เสียดายคนตายไม่ได้รู้...พูดนุ่มนวลแบบแอบแฝง มีกรรมอย่างไร? > All Magazine
    Search
  
29
เสียดายคนตายไม่ได้รู้...พูดนุ่มนวลแบบแอบแฝง มีกรรมอย่างไร?

เสียดายคนตายไม่ได้รู้ : ดังตฤณ

พูดนุ่มนวลแบบแอบแฝง มีกรรมอย่างไร?

                                            พูดนุ่มนวลแบบแอบแฝง

          ถาม : คนที่ไม่สงบจริง    แต่แกล้งพูดให้นุ่มนวลเหมือนพ่อพระหรือแม่พระนั้น    จะมีผลกรรมอย่างไรครับ   ?
          ตอบ : ก็มีจิตเป็นมายา เป็นกรรมอย่างหนึ่งเหมือนนักแสดงครับ แต่นักแสดงเพียงตั้งใจหลอกคนดูตามกติกา
(คือคนดูตกลงเต็มใจให้หลอก)  ส่วนพ่อพระ  แม่พระ เก๊   ๆ  นั้น  หลอกทั้งคนดู     ตลอดจนกระทั่งหลอกทั้งตัวเอง
เป็นเวลายาวนาน    กระทั่งปักใจเชื่อว่าตนเป็นเช่นนั้นจริง   ๆ      โดยไม่รู้เท่าทันว่าที่แท้ยังมีระเบิดโทสะซุกซ่อนอยู่
มากมายก่ายกอง พร้อมจะตูมตามขึ้นมาเสมอเมื่อเกิดการสั่งสมแรงดันมากพอ
       การขัดเกลาให้ตนเป็นผู้มีความเยือกเย็นอย่างแท้จริง กับการเสแสร้งแกล้งทำเป็นผู้เยือกเย็นนั้น ผลจะต่างกัน
ลิบลับ    ‘เมตตา’   จะทำให้เราเจตนาพูดนุ่มนวลเพื่ออนุเคราะห์คนฟังให้สบายใจ   แต่  ‘มายา’ จะทำให้เราเจตนา
พูดนุ่มนวลเพื่อลวงให้คนอื่นนิยม    ของพวกนี้ผิดกันนิดเดียว    และบางทีก็ไม่ใช่รู้ตัวกันง่าย  ๆ  นะครับ หากหลอก
ตัวเองจนแม้ตัวเองนึกยังนึกว่าดีจริงแล้ว ก็ยากมากที่จะชี้ว่าตรงไหนเรียก ‘มายา’ ตรงไหนเรียก ‘ใจจริง’
         
หลังจากหลอกตัวเองว่า    ตนเป็นพ่อพระแม่พระเสียงนุ่มไประยะหนึ่ง  ผลกรรมที่เห็นได้ชัดทันตาคือ จะมีจิต
ที่เคลิบเคลิ้ม หลงตัวว่าดีแล้ว ทั้งที่ใจในส่วนลึกรู้อยู่ว่ายังไม่ดีจริง ยังเต็มไปด้วยโทสะ จึงเกิดความขัดแย้ง  บางที
ปฏิเสธตนเองจนเหนื่อย  คิดบอกว่าไม่คิด   พูดบอกว่าไม่พูด   ทำบอกว่าไม่ทำ ขอให้เป็นเรื่องร้าย ๆ เถอะ ฉันต้อง
ไม่มีแน่ ๆ ทำไปทำมาเลย ‘เกลียดตัวเอง’ มีความกระสับกระส่าย มีความไม่พอใจเป็นอาจิณ
          เท่าที่ผมเห็น    บางคนดูภายนอกสงบลึกซึ้งอยู่ทั้งวัน    แต่พอได้ฤกษ์เหมาะ   พูดจากันอยู่ดี   ๆ ก็ออกอาการ
หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ   หรือเรื่องไม่มีก็สร้างเรื่องเพื่อแสดงความโกรธ   หรือแสดงวาจาเชือดเฉือนคนอื่นเพื่อให้
ตัวเองดูดีกว่าใคร ๆ
          โทษของการเป็น    ‘ผู้มีมายา’   นั้น    ต่อให้แนบเนียนสมจริงปานใด หรือกระทั่งทำประโยชน์ให้ใครต่อใคร
มากมายเพียงไหน     ในที่สุดจะย้อนกลับมาเล่นงานเจ้าตัว    คือกระทำจิตให้บิดเบี้ยว      ไม่อาจเห็นอะไรแจ่มแจ้ง
ตามจริงตลอดสายการต้องประคับประคองให้ตนเองอยู่ในระดับที่สูงส่งนั้น นับว่า ต้องใช้แรงมาก ต้องเหนื่อยมาก
ต้องสะสมแรงกดดันมาก      ยิ่งหลอกสายตาคนไว้มากเท่าไหร่    ยาวนานเพียงใด    ความเก็บกดก็จะทวีแรงอัดไว้
มากขึ้นเท่านั้น

                                              พูดนุ่มนวลแบบแอบแฝง มีกรรมอย่างไร?

