินเงินทอง แต่ทำไมท่านจึงมีความสุขมาก อาจเปรียบเทียบได้ว่า ท่านคือคนจนที่มีความสุขที่สุดในโลกก็ว่าได้ ความร่ำรวยจึงไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความสุข ความสุขเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ หากเราวางใจเป็น แค่พอก็สุขแล้ว ความสุขอยู่ภายในใจเรา ไม่ต้องไปหาจากที่อื่นค่ะ 

กิ๊ก มยุริญ

อยากฝากกำลังใจไปถึงคนที่ท้อแท้กับปัญหาในชีวิตอย่างไรบ้าง

กิ๊ก มยุริญ :          เราต้องยอมรับก่อนว่าความทุกข์เป็นสัจธรรมของทุกชีวิต ทุกคนล้วนมีความทุกข์ค่ะ ไม่ใช่เราทุกข์คนเดียว ถ้าเรายอมรับว่าความทุกข์เป็นธรรมชาติ ทุกอย่างจะเบาลง และจะเริ่มมีสติในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โชคดีที่กิ๊กเป็นคนคิดบวกและมองโลกในแง่ดี เวลามีปัญหาในชีวิตขึ้นมา ก็จะใช้สติมองถึงข้อดีของปัญหาที่เกิดขึ้น ฝึกมองโลกในแง่ดี ฝึกขอบคุณทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้าเรามีมุมมองที่ดี จิตใจจะเบา ผ่องใส แล้วก็สบาย ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ แก้ปัญหาไป สุดท้ายทุกอย่างจะผ่านไปค่ะ ข้อสำคัญ เวลามีทุกข์ อย่าพยายามตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่จะจบ เพราะพอเราตั้งคำถามอย่างนี้ ก็จะสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง เหมือนเวลาเราเจ็บป่วย เราต้องยอมรับว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา หายก็หาย ไม่หายก็ไม่เป็นไร เพราะหลวงปู่ชา (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) ท่านยังบอกเลยว่า ไม่หายก็ตายมีอยู่แค่สองอย่าง (ยิ้ม)

           ก่อนจากกันในวันนั้น กิ๊ก - มยุริญ ทิ้งท้ายไว้สำหรับผู้ที่อยากพบหนทางแห่งความสุขแบบเธอไว้ด้วยว่า “แม้ว่าตอนนี้คุณจะยังมีความสุขในชีวิต ไม่ค่อยมีความทุกข์เท่าไร ก็อยากให้พยายามเข้าวัดบ้าง อย่ารอจนไม่ไหวเลย เพราะมันจะไม่ทัน และที่สำคัญคุณจะได้มีวิชาในการดูแลจิตสุดท้ายในชีวิตของคุณ”

 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);