ตำนานมายา : ฉุยฉาย
    Search
  
24
ตำนานมายา : ฉุยฉาย
 
 

ตำนานมายา : “หนึ่งเดียว”
All magazine มีนาคม 2559

ฉุยฉาย นาฏศิลป์ไทย เจ้า ไพร่ นางรำ และอำนาจ

ฉุยฉาย
นาฏศิลป์ไทย เจ้า ไพร่ นางรำ และอำนาจ


      เด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ขวบ ชาวฝั่งธนบุรี นั่งเรือพายข้ามฟากมาฝั่งพระนครพร้อมพ่อกับแม่ทุกเช้า ใต้ต้นหูกวางใกล้วัดบพิตรพิมุข เป็นที่ที่เธอเริ่มต้นรำ ‘ฉุยฉายพราหมณ์’ ตามเสียงดนตรีที่มีพ่อเป่าปี่ แม่ตีฉิ่งขับเพลงให้ เด็กหญิงชื่อ ‘ฉุยฉาย’กลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนที่ผ่านไปมา และเธอก็อาศัยเก็บสะสมเศษเงินที่ผู้คนเมตตาให้นี้ไว้เลี้ยงชีพเรื่อยมา แต่ดูเหมือนว่าจะได้รับความรักและสงสารเป็นพิเศษจาก ‘พี่เติม’ เด็กชายลูกนายต่วน ช่างตัดผมที่มีอดีตเป็นจำอวดของคณะละคร ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของเจ้าพระยาอภัยฯ แต่แล้ววันหนึ่งเรือน้อยของสามชีวิตพ่อแม่ลูกก็ล่มลงกลางลำน้ำเจ้าพระยา ฉุยฉายกลายเป็นเด็กกำพร้า เติมขอร้องให้พ่อต่วนพาฉุยฉายมาเลี้ยงดูเป็นลูก สร้างความไม่พอใจให้กับแม่พิศ เมียนายต่วนที่ชอบเล่นไพ่และจิตใจไร้ความปราณี ต่อมาต่วนพาฉุยฉายไปรำในงานวันเกิดของเจ้าพระยาอภัยฯ ทำให้เป็นที่พอพระทัยของ เสด็จในกรมพระองค์หนึ่ง และได้โปรดเมตตารับอุปการะฉุยฉายให้อยู่ในวัง และได้ร่ำเรียนนาฏศิลป์อย่างถูกต้อง เสด็จฯ ทรงมีโอรส 3 องค์ องค์ใหญ่และองค์กลางไปศึกษาต่อต่างประเทศ เหลือแต่องค์ชายเล็กที่แอบหลงรักฉุยฉายอยู่ และได้มอบล็อกเก็ตลงพระนามให้ก่อนไปศึกษาต่อ แต่หม่อมสายหยุดก็รับรู้จนได้และไม่พอใจเป็นอย่างมากจึงหาทางกีดกันทุกวิถีทาง ฉุยฉายเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์และได้รับเลือกให้รำ ‘บุษบาเสี่ยงเทียน’ จากวรรณคดีเรื่อง ‘อิเหนา’ งานนี้พลเอกวิบูลย์สงครามแห่งกองทัพไทยมาชมด้วย ฉุยฉายจึงตกเป็นที่สนใจของท่านทันที เมื่อเสด็จในกรมสิ้นพระชนม์ ชายเล็กกลับมาขอความรักจากฉุยฉาย แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงปลุกปล้ำขืนใจจนได้ฉุยฉายเป็นเมีย แล้วชายเล็กก็ไปต่างประเทศ ขณะที่นายพลผู้มีอำนาจก็วางแผนให้ลูกน้องไปพาฉุยฉายมาเป็นอนุภรรยา เติมรู้ข่าวก็เศร้าเสียใจดื่มหนักดับกลุ้ม จนล้มหัวฟาดกลายเป็นคนเสียสติเพ้อหาฉุยฉายร่ำไป สร้างความรันทดใจให้บิดายิ่งนัก และแล้วเหตุการณ์บ้านเมืองก็เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการรัฐประหารเกิดขึ้น ทำให้นายพลต้องลี้ภัยไปต่างแดน ฉุยฉายหอบลูกไปอยู่กับคณะละครเร่ เร่ไปแสดงทางเหนือ ชายเล็กกลับมาตามหาฉุยฉายไม่พบ ได้แต่ตรอมตรม ไม่สนใจหญิงใหม่ที่หม่อมแม่หามาให้ เติมเป็นบ้าเพราะรักฉุยฉายจนถึงขั้นคลั่งเผาบ้านวอดวาย ฉุยฉายหอบลูกเตลิดหนีระเหเร่ร่อน... เมื่อชายเล็กจะตามไปหา...