          เมื่อใด   คุยเป็นส่วนตัวกับคนสนิท    หรือผู้น้อยแบบที่ไม่ต้องระวังตัว   จึงออกอาการชัดเป็นพิเศษ พูดง่าย ๆ
นิยมเพ่งโทษผู้อื่น    จ้องจะหาทางระบายความเครียดเอากับคนไม่มีทางสู้      หรือคนไม่มีทางไปป่าวร้องให้ตนเอง
เสียหาย
          อีกประการหนึ่ง  สำหรับพ่อพระ แม่พระปลอม ๆ   นั้น    ในอนาคตเมื่อมีโอกาสเกิดใหม่เป็นมนุษย์อีก หน้าตา
จะออกแนวไม่ใสซื่อ ดูไม่จริงใจ ถึงแม้ศีลจะปั้นให้รูปร่างหน้าตาดูดีอยู่บ้าง ก็จะสวยหล่อแบบเบี้ยว ๆ ขาดๆ   เกินๆ
ดูสวยไม่เสร็จ หล่อไม่เสร็จ เลี่ยน ๆ เอียน ๆ อย่างที่คนเห็นอธิบายไม่ถูก นี่ก็เพราะตอนก่อวจีกรรมดีๆ นั้นไม่ดีจริง
ใจมีอาการขาด ๆ เกิน ๆ นั่นเอง
        อย่างนี้มิแปลว่า ควรพูดจาโผงผางขวานผ่าซากแบบไม่แคร์ใครกระนั้นหรือ? ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพื่อความสุข
ความเย็นใจในปัจจุบัน และเพื่อมีหน้าตาผิวพรรณงามในอนาคต ทุกคนควรฝึกตนให้นุ่มนวลเป็นกันทั้งสิ้น
          อย่างไรก็ตาม ที่ก้าวแรกควรเป็นเจตนาใช้คำที่ไม่ระคายโสต อย่าเพิ่งพยายามดัดท่าที   หรือตกแต่งน้ำเสียง
ให้ละมุนละไมเกินเหตุ    พูดแบบเป็นตัวของตัวเอง      พูดแบบไม่รู้สึกว่าต้องใส่หน้ากากไปซื้อใจคนอื่น     พูดแบบ
ไม่ต้องเหนื่อยสร้างภาพที่ไม่มีอยู่ในตน คุณจะพบว่าเพียงด้วยใจที่คิดงดเว้นถ้อยคำอันระคายโสตนั้น   จะสวนทาง
กับตัวตนด้านร้าย ยิ่งพูดจะยิ่งลิดรอนอำนาจของโทสะลงเอง ยิ่งฝึกหัดเลือกใช้คำดี ๆ มากขึ้นเพียงใด ใจคุณจะยิ่ง
นุ่มนวลอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น
          เช่นแทนที่จะพูดลุ่น    ๆ   ด้วยอำนาจความเคยชินว่า     ‘  เฮ้ย  !  ทำไมชุ่ยอย่างนี้วะ ? ’    ก็อาจลดลงมาเป็น
‘นี่! ช่วยระวังหน่อยเถอะ’        อาการทางใจของทั้งคนพูดและคนฟังจะแตกต่างกันลิบลับ    ยิ่งถ้าลดลงมาอีกเป็น
 ‘คุณครับ/คุณคะ ช่วยระวังนิดหนึ่งเถอะนะ’ ผลก็จะยิ่งต่างไปอีก แม้ไม่ดัดเสียงหรือแต่งสีหน้าให้ดูดี  ไฟโทสะ
ที่เกิดแล้วในใจคุณก็จะลดลง ไฟโทสะที่ยังไม่เกิดในใจคนอื่นก็จะไม่เกิด
          ใจที่เยือกเย็นลง    อย่างเป็นธรรมชาตินั้นจะปรุงแต่งให้กิริยาของคุณนุ่มนวลลงอย่างเป็นธรรมชาติไปด้วย
คุณจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง   ไม่เหน็ดเหนื่อยกับกิริยาวาจาที่นุ่มนวลเลย   ตรงข้าม   จะยิ่งพึงใจในรูปแบบชีวิตใหม่
ไม่ฝืดฝืน      ไม่ต้องออกแรงบังคับตัวเองแต่อย่างใด     ถึงเดิมทีเคยสะใจกับการเป็นผู้ร้ายทางวาจา      ต่อมาจึงได้
ข้อเปรียบเทียบว่าการเป็นพระเอกนางเอกทางการเลือกใช้คำนั้น หยาบประณีตแตกต่างห่างชั้นกันเพียงใด
          ใครบอกว่าฝึกเมตตาไม่เป็น  เจริญเมตตาไม่ได้ผลเสียที   ลองนับหนึ่งด้วยการใช้วิธีควบคุมการพูดจาในชีวิต
ประจำวันนี่แหละครับ     คุณจะรู้ชัดอยู่ข้างใน     ว่านุ่มนวลแบบเมตตาจริงกับนุ่มนวลแบบแอบแฝงนั้น   แตกต่างกัน
อย่างไร น่าพึงใจกว่ากันขนาดไหน 
          อีกทั้งถ้าหากต้องเกิดใหม่เป็นมนุษย์ คุณจะสวยหล่อน่าชม     ไม่ขาดไม่เกิน เรียกว่างดงามชวนชมอย่างเป็น
ธรรมชาติ มองดูไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);