เสียดายคนตายไม่ได้รู้...ทำบุญแบบทุ่มสุดตัว เป็นเรื่องดีหรือไม่ > All Magazine
    Search
  
03
เสียดายคนตายไม่ได้รู้...ทำบุญแบบทุ่มสุดตัว เป็นเรื่องดีหรือไม่

เสียดายคนตายไม่ได้รู้ : ดังตฤณ 

ทำบุญแบบทุ่มสุดตัว เป็นเรื่องดีหรือไม่

                     ทำบุญแบบทุ่มสุดตัว เป็นเรื่องดีหรือไม่

          ถาม ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ช่วงหลังๆนี้ทำบุญแบบทุ่มสุดตัวในรูปของการบริจาคทานประเภทต่าง ๆข้อจำกัดคือเงินเดือนน้อย
ใช้จ่ายส่วนตัวที่จำเป็น ที่เหลือเอาไปทำบุญหมด ถือว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่คะ?
          ตอบ เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องแยกตอบเป็นสองแง่ครับ    ถ้ามองแง่เดียวจะได้ภาพที่ไม่ครบ     แล้วก็เกิดความเข้าใจที่แหว่งวิ่น
          ๑) แง่ของการครองชีพ ธรรมชาติของคนที่ต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั้น เงินทองทำให้ครองชีวิตได้เป็นปกติสุข
ทำมาหาได้เท่าไหร่ก็ต้องวางแผนทั้งในระดับของการใช้จ่ายเฉพาะหน้าและการเก็บออมไว้เผื่อฉุกเฉินในอนาคต หมายความว่า
ค่าใช้จ่ายส่วนตัวนั้นมีทั้งปัจจุบันที่ต้องใช้เลย     และทั้งอนาคตที่ต้องเอาเข้าธนาคารไว้รอจ่ายโดยไม่คาดฝันด้วย   หากทำบุญ
แบบทุ่มสุดตัว   
ขาดการไตร่ตรอง    ขาดการคิดเผื่อขาดเผื่อเหลือไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน ก็จัดว่าเราครองชีพด้วยความ ประมาท
ไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ เป็นที่มาของการเบียดเบียนสองฝ่าย คือเบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อื่น
          การเบียดเบียนตน    ที่เห็นได้ชัดก็คือบางครั้งเมื่อต้องการได้สิ่งที่สมควรได้ก็จะไม่ได้    หรือจำเป็นต้องใช้ก็จะไม่ได้ใช้
อย่างเช่นเสื้อผ้ารองเท้าเก่าหรือขาดก็อาจต้องรอแล้วรออีก  ไม่มีจังหวะซื้อหาเสียที หรือพอแก่ตัวลงเริ่มเจ็บไข้บ่อย สังขาร
โรยรา
ให้ต้องบำรุงมากขึ้น    ก็ขาดปัจจัย  ค่ายา  ค่าหมอ    ค่าอุปกรณ์ผ่อนหนักให้เป็นเบาทั้งหลาย หากเกิดความเดือดร้อนขึ้น
เพราะวิธีทำบุญแบบทุ่มสุดตัว นี่เป็นตัวอย่างของการเบียดเบียนตนเพราะวิธีทำบุญแบบสุดตัวของเรา
          ส่วนการเบียดเบียนผู้อื่นนั้น     คือบางครั้งเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้เงินอย่างยิ่งยวด ก็อาจทำความอึดอัดให้กับญาติสนิท
มิตรสหายผ่านการหยิบยืม  เขาอยากปฏิเสธใจจะขาดแต่ก็สงสารเรา อดช่วยไม่ได้  หรือบางทีไม่ต้องหยิบยืมใครก็จริง แต่อาจ
ต้องเบียดบังเงินทองของครอบครัว  พลอยทำให้ครอบครัวต้องกระเบียดกระเสียร       ตามเราทั้งที่ไม่ได้อนุโมทนายินดีไปด้วย
พวกเขาเลยพานเกลียดศาสนา รังเกียจการทำบุญ ทำให้จิตตกด้วยความคิดอกุศล กลายเป็นภัย หรือกลายเป็น
โศกนาฏกรรมทางวิญญาณไป นี่เป็นตัวอย่างการเบียดเบียนผู้อื่นเพราะวิธีทำบุญสุดตัวของเรา
          ๒) แง่ของวิบากกรรม พระพุทธเจ้า          เคยตรัสไว้ว่าถ้าเห็นผลของทาน    เหมือนอย่างที่ท่านเห็น      มนุษย์ทั้งหลาย
คงแจกอาหารแก่คนและสัตว์ก่อนบริโภคเองเป็นแน่แท้นั่นเพราะอะไรเพราะผลของทานยิ่งใหญ่เกินจินตนาการการให้เปล่า
นั้นคุ้มเสียยิ่งกว่าลงทุนหว่านเม็ดเงินหวังผลในเชิงธุรกิจเป็นไหน ๆ       คือถ้าให้ทานด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้ว คิดง่าย ๆ ว่าให้
หนึ่งบาทอย่างน้อยที่สุดต้องตอบคืนกลับมาร้อยบาท นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ผู้รู้แจ้งทรงยืนยัน
          ผลของทานนั้นคนส่วนใหญ่จะได้ยินว่าทำให้เกิดใหม่ร่ำรวย    หรือได้ไปเสวยสวรรค์ในภพหน้า    ซึ่งก็เป็นความจริง
แต่นั่นเป็นความจริงเพียงส่วนเดียวที่แท้แล้วผลของการทำทานให้ไพบูลย์ยังมีความน่าชื่นใจอีกมากไม่จำเป็นต้องตายเสียก่อน
จึงจะรู้เห็น
        