                             ฉุยฉาย นาฏศิลป์ไทย เจ้า ไพร่ นางรำ และอำนาจ

      ฉุยฉาย เป็นนิยายชีวิตรักรันทด ประพันธ์โดย ลมูล อติพยัคฆ์ นักเขียน เจ้าของนิตยสารโลกดารา และผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ เหตุการณ์อยู่ในยุค พ.ศ. 2480 มีตัวละครหลายตัวที่เทียบเคียงบุคลิกใกล้กับบุคคลจริง แต่ก็ไม่ใช่ ‘เรื่องจริง’ อย่างเช่น องค์ชายทั้งสาม หรือนายพล ที่น่าจะใกล้เคียงกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ยึดอำนาจโค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงครามออกจากตำแหน่ง และมีฉายาว่า ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง’ มีอนุภรรยานับร้อย (ซึ่งพล็อตเรื่องนี้ยังปรากฏในนิยายเรื่อง ‘อีสา – รวีช่วงโชติ’ ของ สีฟ้า)
    จุดเด่นของเรื่องอยู่ที่การรำฉุยฉายพราหมณ์ของนางเอก ที่รำเป็นตั้งแต่เด็ก คือรำแบบเด็ก ๆ ที่ได้เห็นและจดจำมา แต่ต่อมาก็ได้ร่ำเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังสอดแทรกเรื่องราวของคณะละครเร่ การแสดงจำอวด ฯลฯ ซึ่งเป็นนาฏศิลป์ไทยที่หลายอย่างหายสาบสูญไปแล้ว นิยายและหนังเรื่องนี้ ยังได้สะท้อนค่านิยมสังคมไทยในอดีต ที่มักจะรังเกียจพวก ‘เต้นกิน - รำกิน’ แต่ก็ชื่นชอบที่จะดูชมเพราะเป็นมหรสพที่สร้างความรื่นเริงได้เป็นอย่างดี
    รำฉุยฉายพราหมณ์ เป็นการร่ายรำที่งดงามของตัวพระ จากบทพระราชนิพนธ์เบิกโรงดึกดำบรรพ์ เรื่องพระคเณศเสียงา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อกันว่าเป็นผลงานของพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) สืบทอดผ่านมา แต่ท่าร่ายรำในปัจจุบันของกรมศิลปากร เป็นผลงานการปรับปรุงของนางลมุล ยมะคุปต์ อดีตผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร โดยเป็นลีลาท่ารำของตัวพระที่เป็น (พราหมณ์) หนุ่มน้อยมีความงดงามและท่าทีนวยนาดกรีดกราย โอกาสที่ใช้แสดงคือรำเบิกโรงและการแสดงในงานทั่วไป ส่วนดนตรีประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์บรรเลง ตามปกติเพลงฉุยฉายจะมีเพลง 2 เพลงรวมอยู่ด้วยกัน คือเพลงฉุยฉาย และเพลงแม่ศรี จุดเด่นของฉุยฉาย อีกอย่างคือ อุณาโลม หรือเครื่องหมายคล้ายเลข ๙ ตรงระหว่างคิ้ว เป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งใช้ในพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ตามเทพนิทานอุณาโลมจะเปล่งรังสี ซึ่งให้ความรู้และความสว่างแก่โลก จึงเป็นเครื่องหมายของการตรัสรู้ บางทีก็เขียนเป็นจุดกลมและเรียกว่า Buddha eye หรือ Third eye     
                          ฉุยฉาย นาฏศิลป์ไทย เจ้า ไพร่ นางรำ และอำนาจ
    ฉุยฉาย สร้างเป็นภาพยนตร์ไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2505 เป็นหนัง 16 ม.ม. นำแสดงโดย เนาวรัตน์ หวังในธรรม, ทักษิณ แจ่มผล, ส. อาสนจินดา, ทัต เอกทัต, อาคม มกรานนท์, กัณฑรีย์ สิมะเสถียร, สมจิตร ทรัพย์สำรวย, ด.ญ.เขมิกา มีกุญชร ณ อยุธยา เขียนบท ส. อาสนาจินดา ร่วมแสดงและกำกับการแสดง ต่อมาก็สร้างใหม่ต่อจาก ‘ลูกทาส’ โดย ‘รพีพร’กำกับการแสดง นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี, สุพรรษา เนื่องภิรมย์, สมภพ เบญจาธิกุล, อำภา ภูษิต ร่วมด้วยนักแสดงอาวุโส สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ รับบทพ่อต่วน สุพรรณ บูรณะพิมพ์ รับบทแม่พิศ จารุวรรณ ปัญโญภาส รับบทหม่อมสายหยุด วิไลวรรณ วัฒนพานิช รับบทหม่อมวาด สมจิตร ทรัพย์สำรวย รับบทคุณหญิงอรรถพิมล อดุลย์ ดุลยรัตน์ รับบทนายพลฯ ป้าทอง - สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัตเป็น ป้าพลอย และยังทำหน้าที่ฝึกสอนการรำให้นางเอกอีกด้วย โดยหม่อมป้าทองเคยเป็นนาฏศิลป์สาวสมัยท่านเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ในรัชกาลที่๖ และยังต้องฝึกสอนให้ ด.ญ.จิตโสภิณ ลิมปิสวัสดิ์ ที่มารับบทฉุยฉายตอนเด็ก (ต่อมาเป็นนักแสดงวัยรุ่นมีชื่อเสียงพักหนึ่ง) อีกทั้งพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร ทรงประทานพระเกียรติแสดงเป็น เสด็จในกรม
    ชะตาชีวิตของนางรำอย่าง ‘ฉุยฉาย’ ต้องมีราคี เพราะชายผู้ใช้อำนาจขืนใจ คนแรกบรรดาศักดิ์เป็นเจ้า คนที่สองยศฐาเป็นทหาร ฉุดให้ชีวิตเธอระกำลำบาก เพราะอำนาจนั้นไม่จีรังที่จะปกป้องเธอได้ ในที่สุดก็มีเพียงรักแท้จากชายสามัญธรรมดานั่นแหละที่คอยเยียวยาเธอ ฉากจบของฉุยฉาย... เธอกลับมาพบซากบ้านเก่าที่มอดไหม้เป็นเถ้าถ่านของพ่อต่วน พบว่าพี่เติมเสียสติจนจำเธอไม่ได้ ฉุยฉายจึงแต่งองค์ทรงเครื่อง สวมชฎา และรำให้เติมดู แม่พิศเมียของพ่อต่วนก็สำนึกผิดกลับมาขออภัย ทั้ง 5 ชีวิตจึงขอเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักอันแท้จริง พ่อต่วน แม่พิศ พี่เติม ฉุยฉาย และ ‘โฉมฉาย’ ลูกสาวตัวน้อยของเธอ...
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);