เรื่องเก่าเล่าสนุก : จารึกไว้ในแผ่นดิน ทรงเรือใบข้ามอ่าวไทยนำธงปักไว้เหนือหาดสัตหีบ
    Search
  
21
เรื่องเก่าเล่าสนุก : จารึกไว้ในแผ่นดิน ทรงเรือใบข้ามอ่าวไทยนำธงปักไว้เหนือหาดสัตหีบ

เรื่องเก่าเล่าสนุก : โรม บุนนาค
All magazine เมษายน 2559


จารึกไว้ในแผ่นดิน
ทรงเรือใบข้ามอ่าวไทยนำธงปักไว้เหนือหาดสัตหีบ

    เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙ หรือเดือนนี้เมื่อ ๕๐ ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้อีกเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงถึงพระวิริยะอุสาหะ ความกล้าหาญ และความอดทน ทรงเรือใบประเภท โอเค ขนาด ๑๓ ฟุต ที่ทรงต่อด้วยพระองค์เอง ชื่อ ‘เวคา’ซึ่งเป็นชื่อของดาวที่สุกใสดวงหนึ่ง จากพระราชวังไกลกังวล หัวหิน ฝ่าคลื่นลมและพายุฝนข้ามอ่าวไทยไปยังสัตหีบ เป็นระยะทาง ๖๐ ไมล์ทะเล หรือราว ๑๑๐ กิโลเมตร โดยมีเพียงเข็มทิศนำทางเพราะก่อนที่จะมีการใช้ระบบ GPS ถึง ๑๗ ปีและมีแซนด์วิชเป็นพระกระยาหารกลางวัน นับเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ทรงเรือใบวิบากเช่นนี้
    พระราชกรณีกิจครั้งนี้ ก็เพื่อจะนำธง ‘ราชนาวิกโยธิน’ ไปพระราชทานแก่เหล่าทหารนาวิกโยธิน และการเดินทางวิบากเช่นนี้ จะมีเรือตามเสด็จไปมากไม่ได้ เพราะหากเกิดพายุเรือล่มหรือเหตุร้ายอย่างหนึ่งอย่างใด เรือคุ้มกันจะดูแลไม่ทั่วถึง รับสั่งให้ ม.จ. ภีศเดช รัชนี หัวหน้าหมวดเรือใบหลวงตามเสด็จ แต่พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช คนไทยคนเดียวที่ครองแชมป์การแข่งรถกรังปรีซ์ของยุโรป ขอพระราชทานร่วมรายการด้วย กับคนสำคัญอีกคน คือ พล.ร.ต. สนอง นิสาลักษณ์ ผู้บังคับการนาวิกโยธิน รวมเป็น ๔ ลำ
    ระยะทาง ๖๐ ไมล์ทะเลนี้ ตามปกติเรือใบจะใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๒ ชั่วโมง จึงทรงออกเรือในเวลา ๐๔.๒๘ น. โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและเหล่าข้าราชบริพารส่งเสด็จที่ชายหาด ซึ่ง ม.จ. ภีศเดชได้ทรงเล่าไว้ในหนังสือตามเสด็จในครั้งนี้ว่า
    “...เรือออกแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์โผล่ขึ้น ลมเบามาก ผู้ที่มาส่งเสด็จกลับไปนอน เมื่อตื่นนอนตอนสาย ๆ มองออกไปที่ทะเล เห็นเรือโอเคสี่ลำลอยตุ๊บป่องอยู่ไม่ไกลจากฝั่ง ตอนเที่ยงกว่าลมจึงเริ่มมา และตอนกลางคืนแล่นได้ราว ๑๐๐ กิโลเมตร...”
    “...ต่อมาเราจึงทราบว่าทำไมจึงขาดลม เพราะชาวบ้านทราบว่าจะทรงเรือใบข้ามอ่าว จึงบนบานกันว่า “เจ้าประคู้ณ อย่าให้มีคลื่นลมเลย” ซึ่งคลื่นนั้นกันออกไปได้ แต่ลมเราจำเป็นต้องมี...”
    ระหว่างที่ลอยตุ๊บป่องอยู่ในทะเลนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงงาน โปรดเกล้าฯ ให้ ม.จ. ภีศเดชทรงงานถวาย ชิ้นแรกคือปลูกต้นไม้ที่หาดทรายใหญ่ ใกล้เขาเต่า หัวหิน
    จากบันทึกรายงานสภาพอากาศ ของสถานีพยากรณ์อากาศสัตหีบ กองอุตุนิยมวิทยา กองอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ประจำวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๙ มีว่า
    “เช้าตรู่มีเมฆบางส่วนทัศนวิสัยดีมาก เวลา ๐๙.๑๒ - ๐๙.๓๕ น. มีฝนโปรยเล็กน้อย เวลา ๐๙.๓๕ น. - ๑๒.๐๐ น. มีฝนฟ้าคะนอง ทัศนวิสัยเลวมาก และกลับดีขึ้นในตอนบ่าย ลมอ่อนแปรปรวน ทะเลเรียบ ตอนค่ำมีฟ้าแลบติดต่อกันจนถึงดึกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทัศนวิสัยดี ทะเลเรียบ”
    ในเวลา ๑๐.๔๕ น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ เสด็จประทับเรือหลวงจันทรตามมา และไปรอเฝ้ารับเสด็จที่อ่าวเตยงาม หรืออ่าวนาวิกโยธินกองบัญชาการหน่วยนาวิกโยธิน
    พล.ร.อ. ยุทธนา เชิดบุญเมือง อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นขณะมียศนาวาเอก ได้เล่าว่า
    "วันนั้นลมไม่เป็นใจถึงได้ช้า แถมสมัยก่อนมือถือยังไม่มี มีทหารเรือติดตามอารักขาแค่ลำเดียว การแล่นเรือข้ามอ่าวนั้นอันตราย แต่เมื่อรู้ว่าในหลวงมาถึงแล้ว ทุกคนปลาบปลื้มกันถ้วนหน้า ผู้บัญชาการทหารเรือสมัยนั้นถึงกับลุยน้ำทะเลไปรับพระองค์ท่านเลยทีเดียว"
    "ทุกคนเฝ้ารอคอยพระองค์ท่านด้วยความเป็นกังวล เป็นห่วงพระองค์ท่าน เพราะมันมืดแล้ว ปกติเรือใบมีความเร็วประมาณ ๕ น็อตต่อชั่วโมง ก็น่าจะใช้เวลาประมาณ ๑๒ ชั่วโมง ๔ - ๕ โมงเย็นก็น่าจะถึง แต่พระองค์ท่านมาถึงตอน ๓ ทุ่มเศษ"