  ก่อนอื่นขอให้เล็งไปที่จิตมนุษย์ว่าคับแคบและมืดทึบอยู่ด้วยกิเลสชนิดใดบ้างถ้าไม่กล่าวถึงหัวโจกอย่าง‘ความตระหนี่’
ก็คงเหมือนขาดผู้ร้ายตัวสำคัญไปอันว่าความตระหนี่ถี่เหนียวนั้นมักเข้าคู่กันได้ดีกับความเล็งโลภอยากได้สมบัติผู้อื่นเรียกว่า
ความงกกับความโกงนั้นเป็นเกลอแก้ว เป็นคู่หูที่เห็นตัวใดก็มักเห็นอีกตัวเป็นเงาตามมาด้วยเสมอ
          การคิดสละ    การคิดให้  การคิดเกื้อกูล    จัดเป็นปรปักษ์กับความตระหนี่โดยตรง     ฉะนั้นยิ่งเราให้ทานมากเท่าไหร่
ความตระหนี่ก็ยิ่งถูกกำจัดออกจากใจเรามากเท่านั้นคือถ้าทำทานแบบทุ่มสุดตัวก็หมายถึงกำจัดความตระหนี่ได้เต็มพิกัดเช่นกัน
และเมื่อความตระหนี่หายหน้าไปอย่างแท้จริง    ความอยากโกงก็ต้องพลอยหายหนไปด้วยหรือแม้ยังหลงเหลืออยู่ ก็คงไม่กล้า
โผล่หน้าออกมาถนัดนัก     เราจึงต้องยกความดีให้กับการทำบุญแบบทุ่มสุดตัวในแง่ที่มันช่วยประกันเราไม่ให้ตกหลุมพราง
ไปติดเหยื่อล่อให้คิดคดโกงหรือขโมยของใคร    เพราะกะแค่สมบัติของตนเองยังยกให้ผู้อื่นได้แทบหมดเกลี้ยง    แล้วใจจะมี
กำลังไปยกเอาของใครมาให้ตนเองไหว?
          อีกประการที่สำคัญคือความสุขทางใจ คนที่ทำทานโดยความเห็นว่าเป็นงานอดิเรก เป็นการรื่นเริง   เป็นความบันเทิงใจ
จะมีแต่ปีติและสุขอยู่เสมอ     เพราะทุกครั้งที่ให้ทานย่อมกำจัดความตระหนี่ออกไปบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเท่ากับขจัดความหนัก
และปฏิกูลที่หมักหมมออกจากจิต    ยิ่งเอาของหนักออกมากก็ยิ่งเบา    ยิ่งชะล้างสิ่งสกปรกออกมากก็ยิ่งสะอาดผ่องใส ก็เกิด
ธรรมชาติโปร่งโล่งเบิกบานขึ้น เหล่านี้คือความจริงที่แกล้งพูดให้เป็นอื่นไม่ได้
          มีความจริงอยู่ประการหนึ่งซึ่งคนทั่วไปไม่รู้ เนื่องจากขาดประสบการณ์ตรง  นั่นคือรสของทานจิตนั้นเป็นสิ่งที่เสพแล้วติด
ได้อย่างหนึ่ง เพราะปีติสุขอันเกิดจากการทำทานดีๆ นั้นคล้ายกับปีติสุขของการทำสมาธิ   มีความเย็นซ่าน มีรสหวานชื่น และมี
ความโปร่งเบาไร้กังวล แม้แบกภาระหนักอึ้งอยู่เพียงใด ถ้าได้ทำทานที่ชอบใจแล้ว    ก็เหมือนมลายหายไปหมดในไม่กี่พริบตา
จึงไม่น่าแปลกใจที่บางคนชอบทุ่มสุดตัว เพราะยิ่งทุ่มมากเท่าไหร่ ยิ่งบังเกิดสุขลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);