    หลังจากทรงผจญกับลมสงบและพายุฝนกระหน่ำแล้ว เวลา ๒๐.๐๐ น. เศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรือใบถึงบริเวณเกาะคราม สถานีทหารเรือสัตหีบ ทรงใช้เวลาในการแล่นใบประมาณ ๑๖ ชั่วโมง จากนั้นทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ทรงชุดสนามนาวิกโยธินเป็นครั้งแรก แล้วเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังค่ายกรมหลวงชุมพร บริเวณอ่าวเตยงาม เมื่อเวลา ๒๑.๒๘ น. ทรงนำธงราชนาวิกโยธินซึ่งนำข้ามอ่าวมาปักเหนือยอดหินใหญ่ที่ชายหาด ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ‘มาร์ชราชนาวิกโยธิน’ และทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นศิลาจารึกบนก้อนหินใหญ่นั้น
    หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ได้ทรงพักผ่อนพระอิริยาบถท่ามกลางข้าราชการทหารและครอบครัวนาวิกโยธิน ซึ่งได้จัดงานถวายในรูปแบบชาวเกาะ จนเที่ยงคืนจึงเสด็จไปประทับเรือหลวงจันทร ข้ามอ่าวกลับไปพระราชวังไกลกังวล
    อีก ๑ ปีต่อมา ในวันครบรอบขวบปีที่ทรงแล่นเรือใบข้ามอ่าวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำพวงมาลัยพวงใหญ่มาคล้องประดับแผ่นศิลา ก่อนที่จะทรงเรือใบในบริเวณอ่าวเตยงาม โดยมีข้าราชบริพารพายเรือออกไปห้อมล้อมเรือใบพระที่นั่ง เป็นความประทับใจของเหล่าข้าราชการทหารนาวิกโยธินและครอบครัว
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหางเสือเรือพระที่นั่ง ‘เวคา’ แก่กองทัพเรือ และกองทัพเรือได้มอบหางเสือเรือพระราชทานให้สมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นรางวัลนิรันดรในการจัดการแข่งขันแล่นเรือใบทางไกลชิงรางวัลหางเสือเรือพระที่นั่ง ‘เวคา’ เป็นประจำทุกปี แต่ทว่าต่อมาการแข่งขันเรือใบทางไกลไม่ได้ข้ามอ่าวไทย เพราะมีพระราชกระแสรับสั่งต่อข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เรื่องความปลอดภัยของนักกีฬา เช่น เรื่องไม่มีลม และสัตว์ร้าย เมื่อต้องลอยเรือใบกลางทะเล ซึ่งในการแข่งขันเคยเกิดกรณีที่ปล่อยเรือไปตั้งแต่เช้า จน ๒ ทุ่ม เรือก็ยังลอยอยู่ในทะเล ต้องเอาเรือใหญ่ออกตามหา
    ปัจจุบัน ‘พระปรมาภิไธย’ เหนือก้อนหินใหญ่กลายเป็น ‘อนุสรณ์สถาน’ เพื่อรำลึกเหตุการณ์วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปักธงราชนาวิกโยธินโดยมีการจารึกข้อความพระราชสดุดีและเฉลิมพระเกียรติ ความว่า...

ณ ที่นี้
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
จอมทัพไทย
ได้ทรงเรือใบขนาด ๑๓ ฟุตด้วยพระองค์เองพระองค์เดียว
จากหัวหินมาถึงสัตหีบ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙
เริ่มเวลา ๐๔.๒๘ ถึงเวลา ๒๑.๒๘
ทั้งนี้เป็นพระปรีชาสามารถอย่างยอดเยี่ยม
เป็นครั้งแรกในประวัติการณ์
กองทัพเรือได้ขอพระราชทานพระมหากรุณา
ให้ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้เป็นศิริมงคล
และเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่กองทัพเรือสืบไป

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);